สั่งสอน
บทที่4 สั่งสอน
ยึดคืน
ซูเหยาเร่งฝีเท้าไปที่พักของเฟิ่งจู แล้วก็เป็นอย่างที่นางคิดไว้ เสื้อผ้าของมารดา อยู่กับน้องสาว ทั้งที่มารดาตั้งใจมอบให้บุตรสาวตัวจริง แต่เฟิ่งจูนั้นกลับแย่งไปอย่างไม่รู้สึกผิด
ปัง! ซูเหยาดันประตูเข้าไป สาวใช้ที่อยู่ด้านในสะดุ้งตกใจออกมา
“คุณหนูของเจ้าอยู่ที่ใด?” ซูเหยาถามเสียงแข็ง
“บังอาจ! เจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงกล้าบุกเข้ามาที่นี่!”
ซูเหยาไม่รอช้าอีกต่อไป กระชากหัวสาวใช้ ขึ้นมาตบสั่งสอนทีละคน จนไม่มีนางใดกล้าลุกขึ้นมาต่อต้าน
ส่วนทางด้านเฟิ่งจูนั้นกำลังเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้พอดี ซูเหยามาทันเวลาจึง กระชากนางออกมา แล้วถามว่า “เสื้อผ้าที่ท่านแม่มอบให้ข้าไว้อยู่ที่ใด?”
แต่เฟิ่งจูตอบว่า “ไม่รู้เรื่องอะไร เสื้อผ้าของผู้ใด ไม่รู้จัก”
ซูเหยาเห็นว่านางนั้นปากแข็งนัก จึงเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วสั่งให้จ้าวจ้าวนำออกมาต่อหน้า
“คุณหนู...มีจริงเจ้าค่ะ!” จ้าวจ้าวรีบคว้าเสื้อผ้าออกจากตู้ไปต่อหน้าคุณหนูเฟิ่งจู ส่วนคุณหนูเฟิ่งจูที่ทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่พูดว่า
“เอาของข้าคืนมานะ!”
“เจ้าพูดอีกทีสิ!” ซูเหยาท้า
“ของมันอยู่ในเรือนข้า มันก็ต้องเป็นของข้า จะเป็นของเจ้าได้อย่างไร!”
แปะ... ผลั๊วะ...!
เสียงตบดังสนั่น ซูเหยาไม่ไหวแล้ว ขอตบหน้านางสักทีสองทีให้หายแค้น ตบไปบ่นไปว่าไป มันสะใจดี
“กล้าพูดได้อย่างไรว่ามันเป็นของของเจ้า!”
“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ!” แปะ...!
“ไม่อาย ทั้งแม่ทั้งลูก!”
“ปล่อยข้านะ!” แปะ...!
ซูเหยาจึงปล่อยมือที่จับกระชากท้ายทอยไว้ พร้อมถอนหายใจเหนื่อยหอบแล้วพูดขึ้นว่า
“จำไว้! อย่ามายุ่งกับของของข้า!”
ซูเหยาเดินสะบัดชายกระโปรงออกไปพร้อมกับเสื้อผ้าของมารดาที่ทิ้งไว้ให้ ส่วนสาวใช้ที่บาดเจ็บก็ไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับซูเหยา ได้แต่ยืนก้มหน้าปล่อยให้เดินออกไป
ซูเหยาได้สังเกตเห็นว่าสาวกำนัลเหตุใดถึงมี กำไลที่ราคาแพง นัก ไปเอาเงินพวกนี้มาจากไหน ความสงสัยถูกเก็บไว้ในใจ ไว้ไปถามจ้าวจ้าวเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า
แผนการหาเงิน
ที่พัก
“คุณหนู เฟิ่งจูต้องกลับไปฟ้องท่านพ่ออีกแน่” จ้าวจ้าวกล่าวพร้อมมีสีหน้ากังวล
“เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป มีข้าอยู่ทั้งคน จะไปกลัวอะไร”
ซูเหยาย่อตัวนั่งลงบนโต๊ะ พร้อมกับนั่งคิดถึงอนาคตว่าจะใช้ชีวิตรอดอย่างไรให้ถึงวันสิ้นอายุขัย นางคิดว่านางจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นและตัดขาดจากตระกูลซาน แต่ตอนนี้ นางไม่มีเงินสักบาท จะทำอย่างไรเล่า
“คุณหนูมีเรื่องไม่สบายใจหรือเจ้าคะ”
ซูเหยาถอนหายใจแล้วตอบกลับ “ใช่...ข้าอยู่ได้ยังไงนะ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินเลย แล้วที่เจ้าบอกข้าว่าเงินที่ท่านพ่อให้ข้าทุกเดือนไม่เคยถึงมือข้า แล้วมันไปถึงมือผู้ใดกัน?”
