เจอสวน
บทที่2 เจอสวน
เผชิญหน้า
ปัง ปัง! เสียงเคาะประตูที่ดังสนั่น ทำให้ที่พักสั่นสะเทือน
เฟิ่งจู น้องสาวต่างมารดาผู้มีหน้าตาสวยแต่มีนิสัยก้าวร้าวและหยิ่งผยอง นางใช้ไม้ตีประตูบานใหญ่ด้วยความโกรธจัด เพราะซูเหยากล้าทำร้ายสาวใช้ของตน
“พี่สาว! พี่แน่จริงก็ออกมา!” เฟิ่งจูพูดท้าทาย
เอี๊ยดด... ประตูบานใหญ่เปิดออก ปัง!
“คุณหนูเฟิ่งจู...รอก่อนเจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูซูเหยายังไม่ว่างเจ้าค่ะ” จ้าวจ้าวคุกเข่าอ้อนวอนไม่ให้เฟิ่งจูเข้าไป
“นางทาสชั้นต่ำ! ออกไป!” เฟิ่งจูยกขาขึ้น ถีบกระแทก เข้าที่ลำตัวจ้าวจ้าว จนร่างเอนไปทางซ้าย
“โอ๊ย...อย่าเจ้าค่ะ” จ้าวจ้าวยื่นมือสุดแขนคว้าชายกระโปรงคุณหนูเฟิ่งจูไว้ แต่เฟิ่งจูรีบสะบัดชายผ้าที่ถูกจับ
“นางบ้า! ออกไป!” เฟิ่งจูส่งสายตาข่มขู่อีกครั้ง
ขณะที่เฟิ่งจูกำลังจะหันไปข้างหน้าและก้าวเท้าเข้าไปด้านใน...
แปะ... ผลั๊วะ!
ฝ่ามือที่มองไม่เห็นเงา ตบเข้าเต็มแรง จนใบหน้าของเฟิ่งจูเป็นรอยนิ้วมือแดงเถือก สาวใช้ทั้งห้าที่อยู่ด้านหลังยืนอึ้งไปชั่วขณะ เฟิ่งจูเพิ่งรู้สึกตัวว่าโดนตบเข้าจัง ๆ
“นี่...พี่สาวกล้าตบข้ารึ!” เฟิ่งจูถึงกับตะลึงว่าทำไมพี่สาวถึงกล้าตบนางต่อหน้าสาวใช้ เมื่อก่อนพี่สาวเป็นคนไม่สู้คน แต่ทำไมวันนี้ถึงเหมือนสุนัขบ้าที่ไล่กัดคน
เฟิ่งจูข่มอารมณ์ ควบคุมความโกรธ พร้อมกับสีหน้าที่ดูเหมือนเสียรู้ไปพร้อม ๆ กัน
“พี่สาว พี่ทำแค่นี้อย่าคิดว่าข้าจะกลัว!”
“ข้าทำให้มากกว่านี้อีก”
“งั้นรึ?” ซูเหยาขมวดคิ้วแล้วก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ
เฟิ่งจู ถอยหลังแทบไม่ทัน เมื่อเห็นแววตาของซูเหยา แววตานั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันดูเย็นชาแต่มั่นคง จนคนมองรู้สึกขนลุก ความรู้สึกประหลาดใจปรากฏบนสีหน้าและแววตา เพราะซูเหยาดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เฟิ่งจูส่งสัญญาณให้สาวใช้จับตัวซูเหยาไว้ สาวใช้ทั้งห้าจึงเดินเข้ามาพร้อมกัน หวังจะกดหัวซูเหยาให้แนบพื้นดินใต้เท้าคุณหนูเฟิ่งจู
แต่ซูเหยาไม่ยืนรอให้พวกนางเข้ามา กลับเดินเข้าไปหาพร้อม กระชากคอเสื้อ ลากมาตบทีละคน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมาก ซูเหยาไม่เปิดโอกาสให้สาวใช้ได้แตะต้องเนื้อตัวเธอแม้แต่น้อย
“มานี่...” ตุบ...ตับ!
“คุณหนูเฟิ่งจู ช่วยด้วยเจ้าค่ะ!” เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังประสานกัน
ซูเหยายังคงตบต่อไปจนหน้าสาวใช้บวมแดงไปคนละข้าง ใบหน้าของแต่ละคนเหมือนโดนผึ้งรุมต่อยจนดูไม่ได้
“บังอาจนัก!” เฟิ่งจูตะโกนขู่จนเห็นเส้นเลือดใหญ่ที่ข้างลำคอโป่งนูนขึ้น
“ทำไม? ข้าเป็นถึงบุตรสาวคนโตของตระกูลซาน ส่วนเจ้าเป็นแค่ลูกอนุที่มาทีหลัง ช่างบังอาจนักที่มาว่าร้ายข้า ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทนให้ลูกอนุอย่างเจ้ามาทำร้ายได้อีก ไม่ว่าจะทางกายหรือวาจา ข้าจะไม่ยอมอีกต่อไป หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปให้ผู้คนรู้ ไม่เท่ากับว่าเจ้านำความอับอายมาให้ตระกูลซานอย่างนั้นรึ?”
