บทที่ 1.5
“ข้ารู้แล้ว ไม่เป็นไรก็ดี ข้ากลับห้องก่อน” กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินกลับมา ในใจกำลังคุกรุ่นด้วยความโกรธ แม้พยายามปลอบตัวเองว่าผู้อื่นไม่ได้เติบโตมาในจวนแม่ทัพ ดังนั้นจะไม่เข้าใจความสำคัญของชายแดนเหนือก็เป็นเรื่องธรรมดา
“คุณหนู” เสี่ยวซีกัดฟันกรอด “นาง...”
“กลับเรือน อย่าไปสนใจ”
เสียงของหลี่จื่อเว่ยที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ขณะกล่าวออกมาว่า
‘หากมิใช่พี่ชายของนางอาจเพลี่ยงพล้ำ พี่เสวียนและท่านลุงจะต้องไปสู่สมรภูมิหรือ ทุกอย่างเป็นเพราะนางกับตระกูลกู้ เหตุใดพวกเขาต้องยัดเยียดนางเข้ามา! ทำลายความรักของข้ากับพี่เสวียนยังไม่พอ ตอนนี้พี่ชายของนางยังทำให้ท่านลุงกับพี่เสวียนต้องออกรบอีก ทั้งที่ข้ากำลังตั้งครรภ์...’
กู้ชิงเยว่เปิดหน้าต่างมองออกไปในสวน นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ วันนี้ในวังหลวงไทเฮาทรงปลอบโยนนางด้วยความห่วงใย ฮ่องเต้เองก็ทรงมาเข้าเฝ้าไทเฮา ดังนั้นนางจึงมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ไปด้วย
แม้ทุกคนล้วนปลอบไม่ให้นางกังวล
...ถึงอย่างนั้นนางไหนเลยไม่ตระหนักว่าสงครามก็คือการเข่นฆ่าสังหาร บิดาของนางไปแล้วไม่กลับ เช่นกันกับคนตระกูลกู้อีกหลายชีวิต
...ไม่ให้กังวล? จะเป็นไปได้อย่างไร
เมื่อกองทัพของตระกูลเว่ยเดินทางไปถึงยังชายแดนเหนือ ทัพของตระกูลกู้ก็กำลังเพลี่ยงพล้ำ กู้จิ้งโดนเกาทัณฑ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส แม่ทัพเว่ยนำทัพเข้าไปช่วยกลับมาจากสมรภูมิ กระทั่งสามารถยันกองทัพเผ่าโยวโจวกลับไปได้
กู้จิ้งอาการย่ำแย่เพราะศรอาบยาพิษเอาไว้ หมอหลวงกล่าวรายงานเสียงสั่นว่าเขาอาจอยู่ได้ไม่เกินสิบวันแล้ว...
เช้าวันต่อมากู้ชิงเยว่ยังคงตื่นแต่เช้าเข้าไปคารวะแม่สามี ใจหนึ่งก็กังวลว่าอีกฝ่ายจะกังวลจนล้มป่วย สามีและบุตรชายออกรบ ผู้อยู่เบื้องหลังเองก็ต้องทำใจให้เข้มแข็ง
เว่ยฮูหยินเป็นคนจิตใจอ่อนโยนและดูเป็นคนใจอ่อน ยังดีที่ข้างกายมีแม่นมและท่านพ่อบ้านคอยช่วยในเรื่องต่างๆ จวนตระกูลเว่ยจึงไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น
“คุณหนู ทำไมท่านไม่บอกเว่ยฮูหยินไปเล่าเจ้าคะ อี๋เหนียงผู้นั้นมิใช่มีอาการอ่อนเพลียสักนิด ตรงกันข้ามนางกลับยังคงเดินลอยหน้าออกไปจิบชาที่นอกสวน ทำเป็นมองไม่เห็นท่านที่เดินมาปรนนิบัติแม่สามีด้วยซ้ำ เช่นนี้จะยังมีจิตใจเข้ามาคารวะท่านที่เป็นฮูหยินเอกได้อย่างไร” เสี่ยวซูกล่าวด้วยน้ำเสียงอัดอั้น
หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ท่าทีเป็นอริจากอีกฝ่ายนางจับได้จากน้ำเสียงในบ่ายวันนั้นที่นางกลับจากวังหลวง ต่อหน้าผู้อื่นหลี่จื่อเว่ยทำเป็นนอบน้อมถ่อมตน ลับหลังกลับแทบจะเดินชนนางด้วยซ้ำ ไหนเลยจะมีใจเข้ามาคารวะน้ำชาหรือปรนนิบัติเล่า...
“อย่าใส่ใจก็จบเรื่องแล้ว ข้ามีเรื่องให้คิดมากพอแล้ว ตอนนี้ห่วงเพียงพี่ใหญ่ที่อยู่แนวหน้า หาไม่ข้าไหนเลยยอมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความวุ่นวายนี้เล่า” นางกล่าวพร้อมกับเดินไปนั่งลงยังโต๊ะ
“ท่านจะเขียนอะไรหรือเจ้าคะ” เสี่ยวซูเข้ามาช่วยฝนหมึกเตรียมกระดาษ
“เขียนจดหมายไปทางเหนือ ข้าจะฝากส่งไปกับคนของกองทัพ” อีกไม่กี่วันจะมีคนของแม่ทัพเว่ยติดตามไปอีก นางอยากเขียนจดหมายฝากถึงกู้จิ้ง ถามไถ่ว่าเขาสบายดีหรือไม่ อยากบอกให้เขาดูแลตัวเองดีๆ ไม่ต้องห่วงคนที่อยู่ข้างหลัง
ตอนที่นางกำลังจะเดินเข้าไปฝากจดหมายนั่นเอง กู้ชิงเยว่จึงได้พบและสนทนากับหลี่จื่อเว่ยเป็นครั้งแรก นางก้าวเดินไปเรื่อยๆ อีกฝ่ายไม่กล่าวทักทายนางเองก็กำลังจะเดินผ่าน
กระทั่งอีกฝ่ายกล่าวขึ้น “ท่านคิดจะไปที่ใด”
ได้ยินดังนั้นแทนที่กู้ชิงเยว่จะหยุดนางกลับยังคงเดินต่อคล้ายไม่ได้ยิน มองไม่เห็น
“ฮูหยินน้อยคิดจะไปที่ใด”
ในที่สุดนางก็หยุดเดินและหันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย “เจ้าเป็นใคร”
หลี่จื่อเว่ยมีท่าทีโกรธกรุ่นแต่ก็พยายามระงับ “ท่าน!”
เสี่ยวซูแสร้งทำเป็นกระซิบเสียงเบา “อนุหลี่อย่างไรเล่าเจ้าคะฮูหยินน้อย”