บทที่ 15 ของจริง
“คุณครับ คุณ เป็นอะไรครับ เห็นอะไรเหรอครับ” เสียงคนถามอยู่ข้างหู เขาหันมามอง
“เปล่าครับ มองน้ำน่ะครับ จะกลับแล้วเหรอครับ”
“ครับ ต้องตามไปที่โรงพยาบาล ตำรวจกำลังติดต่อญาติคนตายอยู่ คุณไม่รีบกลับล่ะครับ จะอยู่ตรงนี้เหรอครับ ไม่กลัวผีเหรอ”
“เอ่อ..ครับ กลับครับ” วนัชก้าวยาวๆ ไปที่รถของตัวเอง นักข่าวหนุ่มมองตามแล้วเดินย้อนกลับไปทางรถของพวกเขาจอดอยู่
โทรศัพท์มือถือของกิตติดังขึ้น เขากระโดดเข้าหาโทรศัพท์ด้วยใจจดจ่อ นิสาลักษณ์ขยับมานั่งชิดเพื่อนรัก
“ไงวะนัช ได้เรื่องอะไรมั้ย” กิตติถามเร็ว
“ตำรวจ หน่วยกู้ภัยแล้วก็นักข่าวเพียบ”
“เหรอ ไอ้พวกนั้นเป็นไง ตายมั้ย”
“ตายสอง เจ็บหนึ่ง แค่นี้นะพรุ่งนี้คอยอ่านข่าวพร้อมกัน บอกยัยลักษณ์ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรแล้ว”
“เออๆ ขับรถดีๆ นะโว้ย พรุ่งนี้เจอกัน เอาชุดไปเผื่อฉันด้วย คับหน่อยแต่ก็ดีกว่าใส่ชุดเก่า”
“เออ แค่นี้”
วนัชวางสาย คำพูดของเพื่อนไม่ได้ช่วยให้ความสงสัยคลายไปจากสมอง ภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่เป็นภาพหลอนหรือเขาเห็นของจริง ชายหนุ่มเหลียวกลับไปมองข้างถนนอีกครั้ง ไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งมีชีวิตซุกซ่อนอยู่ตรงนั้นมีเพียงเงาไหววูบของต้นธูปฤๅษี เขาหันกลับมองตรงไปข้างหน้าก่อนจะเคลื่อนรถออกจากข้างทาง
วนัชนั่งนิ่งอยู่บนเตียงกว้าง เขากลับเข้าบ้านอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทานอาหารมื้อดึกที่เจียงแม่บ้านเตรียมให้ตามคำสั่ง เขาเข้าห้องนอนหลังจากทานอาหารเสร็จ ความคิดติดอยู่ที่พลังน้ำข้างถนนรวมตัวเป็นรูปร่างมนุษย์ เขาตาฝาดหรือว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นความจริง
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ จะเป็นไปได้ยังไง เราต้องตาฝาด ตาฝาดแน่ๆ”
เขาทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาว มือสองข้างกางแผ่ ดวงตาจ้องนิ่งที่หลอดไฟกลางห้อง พยายามชั่งใจกับสิ่งที่เห็น เขาควรเชื่อที่ตาเห็นหรือไม่ คำถามผุดขึ้นในสมองเพื่อยืนยันคำตอบที่ถูกต้องแต่ก็ไม่มีคำตอบชัดเจนให้คลายความสงสัยลงได้
“มันคืออะไร เราเห็นอะไร”