เฟิ่งจูพูดไม่ออก แต่หายใจแรง ดวงตาหรี่ลง เม้มริมฝีปากจนสั่น มือทั้งสองกำแน่นจนเส้นเลือดนูน เห็นได้ชัดว่านางโกรธจนตัวสั่น
“อย่าคิดว่าเรื่องมันจะจบแค่นี้!” เฟิ่งจูเห็นว่าซูเหยาเข้มแข็งขึ้นมาก จึงไม่สามารถใช้การทารุณทำร้ายได้เหมือนเมื่อก่อน นางจึงหันหลังกลับไปด้วยความไม่พอใจ พร้อมกับสาวใช้ที่ใบหน้ายับเยิน
“คุณหนูเจ้าค่ะ ไม่กลัวว่าพวกนางจะกลับมาล้างแค้นหรือคะ?” จ้าวจ้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
“ไม่กลัว เจ้าก็ไม่ต้องกลัว เรามีมือมีเท้าเหมือนกันทุกอย่าง เหตุใดต้องยอมให้นางมาข่มเหงรังแกไม่จบไม่สิ้น”
จ้าวจ้าวเงยหน้ามองซูเหยาด้วยความสงสัย คำพูดของซูเหยาทำให้จ้าวจ้าวมีกำลังฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
“ไปกับข้า ตามไปดูละครน้ำเน่ากัน” ซูเหยาก้าวเดินอย่างมั่นใจ มุ่งหน้าไปยังที่พักของบิดา
ละครน้ำเน่า
มันเป็นอย่างที่นางคิดไว้ เฟิ่งจูได้ขี่ม้าสามศอก เปรียบเทียบว่าเล่าเกินจริง โยนความผิดทั้งหมดให้ซูเหยา ซูเหยาไม่ตื่นตระหนก กลับแอบยืนฟังอยู่เงียบ ๆ หน้าประตู เพื่อดูว่าเฟิ่งจูจะใส่ร้ายอะไรอีก
เฟิ่งจูยกนิ้วเรียวขึ้นปาดน้ำตาที่อาบแก้มทั้งสองข้าง ร้องไห้สั่นระริก แสร้งเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว
“ท่านพ่อ อย่ามาว่าท่านพี่เลย ข้าผิดเองที่เข้าไปเตือนพี่สาวว่าอย่าทำอาหารทิ้งขว้าง”
ปัง! เสียงฝ่ามือกระแทกโต๊ะจนน้ำชาบนโต๊ะกระเด็นเล็กน้อย
“ไปเรียกตัวนางมา!” บิดาของซูเหยากล่าวเสียงแข็ง
ขณะที่สาวใช้กำลังจะเดินหันหลังออกประตู ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมา
“ไม่ต้องเรียก ข้ามาเอง”
อาภรณ์สีงาขาวเดินเข้ามาพร้อมกลิ่นกายที่สดชื่น จนทุกคนต้องหยุดมอง นางทั้งสวยงามราวกับเทพธิดา เหมือนมีมนต์สะกดให้ทุกคนจ้องมองโดยไม่อาจละสายตาไปที่อื่นได้เลย
“นางบ้านี่! อยู่ ๆ คิดจะมาแข่งความงามกับข้ารึ!” เฟิ่งจูตกตะลึง แต่ก็เอ่ยในใจว่านางก็คงดีได้แค่นั้นแหละ
“นี่เจ้าเปลี่ยนไปถึงขั้นนี้เชียวรึ” บิดาถาม
“แล้วจะให้ข้าเป็นเช่นไรหรือ?” ซูเหยาตอบกลับพร้อมปรายตามองไปที่เฟิ่งจู
บิดาไม่รอช้า จึงอยากให้ซูเหยาพูดมาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เหตุใดสาวใช้จึงได้มีแผลเต็มใบหน้าเช่นนี้ และยังถามอีกว่า “เหตุใดเจ้าถึงตบตีน้องสาวเหมือนทาส”
เมื่อบิดากล่าวจบ ซูเหยาก็ได้เล่าความจริงออกมา นางเล่าว่าสาวใช้มาหาเรื่องนางก่อน เพียงเพราะหาว่านางทำกับข้าวช้าไป
บิดาที่ได้ฟัง จึงถามสาวใช้สองคนแรกที่เข้าไปหาซูเหยาเมื่อยามเช้า แต่ไม่คิดว่าสาวใช้จะกล้าแก้ความเท็จกลับดำเป็นขาว
“ไม่จริงเจ้าค่ะ! พวกข้าแค่บอกคุณหนูว่า อาหารอร่อยมากเจ้าค่ะ”
ซูเหยาได้ฟังเช่นนั้นก็อดที่จะ หัวเราะออกมา
“งั้นรึ...ฮ่า ๆ เจ้านี่สันดานเหมือนนายเจ้าไม่มีผิด!” เฟิ่งจูที่นั่งเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ ถึงกับแอบ ชักสีหน้า ไม่พอใจลับ ๆ
“ตกลงเรื่องมันเป็นมาเช่นไร!” บิดาถามอีกครั้ง
