บทที่ 1.2
บ้านเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่ อรรัมมาหันรีหันขวางมองหาว่ามีใครบ้าง ยืนอยู่สักพักจึงได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากทางด้านหลัง แล้วชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งก็เดินออกมา
"คุณลุงสันต์อยู่ไหมคะ" อรรัมภายกมือไหว้ทำความเคารพชายหญิงคู่นั้นอย่างนอบน้อม
“ไม่อยู่จ้ะ ไม่อยู่หลายปีแล้ว คุณมาหาท่านมีธุระอะไรหรือเปล่า” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม
“ฉันมีธุระกับคุณลุงนิดหน่อยค่ะ ว่าแต่จะพบคุณลุงได้ที่ไหน”
คำถามนี้ทำให้ทั้งสองหันมองหน้ากัน ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะเอ่ยขึ้นมาว่า
“คุณคือ คุณอรรัมภาใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ ฉันชื่ออรรัมภา” หญิงสาวพยักหน้ารับ นึกในใจว่าคนทั้งสองรู้จักชื่อตนได้ ก็อาจจะเพราะคุณลุงสั่งไว้ว่าจะมีคนมาหาหรือเปล่า
“ถ้างั้นเชิญนั่งรอก่อน เดี๋ยวผมจะบอกให้นายรู้ว่าคุณมาถึงแล้ว”
ชายคนเดิมเชื้อเชิญให้อรรัมภาเข้าไปนั่งรอที่ใต้ถุนบ้าน หญิงสาวนั่งรอสักพัก ชายคนดังกล่าวก็เดินออกมาบอกให้รู้ว่า
“นายบอกให้คุณรออยู่ที่นี่ กินข้าวกินน้ำให้เรียบร้อยแล้วอีกสักพักค่อยพบกัน” พูดจบหญิงวัยกลางคนก็ยกถาดอาหารพร้อมน้ำดื่มมาให้
อรรัมภาขอบคุณเบาๆ ด้วยรอยยิ้มและยกเพียงแก้วน้ำขึ้นดื่มเท่านั้น
ฟ้าใกล้มืดแล้วอรรัมภาเริ่มนั่งไม่ติดเมื่อตอนนี้ยังไม่มีใครออกมาบอกอะไรเลยสักอย่าง หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปเดินมารอว่าเมื่อไรจะมีใครมาบอกอะไรว่าจะเอาอย่างไรต่อไป แล้วสักครู่ชายหญิงคู่เดิมก็เดินออกมาหา
“นายบอกว่าให้คุณไปพบที่ไร่” หญิงวัยกลางคนเอ่ย
“ไร่ ที่ไหนคะ” อรรัมภาถามด้วยความแปลกใจ
ปกติแล้วเธอมาพบคุณลุงสันต์ก็แต่ที่บ้านหลังนี้ ไม่เคยไปเหยียบที่ไร่เลยสักครั้ง
“คุณขึ้นรถไปกับพวกเราเถอะค่ะ” หญิงวัยกลางคนเดินนำหน้าไปก่อน
“เดี๋ยวค่ะ ฉันขับรถตามไปก็ได้ ว่าแต่ทำไมคุณลุงไปอยู่ที่ไร่ล่ะคะ หรือว่างานเยอะมาก ถ้างั้นไว้วันหลังฉันไปหาที่ไร่ก็ได้ พวกคุณบอกทางไปไร่มาก็พอ”
“บอกไปคุณก็ไปไม่ถูกหรอกค่ะ แล้วรถก็ไม่ต้องขับไปหรอก ทางเข้ามันขรุขระเดี๋ยวรถแพงๆ ของคุณจะเสียหายเปล่าๆ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันขับตามไปดีกว่า”
อย่างไรเสียอรรัมภาก็ไม่อยากทิ้งรถไว้ที่นี่ เผื่อว่าคุยธุระเสร็จเร็ว เธอจะได้ตรงดิ่งกลับกรุงเทพฯไม่ต้องย้อนไปย้อนมาให้เสียเวลา
“ทิ้งไว้ที่นี่แหล่ะครับ รับรองว่าไม่หายแน่ รีบไปดีกว่าเดี๋ยวจะมืดกว่านี้” ชายวัยกลางคนสำทับแล้วเดินนำไป อรรัมภาจำใจต้องเดินตามอย่างไม่มีทางเลือก
หญิงวัยกลางคนพูดถูกถนนลูกรังที่รถกำลังวิ่ง ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อมากมายเหลือเกิน ชนิดที่เรียกว่านั่งหัวสั่นหัวคลอนกันมาตลอดทางกว่าจะถึงไร่
อรรัมภาลงมายืนยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อย จากนั้นจึงเดินตามหญิงวัยกลางคนขึ้นไปบนเรือนไม้ที่เปิดไฟสว่าง
อรรัมภามองเห็นรูปภาพบานใหญ่ซึ่งเป็นรูปของคุณลุงสันต์ที่ตนคุ้นเคย ไม่ผิดแน่ที่นี่คงเป็นบ้านใหม่ของคุณลุง หญิงสาวค่อยโล่งใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด จึงเร่งฝีเท้าเดินตามหญิงวัยกลางคนไปให้เร็วขึ้น
“นาย”
อรรัมภาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็น ‘นาย’ ที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยเรียก ร่างสูงใหญ่ใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำตาล กางเกงยีนส์สีเข้มยืนอยู่กลางห้องโถง หญิงวัยกลางคนเหลือบมองอรรัมภาเล็กน้อยแล้วเดินหลบไป
สายตาคมที่จ้องมองผู้มาเยือนไม่กระพริบ ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉยเหมือนไม่ยินดียินร้าย ต่อการพบหน้ากันในรอบแปดปี อรรัมภาตั้งสติแล้วก้าวเข้ามาหยุดยืน ก่อนจะเอ่ยขึ้นประโยคแรกว่า
“ฉันมาพบคุณลุง เพื่อจะเอาเงินที่คุณพ่อยืมไปมาคืนให้”
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อรรัมภาถึงได้ต้องพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้ประหม่า เธอรู้สึกว่ากว่าจะเอ่ยออกมาแต่ล่ะคำต่อหน้าเขาได้นั้น ช่างยากเย็นเหลือเกิน
เมฆินทร์ ... ชื่อนี้ … ผู้ชายคนนี้ …
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีหรือว่านานแค่ไหน เขาก็ยังทำให้อรรัมภาหวาดหวั่นในหัวใจได้เสมอ
แปดปีที่ผ่านมาแม้ไม่เคยเห็นหน้ากันสักครั้ง แต่ชื่อของเขาก็เหมือนเงาที่ตามตัวเธอไปตลอดเวลา
ไม่ว่าจะที่ไหน ... เมื่อไร …
หรือยามที่มีใครสักคนก้าวเข้ามาในชีวิต !
