บทที่ 2.1
เมฆินทร์มองหน้าสุภาพสตรีที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามด้วยสายตาสงบนิ่ง ทั้งที่ภายในใจเดือดดาลเป็นอย่างมาก อรรัมภากล้ามาขอหย่าทั้งที่ไม่มีสิทธิ์
จากที่คิดว่าจะไม่เอาเรื่องแค่กวนประสาทเล็กน้อยพอให้สะใจ เห็นทีว่าเขาคงต้อง ‘เอาคืน’ ให้สาสม คุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เวลาหรือแม้แต่อิสรภาพ
“คุณต้องการให้ผมเซ็นหย่าให้” เมฆินทร์มองซองสีน้ำตาลด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท่าทีไม่ยินดียินร้ายกับคำขอของคนที่เอ่ยเลยแม้แต่น้อย
“ค่ะ” อรรัมภารับคำเสียงดังฟังชัด
“ผมไม่เซ็น”
นอกจากไม่รับแล้วยังไม่สนใจ เดินหนีไปนั่งอย่างสบายอารมณ์ที่โซฟากลางห้อง เป็นอรรัมภาที่ต้องเดินตามเขาไปพูดเรื่องสำคัญนี้ต่อ
“ฉันไม่คิดว่า คุณจะอยากเก็บสิ่งนี้ไว้ผูกมัดตัวเองหรอกนะคะ”
“รู้ด้วยเหรอว่าผูกมัด” เมฆินทร์ย้อนถามน้ำเสียงเย้ยหยันในที
“ฉันสูญเสียผลประโยชน์ของตัวเองเพราะเธอมาเท่าไร แล้วเธอเป็นใครถึงได้มาชี้นิ้วสั่งคนอื่นให้ทำโน่นทำนี่ได้ตามใจชอบ ทำไม หรือว่าตอนนี้มีที่เกาะใหม่แล้วก็เลยอยากเอาตัวไปนำเสนอ รอบนี้กี่ล้านล่ะ แล้วต้องเสียดอกเบี้ยหรือเปล่า”
“คุณ” อรรัมภาหน้าร้อนกับคำพูดกึ่งดูถูกเสียดสีของเขา
“สิบล้านกับระยะเวลาแปดปี ไม่มีดอกเบี้ยแม้แต่สลึงเดียว ตัวเองเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง ใช้นามสกุลฉันเป็นใบเบิกทางให้ธุรกิจของตัวเองเติบโต ใจคอเธอไม่คิดจะตอบแทนฉันบ้างเลยหรือไง”
“ถ้าคุณต้องการดอกเบี้ย ฉันจะบอกพี่ชายให้” อรรัมภาเข้าใจเรื่องผลประโยชน์เป็นอย่างดี
ความจริงแล้วครอบครัวของเธอ สำนึกในบุญคุณที่บิดาของเมฆินทร์ช่วยเหลือมาตลอด คุณลุงสันต์ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเงินที่ยืมไปแม้แต่นิดเดียว
และย้ำชัดเจนว่าไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน นอกจากการรับตัวอรรัมภาเข้ามาในครอบครัวในฐานะลูกสะใภ้
เหตุการณ์ในตอนนั้นอรรัมภาไม่ได้เต็มใจที่จะแต่งงานกับเมฆินทร์ และรู้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ยินยอมเช่นกัน ถึงแม้ทั้งคู่จะรู้จักและเคยเห็นกันมาในฐานะลูกเพื่อนพ่อ แต่ก็ใช่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะรักใคร่กลมเกลียวกันแต่อย่างใด
เมฆินทร์โลดโผนและเข้ากันได้ดีกับอำพลพี่ชายของเธอ และมองอรรัมภาว่าน่าเบื่อ อ่อนแอต้องคอยดูแลตลอดเวลา ยิ่งวันที่ทั้งคู่พบหน้ากันตอนจดทะเบียนสมรสนั้น อรรัมภาจำสายตาเย็นชาที่เชือดเฉือนเข้าไปในหัวใจได้เป็นอย่างดี
เมฆินทร์ถูกตามตัวกลับมาจากอเมริกาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ เขาไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวนอกจากจรดปากกาเซ็นชื่อแล้วลุกเดินออกไป
นับจากวันนั้นอรรัมภาก็ไม่เคยพบหน้าเขาอีกเลย ได้ยินแต่เรื่องราวของสามีในทะเบียนสมรส ผ่านการบอกเล่าของบิดาเป็นระยะ
แม้ว่าทั้งคู่จะผูกมัดกันด้วยทะเบียนสมรส แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรเลยนอกจากเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว
อรรัมภารู้ว่าเขาเปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่น ควงคนโน้นคนนี้ไม่ซ้ำ เริงร่ามีความสุขตามประสาชายโสดมาตลอด ก็ไม่แปลกหรอกนะ ในเมื่อเมฆินทร์เป็นผู้ชายสมบูรณ์แบบเช่นนี้
