บทที่ 1.2
“ไปเที่ยวหรือขอรับ” เสี่ยวลู่จื่อมีท่าทีประหลาดใจ
“นายท่านมิใช่จะกลับบ้านเกิดหรอกหรือ หรือท่านเพียงไปที่นั่นชั่วคราว เราจะกลับมาที่หนานเฉิงใช่หรือไม่ขอรับ”
นายท่านของเขามิใคร่จะบอกจุดประสงค์ของตนบ่อยนัก อีกทั้งเขาเองก็ไม่อยากถาม ขอเพียงเขาได้ติดตามไปด้วย เรื่องอื่นเขาล้วนไม่แยแสและไม่คิดจะไถ่ถาม เพราะรู้ดีว่านายท่านของเขาปราดเปรื่องยิ่ง
“เจ้ามิใช่บอกว่าอยากไปเสียนหยางหรอกหรือ ที่นั่นเป็นเมืองหลวงของแคว้นฉิน มิใช่ว่ามีข้าวของและเรื่องสนุกมากมายที่เจ้าอยากรู้อยากเห็นหรือไร”
“แต่...ที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านนี่ขอรับ”
พูดจบก็เงียบเสียงลงเพราะนึกขึ้นได้ว่าบ้านเกิดของผู้เป็นนายนั้นหาใช่หนานเฉิงไม่
เฉินเซวียไม่โกรธกลับยิ้มออกมาที่มุมปาก เขาปล่อยม่านลงจากนั้นก็หลับตาพิงเบาะนุ่ม “นั่นสินะเจ้าพูดถูก ไม่ว่าที่ใดล้วนไม่เหมือนบ้าน”
เสี่ยวลู่จื่อไหนเลยจะสามารถคาดเดาท่าทีและคำพูดประโยคนั้นของผู้เป็นนายได้ เขาถูกซื้อตัวมาจากตลาดค้าทาส ในใจเพียงคิดจะรับใช้และติดตามนายของตนเท่านั้น เฉินเซวียดีต่อเขาตัวเขาเองก็ซื่อสัตย์ต่ออีกฝ่าย เรื่องที่เหลือไม่ว่าดีหรือร้ายเขาก็พร้อมจะเชื่อฟังคำสั่งทั้งสิ้น
การเดินทางรอนแรมในป่าไม่ได้ง่ายดาย ยิ่งเป็นการเดินทางโดยรถม้าที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เฉินเซวียมองดูถนนสายหลักซึ่งเงียบจนผิดสังเกต เขาสบตากับผู้คุ้มกันรถม้า อีกฝ่ายเองก็ไสม้าเข้ามาใกล้
“นายท่านเฉิน อีกไม่นานเราจะถึงที่พักแรมที่นั่นเป็นจุดพักม้าและมีโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง”
“เราสมควรระวังเรื่องใดหรือไม่”
เห็นอีกฝ่ายเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ทั้งที่ไม่ใช่ชาวยุทธ์ หัวหน้าผู้คุ้มกันก็ยิ้มออกมา “ขอเพียงพบเจอสิ่งใดท่านล้วนไม่แตกตื่น อยู่ให้ใกล้คนของข้าเอาไว้และไม่แยกตัวออกไป เรื่องอื่นล้วนวางใจให้ข้าดูแล”
“เช่นนั้นรบกวนท่านแล้ว” เฉินเซวียยิ้มและพยักหน้าให้อีกฝ่ายจากนั้นจึงปิดม่านลงอีกครั้ง
“หัวหน้า” คนคุ้มกันส่วนหนึ่งรู้สึกสงสัย “เขาเป็นเพียงหมอธรรมดาคนหนึ่งจริงหรือ”
“นายท่านจูบอกว่าเขามีวิชาแพทย์สูงส่ง เขาเคยช่วยชีวิตคนสำคัญในเมืองหนานเฉิงมาแล้วมากมาย ไม่เช่นนั้นอาจารย์คงไม่ส่งเรามาคุ้มกัน”
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเขาดูเหมือนคุณชายตระกูลสูงศักดิ์จากเมืองหลวงนักเล่า”
“เจ้าเคยเห็นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์จากเมืองหลวงหรือ”
คนถามถึงกับลูบศีรษะยิ้มแหย “ไม่เคยขอรับ แต่เขาดูสง่างาม หน้าตาหรือก็หล่อเหลา ได้ยินว่าอายุแค่ยี่สิบเก้า ข้าไม่เคยได้ยินทั้งยังไม่เคยเห็นว่าข้างกายเขามีฮูหยินหรือสาวใช้ต้นห้องคอยปรนนิบัติ ข้ามีน้องสาว...”