เมฆินทร์ ... จะเป็นเหมือนปิศาจที่ตามหลอกหลอน จนอรรัมภาไม่อาจเปิดหัวใจให้ใครได้เลยสักนิด
เขาไม่มีคำพูดใดๆ นอกจากยกมือขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ว่ารอรับสิ่งที่อรรัมภาพูด
หญิงสาวเปิดกระเป๋าหยิบซองสีขาวที่ด้านในมีเช็คเงินสดซึ่งพี่ชายจัดการเตรียมไว้ให้เรียบร้อย เธอเดินเข้ามาใกล้เขาเรียกว่ายืนตรงหน้าเลยดีกว่า แล้วยื่นซองนั้นให้โดยที่สบตาอย่างไม่หวาดหวั่น
เมฆินทร์รับซองจดหมายแล้วแกะดูสิ่งที่อยู่ด้านใน เช็คเงินสดมูลค่าสิบล้านบาทไม่ขาดไม่เกิน หนี้สินที่ยาวนานกว่าแปดปีเต็ม ได้ถูกสะสางเสร็จสิ้นลงด้วยกระดาษแผ่นเดียวใบนี้แล้ว
แต่....
ดอกเบี้ยและหนี้สินส่วนตัวของเขา ที่เจ้าหล่อนต้องรับผิดชอบและชดใช้ให้อย่างคุ้มค่า กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างไม่มีข้อแม้
ผู้ให้ไม่ต้องการดอกเบี้ยแม้เพียงสลึง
แต่เขาในฐานะผู้ดูแลผลประโยชน์ในเวลานี้ จะเรียกร้องคืนให้สาสมเลยทีเดียว
“แล้วดอกเบี้ยล่ะ” เมฆินทร์เอ่ยถามคำแรก
“ในสัญญาคุณลุงระบุไว้ว่าไม่มีการคิดดอกเบี้ย” อรรัมภาเอ่ยถึงสัญญาที่ตนเองอ่านมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
“นั่นเพราะพ่อใจดีเลยไม่คิดดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว แต่นี่มันก็แปดปีแล้ว เธอคิดบ้างไหมว่า ถ้าเงินก้อนนี้นอนนิ่งๆ อยู่ในธนาคารมันจะเกิดดอกออกผลอีกเท่าไร หรือถ้าฉันเอาไปต่อยอดทำมาหากินอย่างอื่น มันจะงอกเงยขึ้นมาอีกขนาดไหน”
“คุณจะคิดดอกเบี้ยอย่างไรคะ” หญิงสาวถามอย่างใจเย็น
แม้จะไม่ได้เผื่อใจมาก่อนว่าจะมาเจอเขา แต่เมื่อต้องพบหน้ากันอรรัมภาก็ไม่หวาดหวั่น แม้ว่าในใจจะคอยบอกตัวเองให้มีสติตลอดเวลาในยามที่ต้องพูดจากับเขา
“เธอคิดว่าฉันควรคิดดอกเบี้ยที่เรตธนาคารดี หรือที่คนอื่นใช้กันทั่วไปดี หรือว่าคิดเป็นผลกำไรที่ฉันควรได้จากการเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนดี” เขาย้อนถาม
“แล้วแต่คุณเลยค่ะ คุณต้องการดอกเบี้ยเท่าไรก็ว่า ฉันจะให้ทนายร่างสัญญาแล้วผ่อนคืนใช้ให้ตามข้อตกลงกัน” อรรัมภาเอ่ยอย่างใจเย็น
“ผ่อนคืนใช้” ชายหนุ่มหัวเราะลั่น สายตาจ้องมองคนที่พูดอย่างขบขัน
“ยืมเงินไปเกือบสิบปี พอทวงถามดอกเบี้ยก็บอกว่าจะผ่อนคืนใช้ให้ นี่เธอเห็นฉันเป็นมูลนิธิหรือไง ถึงได้คิดว่าจะต้องสงเคราะห์กันตลอดเวลา”
“คุณ” ใบหน้าหวานร้อนผ่าวกับคำดูถูกของเขา
อรรัมภาเม้มปากแน่นพยายามข่มอารมณ์ไม่ตอบโต้ ทางที่ดีควรรีบบอกให้อำพลรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้จบๆ โดยเร็วจะดีกว่า
“เรื่องดอกเบี้ยฉันจะกลับไปบอกพี่อำพล และให้ทนายมาคุยกับคุณ ส่วนเรื่องของฉัน” หญิงสาวเปิดกระเป๋าหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลยี่นส่งให้เขา
“กรุณาจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยด้วยค่ะ”
“อะไร” เขาถามกลับทันควัน
“ใบหย่า”
