การพบกันครั้งแรก
บทที่7 การพลกันครั้งแรก
ทันใดนั้น ก็ปรากฏชายสองคนกำลังวิ่งตามกันมา คนที่วิ่งนำหน้าคือชายชุดสีเทา ส่วนอีกคนเป็น ชายชุดดำ ปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตาสองดวง
อีกฝ่ายเหวี่ยงมีดในระยะไกลอย่างแม่นยำ มีดเล่มนั้นเสียบกลางหลัง ชายชุดเทา ต่อหน้าต่อตาผู้คนที่ยืนดู ผู้คนตกใจวิ่งหนีกันอลหม่าน เหลือเพียงลูกค้าในร้านก๋วยเตี๋ยวที่กลัวจนต้องถอยไปชิดมุมกำแพง
ซูเหยาเองยืนดูอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่จ้าวจ้าววิ่งกลับไปด้านในร้านกับลูกค้าคนอื่น ๆ เมื่อคิดได้จึงรีบมา คว้าแขน คุณหนูซูเหยาเข้ามาในร้านทันที
“คุณหนู...รีบมาเถิดเจ้าคะ!”
ซูเหยาไม่ยอมไปกับจ้าวจ้าว “ข้าว่าคงไม่ได้มีเป้าหมายมาที่ข้า เจ้าอย่ากลัวไปเลย”
จ้าวจ้าวถึงกับถอนหายใจ พร้อมสีหน้าหวาดระแวง จึงได้แต่ยืนเคียงข้างคุณหนูซูเหยา จนตัวเกร็ง แค่จะหายใจแรงยังไม่กล้า มีแต่เพียงเหงื่อที่ซึมออกจากขมับด้านข้าง
ก๋วยเตี๋ยวกับบุรุษลึกลับ
“พ่อค้า! ก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม”
บุรุษชุดดำเดินเข้ามา ท่าทางดุดัน ถือถ้วยใบใหญ่แล้ววางลงเสียงดัง เพล้ง!
“ได้... ๆ เจ้านั่งรอก่อนนะ” พ่อค้าตอบเสียงแผ่ว
ซูเหยาจึงสะกิดจ้าวจ้าวให้นั่งลงตามปกติ ห้ามตื่นตระหนกเป็นอันขาด ผู้คนที่พิงกำแพงอยู่ด้านหลังไม่กล้าเดินเข้ามานั่งโต๊ะตัวเอง พวกเขายืนลุ้นว่าชายผู้นี้จะไปนั่งโต๊ะไหนกันแน่
ซูเหยาจึงเรียกชายชุดดำให้มานั่งรวมวงกับนาง
“เจ้ามานั่งกับพวกข้าเถิด” ชายชุดดำได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันมา แล้วจ้องมองซูเหยาอยู่ครู่หนึ่ง
ชายผู้นั้นค่อย ๆ เดินเข้ามา ท่าทางเหมือนจะเดินมาฆ่ายังไงอย่างนั้น แต่เมื่อเท้ามาหยุดอยู่ที่โต๊ะซูเหยา ชายชุดดำก็หยิบเก้าอี้ไม้มานั่งอย่างว่าง่าย ซูเหยาหันหน้าหนีแล้วถอนหายใจโล่งอกทันที
ส่วนจ้าวจ้าวไม่กล้าสบตาชายชุดดำ ดวงตาเขาน่ากลัวเหลือเกิน จากที่หิว ๆ อยู่ ในใจก็อยากจะกลับเรือนที่พักใจจะขาด
“ฮ่า ๆ...” เสียงหัวเราะแห้ง ๆ เดินมาพร้อมชามก๋วยเตี๋ยว 4 ชาม “มาแล้ว...พ่อหนุ่ม ข้าแถมให้อีกชามเลย” เขาวางก๋วยเตี๋ยวช้า ๆ พร้อมมือที่สั่น ๆ แต่รอยยิ้มนั้นเจื่อน ๆ
“ขอบใจ” ชายชุดดำตอบสั้น ๆ
ซูเหยาไม่ค่อยเกร็งเท่าไหร่ เพราะหิวจนลืมว่ามีชายชุดดำนั่งอยู่ร่วมวง นางตักพริก น้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มสายชู กระหน่ำลงไปต่อเนื่อง ชายชุดดำที่นั่งอยู่ถึงกับต้องหันมามอง เหตุใดหญิงผู้นี้ถึงได้กินรสจัดเช่นนี้
ซูเหยาใช้ช้อนกับตะเกียบคนเข้ากัน แล้วตักขึ้นมาชิมอีกครั้ง “ว้าว... เยี่ยม”