เขาพูดกับตัวเอง ถามตัวเองอีกหลายรอบกว่าจะลุกจากเตียงเดินไปปิดไฟแล้วกลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียง ถึงแม้จะหลับตาลงภาพน้ำที่รวมตัวเป็นคนเข้ามาหลอนในโสตประสาทจนเขาต้องลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“ต้องการบอกอะไรผมรึเปล่า ต้องการให้ผมช่วยอะไรก็บอกมา อย่ามาหลอกหลอนยังงี้ ผมนอนไม่หลับ”
เขาลุกขึ้นนั่งมองตรงไปข้างหน้าฝ่าความมืดสลัวในห้อง ครู่หนึ่งจึงล้มตัวลงนอนอีกครั้งและหลับตาไม่เห็นภาพอะไรอีกและเพียงครู่เดียวเขาก็หลับสนิท
การหลับใหลของเขานำเขาออกไปพบชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่หน้าประตูรั้วบ้าน ชายหนุ่มผู้นั้นยืนมองเขาด้วยสายตาเย็นชาแต่ใบหน้ามีรอยยิ้มจางเจืออยู่ วนัชเปิดประตูเล็กก้าวออกไปยืนเผชิญหน้ากับผู้ที่ร้องเรียกเขาจนทำให้เขาต้องออกมายืนอยู่ตรงนี้
“คุณเรียกผม เราเคยรู้จักกันมั้ยครับ” เขาถามออกไป สายตาจับนิ่งที่ใบหน้าชายหนุ่มแปลกหน้า
“ไม่เคย” ผู้ยืนรอตอบเสียงเย็นแล้วหมุนตัวก้าวเดิน
“เดี๋ยวสิคุณ” วนัชก้าวตามแต่ก้าวไม่ทันเขาจึงออกวิ่ง
“คุณ คุณ เดี๋ยวสิคุณ”
วนัชวิ่งตามคนแปลกหน้าแต่อยู่ๆ กลุ่มควันสีขาวก็ลอยฟุ้งกระจายกลบร่างสูงที่เดินอยู่ข้างหน้าจนมองไม่เห็น กลุ่มควันฟุ้งเข้ามาหาวนัช เขาปัดควันออกจากหน้า ครู่ต่อมาควันหนาก็จางหายไป ภาพงานศพในศาลาวัดปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา
“งานศพใคร เรามาอยู่ที่นี่ได้ไง เมื่อกี้เราตาม..”
“ทางนี้..”
เสียงดังมาจากด้านซ้ายมือ วนัชชะงักมองไปตามเสียงเรียก ผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นยืนยิ้มอยู่
เขาก้าวเข้าไปหาคนเรียก ยังไม่ทันเดินถึงตัวคนเรียก สายตาของเขาก็มองเลยไปเห็นพ่อกับแม่เลี้ยงเดินเข้าไปในศาลาตั้งศพ
“พ่อ”
เขาก้าวตามพ่อเข้าไปในศาลาแต่พอก้าวขึ้นบันไดเท่านั้นใครคนหนึ่งก็เดินชนอย่างแรงและแรงจนทำให้เขาล้มหงายหลังศีรษะกระแทกกับพื้นเจ็บแปลบ
“โอ๊ย!”
วนัชสะดุ้งเฮือก มือสองข้างกุมที่ศีรษะ ตาลืมขึ้นช้าๆ เขานอนอยู่บนเตียงไม่ใช่กับพื้นปูน ศีรษะไม่ได้ถูกกระทบ
“เราฝันงั้นเหรอ ทำไมมันเหมือนจริง เราเห็นพ่อ พ่อไปที่ศาลาตั้งศพ ศพใคร แล้ว..ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร มาหาเราได้ยังไง..”
