บทที่ 1.1
เสียงเบรกดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องกึกก้องไปทั้งหุบเขา ภาพอันเลือนรางท่ามกลางสายฝน ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวใจในเพิ่มพูน
หัวใจที่เจ็บปวดยังคงแจ่มชัด หากแต่ความเจ็บปวดทางร่างกายชัดเจนกว่า เบื้องหน้าหลงเหลือไว้เพียงความสิ้นหวังที่วนเวียนมาทำร้ายหัวใจอันบอบช้ำ
ใครจะคาดคิดว่าดินเนอร์สุดโรแมนติค จะกลายมาเป็นฉากการเปิดโปงการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ ความทรงจำงดงามกลายเป็นเพียงภาพลวงตาและฝันตื่นหนึ่ง
ความจริงใจไม่อาจใช้หัวใจแลกมา เพราะสิ่งตอบแทนของความจริงใจครั้งนี้ กลับกลายมาเป็นความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูด
‘หากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่โง่งมอีกแล้ว’
เสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว เพราะหญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เหลือเกิน ทั้งที่คบกับเขามามากกว่าหกปี แต่ตัวเธอกลับไม่รู้และไม่ระแคะระคาย กระทั่งถึงวันนี้ตกลงวางแผนจะแต่งงานกัน ทว่าทุกอย่างกลับพังทลายลง
เขามีคนอื่น...ที่สำคัญผู้หญิงอีกคนก็กำลังตั้งครรภ์
ดินเนอร์ท่ามกลางแสงจันทร์เหนือจุดชมวิวอันงดงาม กลายมาเป็นฉากสิ้นสุดของชีวิต เพราะเธอเองแท้ๆ ที่ไม่รักตัวเอง หากเธอรักตัวเองให้มาก ตั้งสติ และไม่ขับรถออกมาทั้งอย่างนั้น อุบัติเหตุคงไม่เกิดขึ้น
ตอนนี้กว่าจะคิดได้ รถยนต์ที่ขับมาในขณะที่ฝนตกก็พุ่งเข้าชนขอบกั้นถนน
โลกนี้เธอเหลือตัวคนเดียว ยังโชคดีที่คงไม่มีใครเศร้าใจและร้องไห้ให้เธอมากนัก ‘ซูซี่เธอนี่มันโชคร้ายจริงๆ’
ประโยคนั้นเธอกำลังก่นด่าตัวเองในใจ ตอนที่รถกำลังพุ่งลงไปยังหุบเหวข้างถนน จุดชมวิวนี้อยู่เหนือสุดของยอดเขา ฝนตกหนักขนาดนี้ ถนนลื่นแต่เธอยังขับรถออกมาทั้งที่ไม่มีสติ แบบนี้ยังจะก่นด่าใครนอกจากตัวเอง
แรงกระแทกทำให้ร่างเล็กถูกเหวี่ยง เข็มขัดนิรภัยรัดร่างเล็กกับเบาะแน่น ความเจ็บปวดจากการกระแทกมีมากมายเกินกว่าจะทานรับ
เสียงกระแทกระหว่างโลหะกับหินขนาดใหญ่ดังลั่นแสบแก้วหู ผสานกับเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเธอ
ตัวรถกระแทกกับต้นไม้กระเด็นกระดอน ทำให้กิ่งไม้ขนาดใหญ่แทงทะลุเข้ามาจากกระจก ความเจ็บร้าวทิ่มแทงเข้ามา ก่อนที่เข็มขัดนิรภัยจะขาดผึง ร่างเล็กกลิ้งลงไปกับตัวรถก่อนจะทะลุออกไปทางกระจกหน้าซึ่งแตกละเอียด
เมื่อไม่มีอะไรขวางกั้นร่างของเธอจึงลอยละลิ่วลงมาโดยไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยว มองดูตัวรถที่ยังคงติดอยู่กับกิ่งไม้ ในขณะที่ร่างของตัวเธอเองกำลังตกลงมาจากที่สูง เสี้ยววินาทีนั้นได้แต่ถามตัวเองในใจ
‘จบสิ้นแล้วสินะ ฉันกำลังจะตาย’