“เลิกเหลวไหลไร้สาระเสียที เขาจะเดินทางไปเสียนหยาง น้องสาวของเจ้าอยู่ที่หนานเฉิง คิดจะเป็นพ่อสื่อตอนนี้มิใช่สายไปแล้วหรอกหรือ กลับไปประจำหน้าที่ได้แล้ว”
หัวหน้าผู้คุ้มกันถลึงตาใส่คนของตนอย่างไม่จริงจัง ในใจของเขาเองก็รู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย เพราะตนก็มีน้องสาวอยู่คนหนึ่งที่ยังไม่ออกเรือนเช่นกัน
โรงเตี๊ยมซึ่งมีผู้คนเดินทางพลุกพล่าน ทำให้เสี่ยวลู่จื่อขมวดคิ้ว เขาเงยหน้ามองผู้เป็นนายจากนั้นก็หันไปมองท้องฟ้า ตอนนี้ใกล้จะพลบค่ำเมฆฝนดำทะมึนมาแต่ไกล เกรงว่าอีกไม่นานสายฝนต้องเทลงมาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ดูจากจำนวนผู้คนแล้วห้องพักน่าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ
“นายท่านเฉินห้องเต็มหมดแล้วขอรับ แต่หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมเสนอให้เราเข้าไปพักยังเรือนด้านหลัง อาจจะไม่สะดวกสบายนัก แต่ข้าเห็นว่าฝนใกล้จะตกแล้วเราไม่มีทางเลือก” หัวหน้าผู้คุ้มกันกล่าวด้วยใบหน้ากังวล
“ตามนั้นเถิด ข้าไม่เรื่องมาก”
เฉินเซวียไม่ได้รังเกียจที่จะนอนบนพื้นที่ปูด้วยฟางแห้งๆ เพราะตอนที่เขาหลบเร้นออกจากเมืองหลวงกับมารดานั้น ความลำบากใดเขาก็ล้วนเผชิญมาจนแทบทั้งสิ้น
ภายในเรือนแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมีกลุ่มคนสองกลุ่มเข้าพักแล้ว อีกส่วนซึ่งจัดเอาไว้ให้เฉินเซวียกว้างขวางกว่าเพราะมีคนมาก บนพื้นมีฟางแห้งๆ ปูเอาไว้แม้จะมีกลิ่นเหม็นอับ หากแต่ก็พอกันฝนกันลมได้
ไม่นานหลังจากเตรียมตัวพักผ่อน สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าร้องคำรามและแสงแปลบปลาบเล็ดลอดเข้ามาด้านใน เสี่ยวเอ้อเปิดประตูเข้ามา เบื้องหลังยังมีเงาร่างของผู้เยี่ยมยุทธ์อีกสามคนติดตามมาด้วย
เสียงซุบซิบสนทนากันเงียบเสียงลง จากนั้นทั้งหมดก็หันมามองยังทิศทางที่เฉินเซวียนั่งอยู่ อาจเพราะภายในเรือนมีเพียงส่วนที่เขาอยู่เท่านั้นที่ยังพอมีพื้นที่หลงเหลือ ดังนั้นเมื่อมีผู้มาใหม่ก็ต้องเข้ามาขอแบ่งปันในส่วนนี้ไป
“มีอะไรหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถามหลังจากพอจะมองสถานการณ์ตรงหน้าออก
“นายท่านเฉิน ยังมีคนกลุ่มหนึ่งไร้ที่พัก พวกเขามีทั้งหมดสิบสองคน เสี่ยวเอ้อมาถามว่าเราจะรังเกียจให้คนกลุ่มนั้นพักด้วยได้หรือไม่” หัวหน้าผู้คุ้มกันของเขากระซิบบอก
ชายหนุ่มกวาดตามองคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูทางเข้า เสื้อผ้าที่คนเหล่านั้นสวมใส่ล้วนตัดเย็บอย่างประณีต ท่วงท่าหรือก็องอาจขึงขัง