บทที่ 1.4
ใช่...เขาเป็นหมอ หากแต่เขาไม่เพียงแต่ช่วยคนได้เท่านั้น เพราะความสูญเสียในวันวาน ตอนนี้หล่อหลอมให้เขาฆ่าคนได้เช่นกัน...
เฉินเซวียหันหลังตั้งใจจะเดินกลับไปแต่กลับถูกคนของอีกฝ่ายเข้ามาขวางด้านหน้า
“ช้าก่อน!!”
สถานการณ์ในเรือนพักชั่วคราวเริ่มตึงเครียด คนของเฉินเซวียเองก็รับรู้ว่าผู้ที่ตนต้องคุ้มกันกำลังเกิดปัญหา ทั้งสองคนยืนขึ้นต่างกุมกระบี่ในมือแน่น หันหน้าเข้ามาเผชิญหน้ากันและกัน
“รบกวนท่านหมอแล้ว”
แม้ใบหน้ายังคงลำบากใจ แต่หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นดูเหมือนไม่มีทางเลือก เขาได้แต่ผายมือให้เฉินเซวียอย่างเสียมิได้ จากนั้นจึงเดินเข้าไปคุมเชิง โดยไม่ให้มีอะไรคลาดสายตา เนื่องจากคงเกรงว่าชายหนุ่มจะลอบสังหารผู้เป็นนาย
เฉินเซวียหันไปมองเสี่ยวลู่จื่อ จากนั้นไม่นานซองเข็มและล่วมยาก็ถูกส่งต่อมา เขานั่งลงข้างคนเจ็บจากนั้นก็เริ่มจับชีพจร เปิดเปลือกตา ตามมาด้วยคิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นเพราะกลิ่นเลือดเข้มข้น
ตอนแรกที่กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาเขานึกว่าองครักษ์เหล่านั้นต่างหากที่บาดเจ็บ แต่ตอนนี้เห็นชัดว่าไม่ใช่
“กลิ่นเลือด” ชายหนุ่มหันไปมองหัวหน้าองครักษ์
อีกฝ่ายพยักหน้า “นายท่านถูกลอบสังหาร ได้รับบาดเจ็บที่แขนข้างขวา” ไม่พูดเปล่าอีกฝ่ายดึงสาบเสื้อตัวนอก เผยให้เห็นว่าภายใต้แขนเสื้อตัวหลวมนั้นมีผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมออกมา
เฉินเซวียไม่ได้กล่าวอะไรเมื่อเห็นแผลของคนเจ็บ เขาตรวจดูอาการโดยละเอียด ทั้งยังช่วยทำแผลพร้อมกับใส่ยาสมานแผลให้ใหม่อีกครั้ง ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ ทุกอย่างจึงเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็มหรือการพันแผล
“มิทราบว่าพิษในร่างกายของข้านั้น ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าเป็นพิษชนิดใด”
เฉินเซวียไม่ตอบแต่กลับถามคำถามอีกฝ่ายขึ้น “อาวุธลับที่ซัดมา ท่านเก็บไว้ใช่หรือไม่ ในเมื่อมองจากบาดแผลแล้ว อาวุธน่าจะถูกดึงออกหลังจากที่ฝังลงไปบนผิว”
อีกฝ่ายมีท่าทีประหลาดใจแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเฉินเซวียเป็นหมอ ดังนั้นจึงน่าจะคาดเดาได้หลังจากที่เห็นบาดแผลของผู้เป็นนาย
“นำออกมา” เขาพยักหน้าให้คนของตนจากนั้นจึงหันมาสบตากับชายหนุ่มตรงหน้า
อาวุธลับมีลักษณะเหมือนมีดบินใบเล็กเรียว เฉินเซวียใช้ผ้าเช็ดหน้ารับมาถือเอาไว้ จากนั้นก็หรี่ดวงตาพร้อมกับนำมาชิดจมูก
กลิ่นคุ้นเคยกระสาเข้าจมูกก่อนที่ดวงตาจะวาบขึ้นด้วยความกระจ่าง เขาจ้องมองปลายแหลมคมของมีดสั้นจากนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เป็นพิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับจริงหรือไม่”