จ้าวจ้าวเริ่มเล่าให้ฟังว่า เงินเดือนนั้นคุณหนูเฟิ่งจูมักจะให้สาวใช้ที่อยู่ข้างกายนางประมาณครึ่งหนึ่งเจ้าค่ะ พวกนางได้เงินเดือนมากกว่าสาวใช้ทั่วไป ส่วนมากจะเป็นสาวใช้ที่ชอบกลั่นแกล้งคุณหนูตามคำสั่งที่ได้รับจากคุณหนูเฟิ่งจู
“ออ...เป็นเช่นนี้นี่เอง” ซูเหยายิ้มมุมปากเหมือนมีแผนการบางอย่างในใจ นางนั่งคิดอยู่พักใหญ่จึงตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำเช่นไรต่อไป
ขโมยและเผาทำลาย
ซูเหยากวักมือเรียกให้จ้าวจ้าวเข้ามาใกล้ ๆ นางกระซิบเบา ๆ ขณะที่จ้าวจ้าวตั้งใจฟัง ในเสี้ยววินาทีนั้น จ้าวจ้าวถึงกับ ตาโตลุกวาว ราวกับเห็นผี
จ้าวจ้าวขมวดคิ้วไม่เห็นด้วยที่ซูเหยาจะทำเรื่องใหญ่เช่นนี้ หากถูกจับได้ มีกี่ชีวิตสวรรค์ก็ช่วยไม่ได้
“คุณหนู...ข้ากลัวว่าท่านจะเดือดร้อนในภายหลัง” จ้าวจ้าวอ้อนวอนเขย่าแขนซูเหยาเบา ๆ
“เจ้าเชื่อข้าเถิด...” ซูเหยาพูดสั้น ๆ อย่างมั่นใจ
ซูเหยาไม่รอช้ารีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ปิดหน้าปิดตา ไม่ให้ใครเห็น แล้วค่อยไปที่พักสาวใช้ นางเปิดประตูโดยการ สะเดาะกุญแจ ส่วนจ้าวจ้าวที่ยืนอยู่ด้านหลังได้แต่มองซ้ายมองขวาด้วยความกลัวว่าจะถูกจับได้
เมื่อประตูเปิดออก ซูเหยารีบค้นหาข้าวของมีค่าในเวลาเพียงห้านาที
“เงินของข้า...ของพวกนี้มันย่อมเป็นของข้า จะไม่ใจดีต่อผู้ที่คิดร้าย”
ดวงตาวาวแวว จับไปลูบไป นางคิดว่าถ้าเอาไปขายได้ ก่อนจะแต่งงานออกเรือนอย่างน้อยต้องมีเงินติดไม้ติดมือไปบ้าง
จ้าวจ้าวค่อย ๆ มองเข้ามาด้านในด้วยความตื่นเต้น มือไม้นางสั่นไปหมด นี่เป็นครั้งแรกที่คุณหนูซูเหยาพาทำเรื่องท้าทายเช่นนี้
“ไป...ข้าเอาออกมาหมดแล้ว” ซูเหยาสะกิดไหล่จ้าวจ้าวเบา ๆ
ทั้งสองย่องเบาออกไปอยู่ด้านหลังที่พักสาวใช้ นั่งพักหายใจเพียงชั่วคราว ในจังหวะนี้แหละ นางได้นำ น้ำมันมาหนึ่งถัง พร้อมกับไฟจุดเพลิงให้มอดไหม้
นางหาที่เหมาะกับการติดเชื้อไฟง่าย แล้วบังเอิญนางก็เจอตรงด้านหลังที่พักเก่าสาวใช้ ข้าง ๆ ติดกันเป็นห้องเล็กไม่มีสาวใช้ผู้ใดอาศัยอยู่ ดูจากไม้ที่สร้างมันก็เก่ามากเหลือเกิน ปลวกน้อยเริ่มทยอยกัดกินที่ต้นเสา
