บทที่ 1.3
กระบี่ในมือล้วนเป็นแบบเดียวกันและไม่ปรากฏให้เห็นนอกเมืองเสียนหยางบ่อยนัก เขาเพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าคนเหล่านี้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา
กระบี่ในมือคนเหล่านั้น ทำให้ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้น ภาพที่เขากับมารดาเคยถูกเหล่าราชองครักษ์ตามล่า
เขา...ไหนเลยจะไม่รู้ถึงฐานะของคนเหล่านี้
“ที่นี่กว้างขวางเพียงพอ เรามีกันทั้งหมดสิบห้าคนให้แยกมาฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวาก็ให้พวกเขาพักเถิด” เฉินเซวียกล่าวจบก็ขยับพื้นที่ให้
บุรุษคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของผู้มาใหม่รับรู้จึงก้าวเข้ามาหาเขา “ขอบคุณท่านมาก คงต้องรบกวนแล้ว” เอ่ยจบก็หมุนกายจากไปนัยว่าคงไปพาคนที่เหลือเข้ามา
ในยามที่คนกลุ่มใหม่เข้ามายังที่พัก เสียงพูดคุยและการเคลื่อนไหว บวกกับกลิ่นบางอย่างที่ปะปนมาในอากาศ ทำให้เฉินเซวียขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
เสี่ยวลู่จื่อเข้ามาสะกิดนายของตน “นายท่านพวกเขามีคนเจ็บขอรับ ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีหมอ”
“พูดให้น้อยชีวิตจึงจะยืนยาว” เฉินเซวียบอกคนของตนเสียงเบา เขาหันไปสบตากับหัวหน้าผู้คุ้มกัน ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ
ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใครเช่นนี้ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงปัญหาจะดีกว่า ยิ่งในยามที่เดินทางต้องพานพบชาวยุทธ์มากมาย ย่อมเป็นการดีหากหลีกเลี่ยงความบาดหมาง
ภายใต้เสียงฝนสาดซัด เฉินเซวียมองไปยังเงาร่างที่ถูกโอบล้อม คนเจ็บที่หมดสตินั้นถูกประคบประหงมเป็นอย่างดี ใบหน้ากังวลของเหล่าองครักษ์ทำให้ชายหนุ่มครุ่นคิด
เขากำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวง หลังจากกาลเวลาผ่านไปห้าปี แม้แผ่นดินกำลังผลัดเปลี่ยนเพราะข่าวลือเรื่องจักรพรรดิสิ้นพระชนม์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าจักรพรรดิพระองค์ใหม่ จะไม่เป็นดังเช่นฉินฉื่อหวางตี้ที่เอาแต่หมกมุ่นกับยาอายุวัฒนะ
“ที่นี่ไม่มีหมอสักคน”
“อะไรนะ!”
“เช่นนี้เราจะทำเช่นไรดี องค์ชายทรง...
“หุบปากของเจ้าเสีย”
ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของเฉินเซวีย มือใหญ่ของเขากำแน่น บทสนทนานั้นกล่าวตามจริงไม่สมควรมีใครได้ยิน เนื่องจากในเรือนชั่วคราวที่จัดเป็นที่พักนั้นไม่มีใครสนใจผู้ใดทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะชายหนุ่มกำลังลอบพิจารณาฐานะของคนอีกกลุ่ม ดังนั้นเขาจึงได้ยินแทบทั้งหมด
ในใจของเฉินเซวียเริ่มครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด ตอนจากเมืองหลวงไปนั้นองค์จักรพรรดิรับสั่งให้จับราชบัณฑิตกว่าห้าร้อยคนไปฝังทั้งเป็น
องค์ชายฝูซูรัชทายาทแคว้นฉินทรงทูลทัดทาน แต่องค์จักรพรรดิไม่ทรงรับฟังกลับส่งองค์ชายฝูซูไปรักษาด่านชายแดน และโทษนั้นก็เท่ากับเนรเทศโดยพฤตินัย
ยามนี้องค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ลง ในระหว่างที่ออกตามหายาอายุวัฒนะในแดนทุรกันดาร องค์รัชทายาทหรือก็ทรงถูกเนรเทศ องค์ชายอีกพระองค์ไม่มีตำแหน่งในราชสำนัก ทั้งยังไม่ได้รับความสำคัญ ที่เหลืออยู่และมีความเป็นไปได้ขณะนี้มีเพียงองค์ชายหู่ไห่เท่านั้น
แต่...มิใช่ว่าทรงตามเสด็จจักรพรรดิไปยังเมืองซาปิง พร้อมด้วยขุนนางสำคัญหรอกหรือ
หลังจากชั่งน้ำหนักในใจของตัวเองเฉินเซวียก็ตัดสินใจลุกขึ้น ร่างสูงในชุดสีขาวก้าวเข้าไปยังจุดที่มีคนเจ็บนอนอยู่
“พวกท่านมีคนเจ็บ อาการของเขาเหมือนคนที่ได้รับพิษ ข้าบังเอิญมีสมุนไพรระงับพิษ ก่อนจะหาหมอมาตรวจอาการก็ให้เขากินยานี้เถิด”
องครักษ์มีท่าทีหวาดระแวง ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เฉินเซวียประหลาดใจ เขาเพียงยิ้มบางๆ จากนั้นก็มองไปยังคนที่นอนไม่ได้สติ
“ริมฝีปากของเขาเขียวคล้ำเห็นชัดว่าถูกพิษ ที่นี่ห่างไกลจากสถานที่อื่น พวกท่านไม่มีทางหาหมอมาตรวจอาการเขาได้ในช่วงสี่ชั่วยามนี้” กล่าวจบก็ยื่นขวดยาออกไป “รับไว้เถิด ข้าอยู่มุมนั้นหากท่านไม่วางใจ”
ความหมายคือหากคนเจ็บเป็นอะไรไปหลังจากกินยานี้เข้าไป เขาย่อมไม่หนีไปไหน
“ยานี่” เขาดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าองครักษ์ เมื่อสูดกลิ่นยาในขวดจึงหันมาเลิกคิ้วมองเฉินเซวีย “ท่านเป็นหมอหรือ”
“ไม่ผิด”
“นายท่านของข้าถูกพิษจริงๆ ยานี้...”
“เพียงช่วยระงับพิษชั่วคราวเท่านั้น อย่างไรก็ต้องตรวจอาการให้ละเอียด หากช้าก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าจะสามารถช่วยได้”
เดิมพันครั้งนี้เขาถึงกับใช้ชีวิตตัวเองเข้าแลก แม้รู้ว่าตัวเองโง่งม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังก้าวเข้าไปในกองไฟราวกับแมลงเม่าที่ไม่กลัวตาย
ภายหน้าเขาอาจมีพันธมิตรซึ่งทำให้สิ่งที่เขากำลังจะไปเผชิญในเมืองเสียนหยางง่ายขึ้น หรือหากโชคร้ายอาจทำให้ยากยิ่งกว่า
...ใครเล่าจะสามารถคาดเดา
หลังจากหยั่งเชิงกันครู่หนึ่งบุรุษตรงหน้าก็ก้าวเข้ามา เฉินเซวียสบตากับอีกฝ่ายด้วยดวงตาเรียบเฉย “ข้าเป็นหมอ ไม่อาจเห็นคนเจ็บแล้วไม่ช่วย แต่หากท่านไม่อยากให้ข้าตรวจอาการคนเจ็บ ข้าเองย่อมไม่ยื่นจมูกเข้าไปในกิจของผู้อื่น”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น หากแต่ในดวงตาเขากลับสาดประกายความเยือกเย็น