“ฉันไม่ได้คิดจะเอาดอกเบี้ย หรือต่อให้คิดเธอก็คงไม่มีปัญญาหามาให้แน่” เมฆินทร์เอ่ย อรรัมภานิ่งเงียบฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ
“และฉันก็ไม่อยากทำให้พ่อต้องกลายเป็นคนผิดสัจจะ แต่ว่าเธอควรทำอะไรที่เรียกว่า เป็นการสำนึกบุญคุณครอบครัวฉันบ้าง”
“คุณต้องการให้ทำอะไรก็ว่ามาเลย ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงฉันยินดี” อรรัมภาเอ่ยจากใจจริง
“เธอพูดเองนะว่าจะทำ ถ้างั้นจงฟังให้ดี” เมฆินทร์เว้นวรรคเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นสบตาอรรัมภาแล้วเอ่ยว่า
“เอาตัวเองมาเป็นทาสของฉัน ทำได้ไหมล่ะ”
อรรัมภาหน้าชาทันที รู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงมาที่กลางกระหม่อม ‘ทาส’ อย่างนั้นหรือ
แต่เมื่อเห็นสายตาเย้ยหยันดูถูกของเมฆินทร์ ที่คล้ายจะเยาะเย้ยเกียรติยศและศักดิ์ศรีของครอบครัวแล้ว
คำตอบเดียวที่เธอจะมอบให้เขานั่นก็คือ…
ใบหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างทระนง คำว่า ‘ทาส’ จากปากเขาแม้จะทำให้ตกใจเล็กน้อย แต่อรรัมภาไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่จะขวัญหนีดีฝ่ออะไรง่ายๆ
ดวงตาคู่สวยมองประสานเมฆินทร์อย่างไม่หวาดหวั่น รู้ดีแก่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการทำให้เจ็บช้ำน้ำใจอย่างถึงที่สุด ก็เขามันคนเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่แล้วนี่
“คงไม่กล้าซินะ อ้อ ลืมไป เธอคงเคยแต่ชี้นิ้วสั่งคนอื่น หรือไม่ก็ออเซาะทำอะไรไม่เป็นต้องให้มีคนมาประเคนทำให้” เขายิ้มเยาะ พลางใช้สายตาพิจารณาผู้หญิงที่ยืนตรงหน้าอย่างไร้ความเกรงใจ
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะตกลงหรอกนะ ก็แค่...”
“ฉันตกลงค่ะ” น้ำเสียงอรรัมภาเด็ดเดี่ยวชัดเจน
“เพียงแต่คำว่าทาสของคุณมีความหมายอย่างไรบ้าง” คนถามมีใบหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านใดๆ ออกมาทั้งสิ้น
“คนใช้ คนทำงานบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ทำงานในไร่ในสวน มีที่ให้อยู่ให้กินครบสามมื้อ” เขาพูดไปส่งๆ เพราะไม่ได้คิดมาก่อนว่าหญิงสาวจะรับปากง่ายดายเช่นนี้
“ระยะเวลาล่ะคะ” อรรัมภาถามเสียงเรียบอีกครั้ง
“หนึ่งเดือน สามเดือน อาจจะเร็วหรือนานกว่านั้น แล้วแต่ฉันจะพอใจ”
“ไม่ได้ค่ะ” หญิงสาวสวนกลับทันควัน
“ดอกเบี้ยธนาคารยังมีระยะเวลากำหนดชัดเจน ดังนั้นถ้าคุณต้องการให้ฉันจ่ายดอกเบี้ยตามที่คุณพูดแล้ว กรุณากำหนดระยะเวลาการเป็นทาสของฉันด้วย เพราะอย่างน้อยมันก็ไม่เป็นการเอาเปรียบกันทั้งสองฝ่าย และคุณก็คงไม่ได้อยากเห็นหน้าฉันนานๆ หรอก”
“ก็ดี พูดตรงดี” เมฆินทร์พยักหน้าแล้วถามต่อว่า
“เรื่องเวลาฉันให้เธอกำหนดเองเลย คิดว่าตัวเองจะจ่ายดอกเบี้ยได้เท่าไรล่ะ”
“ในฐานะเจ้าหนี้ฉันให้คุณกำหนดดีกว่าค่ะ ตามแต่ที่คุณพอใจ แต่คุณต้องทำสัญญาว่าการที่ฉันยอมเป็นทาสตามคำสั่ง นี่คือดอกเบี้ยที่คุณต้องการและไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรอีก ตกลงไหมคะ”
“โอ้โห ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเธอต่อรองได้เก่งขนาดนี้ ก็ได้ ฉันตกลงตามนี้ เอาเป็นว่าสามเดือนแล้วกัน อย่างน้อยก็ให้ฉันได้อะไรกลับคืนมาบ้าง” เขาสรุปสั้นๆ
“ตกลงตามนี้ คุณทำสัญญามาได้เลย พร้อมเมื่อไรฉันจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง” อรรัมภาพูดจบก็ทำท่าจะเดินหันหลังออกไป แต่เมฆินทร์เรียกไว้ก่อน