เมืองหนานเฉิง แคว้นฉิน
ด้านหน้าจวนตระกูลจูอันมั่งคั่งร่ำรวย บ่าวไพร่กำลังช่วยกันขนของขึ้นไปวางด้านในรถม้าสองคัน คันหนึ่งสำหรับโดยสาร และอีกคันสำหรับขนสัมภาระ ทั้งนี้ก็เพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางไกล
เหล่าผู้คุ้มกันทั้งสิบที่ตระกูลจูว่าจ้างมานั้นล้วนเป็นมือหนึ่ง ผู้ที่ก้าวออกมาคือบุรุษต่างวัยสองคน คนหนึ่งคือจูเซี่ย นายท่านตระกูลจูวัยห้าสิบห้า ส่วนอีกคือชายหนุ่มผู้มีท่าทีสุขุมวัยยี่สิบเก้า นามของเขาก็คือเฉินเซวีย
ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมเข้ม และบุคลิกที่นับว่าเป็นสุภาพชนของชายหนุ่ม ทำให้จูเซี่ยลอบถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ลึกๆ แล้วเขาเคยคาดหวังให้เฉินเซวียแต่งบุตรสาวของเขาเป็นฮูหยิน ทว่าเขาไหนเลยจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มรุ่นลูกผู้นี้ มองพวกนางดังน้องสาวมาโดยตลอด
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เฉินเซวียเองก็เคยแต่งฮูหยิน แม้นับจากหลบเร้นออกมาจากเมืองหลวงจะไร้เงาของอีกฝ่าย หากแต่ตลอดหลายปีมานี้ สองแม่ลูกกลับไม่เคยเอ่ยถึงสะใภ้ผู้นั้นเลยสักครั้ง แม้จะเคยถามเป็นนัย หากแต่คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงรอยยิ้มซึ่งไปไม่ถึงดวงตา
“ช่างน่าเสียดายที่เจ้าจะจากไป” จูเซี่ยถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย หลายปีที่ได้อยู่ร่วมกันเขาเองก็ทำใจว่าต้องมีวันนี้หากแต่ยังคงไม่อาจทำใจได้
“มีพบย่อมมีพลัดพราก มีวาสนาย่อมได้พานพบอีกครั้ง ท่านลุงข้าขอลา”
“เอาเถิด จะอย่างไรก็ส่งข่าวมาบ้าง หากไปถึงเมืองเสียนหยางมีสิ่งใดขาดเหลือ เจ้าจงอย่ารอช้ารีบส่งคนมาบอกข้า จากกันครั้งนี้ไม่รู้เมื่อไรจะได้พานพบ ข้าให้ทุกอย่างราบรื่นและลุล่วงไปด้วยดี”
เฉินเซวียค้อมกายคำนับจูเซี่ยอย่างนอบน้อม เมื่อขึ้นรถม้าออกมาจากเมืองหนานเฉิง ความทรงจำในวันวานก็ทำให้เขาต้องถอนหายใจ
ในปีนั้นเขาอายุได้ยี่สิบสี่ ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์จากบิดามาจนสิ้น หลังจากนักเล่นแร่แปรธาตุสองคนหลอกลวงฉินฉื่อหวางตี้ ว่าจะแสวงหายาอายุวัฒนะมาถวาย หมอที่มีชื่อเสียงทั่วทั้งแคว้นฉินต่างถูกนำตัวเข้าวังหลวง
ครานั้นบางคนหายสาบสูญ บางคนกลับออกมาอย่างไร้ลมหายใจ ซึ่งหนึ่งในคนที่กลับออกมาอย่างไร้ลมหายใจก็คือบิดาของเขาเอง
“นายท่าน เรากำลังจะผ่านประตูเมืองหนานเฉิงแล้วขอรับ” เสี่ยวลู่จื่อส่งเสียงบอกเขาเบาๆ
“อืม” เฉินเซวียยื่นมือไปเปิดม่านรถม้าขึ้น ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองป้ายเหนือกำแพงเมือง จากนั้นก็หลับตาลงช้าๆ “เสี่ยวลู่จื่อ”
“ขอรับนายท่าน”
“ดีใจหรือไม่จะได้ไปเที่ยวเมืองหลวงแล้ว”