เขาก้าวลงจากเตียงเดินไปเปิดไฟ เข้าห้องน้ำครู่เดียวกลับออกมานั่งนิ่งบนเตียง คิดถึงความฝันที่เหมือนจริง ผู้ชายที่เขาฝันถึง เขามั่นใจว่าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ทำไมผู้ชายคนนั้นจึงมาเรียกเขาและพาไปที่ศาลางานศพ เขาเห็นพ่อซึ่งไม่เคยเจอกับพ่อมานานนับเดือน เขายุ่งอยู่กับงานพ่อก็คงยุ่งเช่นเดียวกับเขา
“พรุ่งนี้ผมจะไปหาพ่อ”
ถอนใจเฮือก ความคิดถึงพ่อไม่เคยจางหายไปจากใจแต่เพราะทิฐิที่เขามีอคติต่อผู้เป็นพ่อทำให้เขาห่างออกมาและคิดว่าพ่อคงไม่คิดถึงเขา พรุ่งนี้เขาจะไปพบพ่อแม้ว่าพ่อจะไม่คิดถึงเขาก็ตาม
วนัชนอนคิดถึงความฝันจนหลับไปจึงตื่นสายกว่าทุกวันแต่ไม่ลืมเสื้อผ้าสำหรับกิตติ ความคิดของเขาไม่ได้อยู่ที่งานแต่อยู่ที่เหตุการณ์เมื่อคืน ความฝันและพ่อ เย็นนี้เขาจะชวนกิตติกับนิสาลักษณ์ไปบ้านแม่เลี้ยง
นิสาลักษณ์กลายเป็นคนไม่มั่นใจไปชั่วขณะหนึ่งเมื่อหล่อนเห็นที่เกิดเหตุการณ์เหลือเชื่อสำหรับหล่อนเมื่อคืน กว่าหล่อนจะข่มตาหลับลงเกือบสว่าง กิตติพลอยนอนไม่หลับไปกับเพื่อนด้วย
จินดาตื่นนอนลงมาจากชั้นบนเห็นลูกสาวกับชายหนุ่มคุ้นเคยนอนหลับอยู่บนเก้าอี้โซฟาตัวยาว หล่อนยืนมองแล้วถอนใจเฮือก
“ยัยลักษณ์ แม่ไม่รู้จะพูดยังไงกับแกแล้วนะ ตาติก็เหมือนกัน ทำอะไรไม่คิดถึงหน้าพ่อแม่”
สาวใหญ่เดินเข้าห้องครัว ทำหน้าที่แม่บ้านของหล่อนเรียบร้อยจึงกลับมาที่โถงรับแขก นิสาลักษณ์ขยับตัวปรือตาขึ้นแล้วหลับลงอีก
“ยัยลักษณ์” จินดาเสียงดัง ช่วยปลุกลูกสาวให้ลืมตาขึ้นอีกครั้งและชายหนุ่มที่หลับอยู่ข้างกันลืมตาขึ้นด้วย
“คุณแม่” กิตติเอ่ยเสียงเบา ตกใจเล็กน้อยที่เห็นใบหน้าบึ้งของจินดา
“ใช่ ลุกไปล้างหน้า แม่จะชงกาแฟรอ” น้ำเสียงของคนพูดไม่ดีนัก ใบหน้าที่เคยยิ้มกับเขาไม่มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่แม้แต่นิดเดียว เขาหันมามองเพื่อนสาว หล่อนยิ้มแหยแล้วลุกขึ้นยืน
“แม่ตื่นนานแล้วเหรอคะ”
“ถ้าตื่นช้ากว่าแกคงไม่เห็นอะไรแบบนี้ ไปล้างหน้าแล้วมาคุยกับแม่ แกด้วยตาติ”
“ครับ” กิตติรับคำแล้วเดินงงๆ ตามนิสาลักษณ์ไปทางห้องครัว
นิสาลักษณ์เดินเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ทางซ้ายมือจากครัว กิตตินั่งรอหล่อนที่โต๊ะทานอาหาร ครู่เดียวหล่อนก็เดินออกมา
“ยัยลักษณ์ท่าทางแม่แกเอาเรื่องฉันแน่ว่ะ”
“เออน่ะเดี๋ยวฉันพูดเอง ไปล้างหน้าแล้วรีบชิ่งไปทำงาน”
“มันง่ายอย่างที่แกพูดก็ดีสิวะ”
กิตติถอนใจพรวดแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ นิสาลักษณ์เดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้รับแขกแต่คนละตัวกับที่หล่อนใช้นอนเมื่อคืน จินดาเดินสวนหล่อนเข้าไปในครัวครู่เดียวกาแฟหอมกรุ่นสามแก้วก็วางลงบนโต๊ะรับแขก