หิวมาก
บทที่6 หิวมาก
ม้าพยศนำทาง
“อ้อ...คือ...ว่า ข้าแอบไปฝึกมาน่ะ เจ้าไม่ต้องสงสัยหรอก รีบไปเถอะ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว” ซูเหยาแก้ตัวอย่างรวดเร็ว
ซูเหยาเดินตรงไปยังคอกม้า แต่ในคอกนั้นไม่มีม้าตัวเชื่อง ๆ เลย เหลือแต่ม้าที่ดูพยศ
“ลองดูก็ได้”
“คุณหนูเจ้าคะ ม้าตัวนี้มันไม่เคยถูกขี่ออกไปข้างนอกนะเจ้าคะ” จ้าวจ้าวรีบเตือนด้วยความกังวล
“ไม่ลองแล้วจะรู้หรือ” ซูเหยาหันไปตอบ นางยื่นมือไปลูบหัวเจ้าม้า และดูเหมือนมันจะไม่ได้พยศอย่างที่เห็น จ้าวจ้าวที่ยืนอยู่ด้านหลังแปลกใจ ไม่คิดว่ามันจะยอมให้ซูเหยาเข้าใกล้
ซูเหยารีบปีนขึ้นบนหลังม้า พร้อมนำมันออกมาจากคอก
“จ้าวจ้าวมัวยืนงงอะไร เจ้ารีบขึ้นมาเถิด”
“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้างง ๆ
ทั้งสองมุ่งหน้าไปตลาดใหญ่ในเมืองหลวง แต่ไปได้ไม่ไกลก็เลี้ยวผิดทาง ซูเหยาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนนั้นไม่รู้จักทางไปตลาด จึงหยุดม้าแล้วกระแอมเบา ๆ ถามจ้าวจ้าวว่า
“ตลาดไปทางไหนหรือ ข้าลืม” นางถามเสียงเข้ม
“คุณหนูข้าเพี้ยนไปแล้ว” จ้าวจ้าวคิดในใจ
“ตรงไปทางขวาเจ้าค่ะ คุณหนูบังคับม้าไปเรื่อย ๆ ข้าจะบอกทางเองเจ้าค่ะ”
“ออ...ใช่ ๆ ขอบใจเจ้ามากนะ” ซูเหยาถอนหายใจโล่ง แล้วมุ่งหน้าเดินทางต่อไป
แลกเปลี่ยนสินทรัพย์
เมื่อมาถึงตลาดในเมืองหลวง ผู้คนเดินกันอย่างแออัด ซูเหยามองแล้วรู้สึกหายใจไม่ค่อยจะออก แต่บอกกับตัวเองว่าเมื่อมาถึงแล้ว จะเสียเที่ยวไม่ได้
การแต่งกายด้วยชุดสีชมพูธรรมดา ๆ ไม่ได้หวือหวา แต่ทุกคนที่มองมาไม่สามารถละสายตาจากนางได้ แม้ว่านางจะใช้ผ้าปิดหน้า แต่รูปร่างก็ดึงดูดผู้คนให้หันมามอง
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการไปขายของมีค่าแลกเงิน นางจึงไป ร้านทอง ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้
“พ่อค้า ข้าต้องการขายของมีค่าเหล่านี้” การนำของมีค่าออกมาจากถุงผ้าเก่า ทำให้ แสงสีทองระยิบระยับ สะท้อนแววตาพ่อค้าที่ยืนอยู่หน้าร้าน
“แม่หนู...ของเหล่านี้มีค่ามาก แพงแค่ไหนข้าก็จะซื้อ” พ่อค้าเห็นของมีค่าแล้วตาโต ไม่ปฏิเสธเรื่องการต่อรองราคา
“ไหน ๆ ข้าดูหน่อย” พ่อค้าใช้แว่นขยายส่องดูของทุกชิ้น ทุกครั้งที่ส่องก็ตะลึงไปพร้อม ๆ กัน “ฮ่า ๆ ๆ ดี ๆ ของดีมาก” พ่อค้ากล่าว
พ่อค้าคำนวณและตีราคาอย่างรอบคอบจึงได้ข้อสรุปว่า “แม่หนู...ข้าให้เลย ห้าร้อยห้าสิบตำลึง”
“ห้าร้อยห้าสิบตำลึงเชียวหรือ” ซูเหยานับนิ้วคิดคำนวณอยู่ในใจ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก
“ตกลงราคานี้ไม่มีการต่อรอง” นางบอกกล่าวพ่อค้าอย่างมั่นใจ
“ได้ ๆ” หลังจากนั้นพ่อค้าก็เตรียมตั๋วเงินเป็นปึกบาง ๆ ยื่นให้ซูเหยา ต่างคนต่างยิ้มรับเพราะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
“ขอบใจ หากมีของมีค่าอะไรข้าจะนำมาขายให้ท่านอีก”
“ได้เลย...ข้ายินดีต้อนรับ” พ่อค้ากล่าว
ซูเหยารีบนำตั๋วเงินไปซ่อนไว้ในเสื้อผ้าอย่างมิดชิด สีหน้านางมีความสุขมากเหมือนได้เป็นเศรษฐีในยุคโบราณ สีหน้าที่ยิ้มแย้มทำให้นางจ้าวจ้าวมีความสุขไปด้วย เพราะที่ผ่านมาเห็นแต่คุณหนูต้องทุกข์
ก๋วยเตี๋ยวชามที่หนึ่ง
“ไป...ข้าจะพาเจ้าไปร้านอาหาร” ซูเหยาคว้ามือไปจับมือจ้าวจ้าว แล้วเร่งฝีเท้า
ทางข้างหน้ามีร้านอาหารใหญ่ร้านหนึ่ง นางจึงเข้าไปอ่านป้ายที่หน้าร้าน มีทั้งก๋วยเตี๋ยวเป็ด ขนมจีบ มันโถไส้ต่าง ๆ อ่านไปน้ำลายไหลไป น่ากินทุกอย่างเลย
“พ่อค้า เอาก๋วยเตี๋ยวเป็ด แล้วก็มันโถใส่ไส้ แล้วก็ติ่มซำห่อให้ข้าด้วยนะ”
“ได้ ๆ...แม่หนูเชิญนั่งก่อนเลย”
“คุณหนู ร้านนี้เป็นร้านที่ใหญ่มากในเมืองหลวง นี่เป็นครั้งแรกของข้าเลยนะที่ได้มานั่งกินร้านดี ๆ แบบนี้” จ้าวจ้าวกล่าว
“ต่อไปข้าจะพาเจ้ามากินบ่อย ๆ ดีหรือไม่”
“ดีเจ้าค่ะ”
ขณะที่ทั้งสองนั่งรอ กลิ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวก็ลอยเข้ามาเตะจมูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งได้กลิ่นก๋วยเตี๋ยวเป็ด ยิ่งทำให้ท้องร้องต่อเนื่อง ทั้งสองได้แต่มองไปที่พ่อค้าว่าเมื่อไหร่ก๋วยเตี๋ยวที่พวกนางสั่งไว้จะได้กินเสียที
ไม่นานนัก พ่อค้าได้นำถาดใส่ก๋วยเตี๋ยว 2 ชาม มาวางไว้บนโต๊ะ ขณะที่นางทั้งสองกำลังจะหลับคาโต๊ะ
“แม่หนู...ก๋วยเตี๋ยวได้แล้ว” ทั้งสองสะดุ้ง ตาปรือ แต่ก็ยิ้มตาโต ใส่อาหารที่กำลังร้อน แล้วรีบหยิบมันมาปรุงรสตามใจชอบ
“หืม...อร่อย” ซูเหยาสบถในใจ
“น้ำซุปอร่อยมากเจ้าค่ะ” จ้าวจ้าวตักขึ้นมาชิม
“กินให้เยอะ หากเจ้าอยากกินอีกข้าจะสั่งให้ ไม่ต้องเกรงใจ”
ซูเหยาก็หยิบตะเกียบม้วนเส้นหมี่พร้อมอายความร้อนที่แผ่กระจายตรงหน้า
“ว้าว! รสชาติจัดจ้าน ข้าชอบ” คำโต ๆ คำแรกกลืนลงไป พลางเอ่ยชมแล้วชมอีก
พ่อค้าเจ้าของร้านก็ดีใจ แต่ก็ยืนดูนาน ทั้งสองกินเหมือนคนไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน สักพักนางทั้ง 2 ก็หันมาเรียกพ่อค้าอีกครั้ง
“พ่อค้า...เพิ่มอีกชาม”
“ของข้าด้วยพ่อค้า”
“แม่หนู ชามที่ส่งไปให้เมื่อครู่หมดแล้วรึ” พ่อค้าขมวดคิ้วงง ๆ
ซูเหยาก็พยักหน้าตอบรับทันที
ในระหว่างที่รอนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ วิ่งมาแต่ไกลพร้อมเสียงข่มขู่
“หยุดนะ...อย่าคิดหนี!”