เงียบอยู่ครู่หนึ่งหลังจากได้ยินคำถาม เฉินเซวียส่ายหน้าก่อนตอบออกมาด้วยประโยคที่ทำให้ผู้คนมึนงง
“ทั้งใช่และไม่ใช่”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร” อีกฝ่ายถามเขาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เห็นชัดว่าเพราะความร้อนใจความอดทนจึงใกล้จะหมดลงแล้ว
“ที่บอกว่าใช่ก็เพราะสาเหตุที่พิษกำเริบมาจากสิ่งที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับ ส่วนที่บอกว่าไม่ใช่ก็เพราะหากมิใช่ว่าในร่างกายมีพิษอีกอย่าง พิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับก็จะไม่แสดงผล”
มองดูใบหน้าสงสัยของหลายคน เฉินเซวียเพียงยิ้มบางและอธิบายออกมาอย่างใจเย็น
“พิษชนิดนี้เรียกว่าพิรุณหนึ่งราตรี เป็นพิษสองชนิดที่ใช้เวลาในการสั่งสมในร่างกาย ชนิดแรกคือพิษจากดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่าดอกปู้กุ้ยฮวย พิษชนิดนี้ไม่ร้ายแรงแต่จะมีผลต่อหัวใจ ที่เห็นชัดคือจะทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า หัวใจเต้นอ่อน แต่หากได้รับในปริมาณเท่ากัน นานวันเข้าหัวใจก็จะรับไม่ไหวจนหยุดเต้นในที่สุด แต่หากได้รับเพียงระยะหนึ่งทั้งยังปริมาณไม่มากย่อมไม่แสดงผล ในทางกลับกันหากทันทีที่พิษชนิดนี้ผสมเข้ากับยางซึ่งได้มาจากต้นระฆังแดง มันก็จะกลายเป็นพิรุณหนึ่งราตรีที่ค่อยๆ กลืนกินชีวิตในสิบสองชั่วยาม”
“สิบสองชั่วยามหรือ” น้ำเสียงนั้นสั่นขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม
“ดูจากบาดแผลแล้วคงผ่านมาหลายชั่วยามกระมัง ข้าฝังเข็มและให้ยาระงับพิษไปแล้ว ยืดเวลาให้ท่านได้อีกหกชั่วยาม ...เสี่ยวลู่จื่อ”
“ขอรับนายท่าน”
“ไปขอหมึกกับกระดาษจากเสี่ยวเอ้อมาเถิด”
“ข้าจะให้คนของข้าไปเตรียมมาเอง” หัวหน้าองครักษ์กล่าวพร้อมโบกมือให้คนของตน ดังนั้นเสี่ยวลู่จื่อจึงนั่งลงข้างกายผู้เป็นนายดังเดิม
เฉินเซวียยิ้มให้เสี่ยวลู่จื่อวางใจ ก่อนพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ “ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ท่าน สมุนไพรเหล่านี้ราคาสูงและต้องได้มาภายในเวลาสามชั่วยาม บวกเวลาเคี่ยวยาอีกหนึ่งชั่วยามเป็นสี่ชั่วยาม ชีวิตของคนเจ็บอยู่ในมือพวกท่านแล้ว”
“ท่านเขียนใบสั่งยามาเถิด” ไม่เพียงแต่พูดเขาถึงกับรับหมึกจากคนของตนมาฝนให้เฉินเซวียด้วยตัวเอง
ท่ามกลางสายฝนโหมกระหน่ำ ม้าเร็วขององครักษ์ควบฝ่าสายฝนออกไป เมืองที่อยู่ห่างออกไปนั้น หากใช้ม้าเดินทางก็ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยสองชั่วยาม แต่เพราะเป็นม้าเร็วของวังหลวง แน่นอนว่าย่อมใช้เวลาสั้นกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจมั่นใจว่าจะเป็นไปได้ในยามที่มีฝนตก