ชายชุดดำได้ยินเช่นนั้นก็สงสัยคำว่า 'เยี่ยม' แปลว่าอะไร แต่ก็ไม่ได้ถามตรง ๆ คอยสังเกตท่าทีไปก่อน แต่การกินก๋วยเตี๋ยวของนาง ทำให้เขาต้องหยุดดูอีกครั้ง วิธีการม้วนเส้นช่างแปลกประหลาด
“คุณหนู...” จ้าวจ้าวสะกิด ซูเหยาเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปมองคนตรงหน้าที่กำลังจ้องมองอยู่
“ไม่อร่อยหรือ เหตุใดท่านไม่กินเล่า” ซูเหยาถาม
“เปล่า...” ชายชุดดำตอบสั้น ๆ แล้วก้มกินก๋วยเตี๋ยวต่อ
“อะไรเนี่ย ชายสมัยโบราณ หยิ่งกว่าชายภพปัจจุบันเสียอีก” นางบ่นในใจ
ผ่านไปสักพัก น้ำในชามก๋วยเตี๋ยวเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เหลือเศษแค่ผักที่อยู่ในชามให้เห็น ซูเหยาลูบหน้าท้องเบา ๆ เอ่ยเรียกพ่อค้าให้มาคิดเงิน
“มาแล้ว ๆ ๆ แม่หนู”
“นี่จ้ะ...ค่าก๋วยเตี๋ยวไม่ต้องทอน ข้าจ่ายให้ชายชุดดำด้วย” สิ้นสุดประโยค นางก็รีบเดินออกจากร้าน ชายชุดดำกำลังจะเอ่ยคำขอบคุณแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
ยินดีถูกคลุมถุงชน
ท่ามกลางตลาดที่ผู้คนเดินสวนกันนับครั้งไม่ถ้วน ซูเหยาก็เป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่เดินอย่างสบายใจ
“บรรยากาศที่นี่ดีนะ” มือค้ำเอวทั้งสองข้าง รอยยิ้มสดใสเปล่งประกายอีกครั้ง
“ดีใจเหลือเกินที่เห็นคุณหนูมีรอยยิ้ม” จ้าวจ้าวยิ้มตาม
ซูเหยาเดินตรงไป มองรอบ ๆ ทุกอย่างที่ไม่เคยเห็น ในช่วงเวลานี้นางทิ้งเรื่องเครียดออกไปชั่วคราว
“คุณหนูซูเหยาขอรับ” บ่าวรับใช้สะกิดเรียกซูเหยาเบา ๆ นางก็หันมาอย่างรวดเร็ว
“หึ...เจ้ามาที่นี่ทำไม” ซูเหยาถาม
“ท่านพ่อให้มาตามคุณหนูไปที่ กลางตลาด ขอรับ”
“นี่...เจ้าสะกดรอยตามข้ารึ” ซูเหยาถอนหายใจด้วยความไม่พอใจ
“หืม...” “ข้าน้อยแค่ทำตามคำสั่งขอรับ”
“เอาละ...ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ซูเหยาพูดจบ โบกใบพัดกลับเข้าที่ด้วยแววตาที่นิ่งเรียบ
ซูเหยาเดินตรงไปยังทางเข้ากลางตลาด ก่อนที่นางจะเข้าไปนั้น นางสังเกตก่อนว่าบิดาพาผู้ใดมาบ้าง แล้วก็จริงอย่างที่นางคิดไว้ บิดาพาน้องสาวตัวร้ายมาด้วย และไหนจะ ป้ายประกาศที่เขียนว่า ‘หาคู่’
“คุณหนู...หรือว่า...” จ้าวจ้าวจะเอ่ยไม่ทันจบคำ ซูเหยาก็ตอบทันที
“ใช่...ท่านพ่อจะหาคู่มาให้ข้ากลางตลาด”
“นี่มันตั้งใจทำให้คุณหนูอับอายนะเจ้าคะ” จ้าวจ้าวกล่าวเสริม
“หึ...ข้ากลับดีใจเสียอีกที่จะได้ออกจากตระกูล”
ซูเหยาก็มุ่งหน้าเดินไปยังกลางตลาด เมื่อเฟิ่งจูเห็นพี่สาวเดินมา ก็รีบประกาศให้ผู้ชายที่ยังไม่แต่งงานเดินมารวมกันที่กลางตลาด
“ชายใดหนอ...ที่ยังโสด มารวมตัวกันตรงนี้เถิดหนา” เฟิ่งจูลั่นวาจาเสียงดังจนทุกคนต้องหยุดฟัง
ซูเหยาก็มาถึงหน้าป้ายประกาศหาคู่ ยืนใกล้บิดากับน้องสาวด้วย สีหน้ายินดี เฟิ่งจูที่มองพี่สาว ก็สมน้ำหน้าในใจทันที
“หึ...ดูสิว่าจะยิ้มแบบนี้ได้นานแค่ไหน” มุมปากยิ้มยกขึ้นอย่างมีเลศนัย
