บทที่ 1.5
เสิ่นหมิงเล่อเงยหน้ามองเขา “ถกเถียงกันมาหลายปี ข้ายอมให้ท่านเป็นพี่ชายคนที่สี่ก็ได้ เอาเป็นว่านับจากวันนี้ท่านเป็นคุณชายสี่ตระกูลเสิ่นก็ได้ อย่างไรเสียท่านก็ลืมตาดูโลกก่อนข้าถึงครึ่งเดือน พี่สี่อีกสองสามวันข้ากับท่านพ่อจะไปเยี่ยมท่านน้าที่ฝั่งตะวันตก ท่านก็ไปกับพวกเราเถิด”
เขายังคงขมวดคิ้วมองนางด้วยสายตาประหลาดใจ ตกใจ สับสน งุนงง “ขะ...ขอรับ”
นางตัดสินใจจะดีต่อคนที่ซื่อสัตย์และจริงใจกับตระกูลเสิ่น คนแรกก็คือเสิ่นจิ่วผู้นี้...
เมื่อก่อนไม่มีผู้ใดสนับสนุนเขา แม้แต่บิดาของนางเพราะนางไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ไม่ยอมรับให้เขาเป็นคุณชายคนที่สี่ ดังนั้นจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องที่จะให้เขาเป็นทายาท เป็นผู้นำคนถัดไปของตระกูลเสิ่น ทว่าเสิ่นจิ่วก็ไม่เคยตำหนิ ไม่เคยแสดงท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ ตรงกันข้ามเขากลับยอมรับในทุกๆ เรื่องที่บิดาตัดสิน
“ให้ท่านเป็นคนเตรียมการเดินทางก็แล้วกัน รบกวนแล้ว”
“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” เขาประสานมือให้นางอีกครั้งด้วยท่าทีเหม่อลอย เห็นชัดว่าท่าทีของนางส่งผลต่ออารมณ์ของเขามากจริงๆ
เสิ่นหมิงเล่อถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง หมุนตัวเดินกลับเรือนของตน นาง...ครุ่นคิดวางแผนไปทีละขั้นขณะเริ่มเย็บรองเท้าถึงสองคู่ ใช้เวลาเพียงสามวันนางก็เย็บรองเท้าเสร็จแล้ว...
การเตรียมการออกเดินทางราบรื่น หญิงสาวมองพื้นห้องนอนของตัวเองที่มีพรมหนังสัตว์วางปู บนนั้นยังมีแจกันกระเบื้องเคลือบใบใหญ่ วันนั้นหลังกลับออกมาจากห้องหนังสือของบิดา นางลงมือขุดหลุมเอาไว้ใต้กระเบื้อง ฝังกล่องไม้ลงรักเอาไว้กล่องหนึ่ง สิ่งที่เป็นดังความหวังให้นางได้เปลี่ยนแปลงเรื่องในความฝันถูกฝังเอาไว้ตรงนั้น...
ก่อนออกเดินทางรองเท้าถูกส่งให้ผู้เป็นเจ้าของ บิดาของนางยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน ดีใจจนไม่อยากให้รองเท้าเปื้อนเศษฝุ่น นางมองออกว่าเขารู้แล้วว่านางตั้งใจเย็บรองเท้า เรื่องที่นางเข้าไปในห้องหนังสือของเขา ไม่มีทางที่ผู้เป็นเจ้าของห้องจะไม่รู้ และเพราะเป็นบุตรสาวบิดาของนางย่อมไม่มีทางหวาดระแวงว่าจะมีสิ่งใดหายไป พอคาดคั้นคนเฝ้าประตูแล้วรู้เรื่อง แน่นอนเขาย่อมต้องทำเป็นไม่รู้และประหลาดใจ ดีใจเมื่อเห็นรองเท้า แม้ว่าตัวเขาจะรู้เรื่องเหล่านี้ก่อนแล้วก็ตาม
“พี่สี่ รองเท้าที่ข้ารับปากจะเย็บให้ท่าน”
“มีของต้าจิ่วด้วย??”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าเห็นว่ารองเท่าของพี่สี่เก่ามากแล้วจึงเย็บให้เขาด้วย”
“พี่สี่??!!”
“สีหน้าเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ ท่านพ่อมิใช่อยากให้ข้ายอมรับว่าเขาเป็นพี่มิใช่หรือ ตอนนี้ข้าก็ยอมรับแล้วอย่างไรเล่า ข้าให้เขาเป็นพี่สี่ก็ได้ อย่างไรเขาก็ลืมตามาดูโลกก่อนข้า”
บิดาของนางระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “หายากที่เสี่ยวหวงหรงของข้าจะยอมรับเรื่องนี้ ต้าจิ่วกลับมาจากไปเที่ยวครั้งนี้ข้าจะจัดงานฉลอง ประกาศให้ทุกๆ คนรู้และรับเจ้าเข้าทำเนียบตระกูล”
นางอยากจะถอนหายใจออกมาเสียงดังๆ บิดาของนางไม่รับอีกฝ่ายเข้าตระกูลเพราะนางจริงเสียด้วย หันไปมองเสิ่นจิ่ว เห็นรอยยิ้มของเขานางก็ยิ่งรู้สึกผิด แม้เขายิ้มเพียงบางๆ แต่ก็มองออกว่าดวงตาคมคู่นั้นเปล่งประกาย
“พวกท่านทำเหมือนข้าเป็นต้นเหตุให้เขาไม่ได้เข้าทำเนียบ ข้าไม่สนใจพวกท่านสองคนแล้ว” นางทำเป็นโกรธจากนั้นเดินไปขึ้นรถม้า “พี่สี่ยังไม่รีบมาประคองข้าขึ้นรถม้า!”
เสิ่นจิ่วยิ้มกว้างรีบเดินเข้ามา “คุณหนูระวังด้วย”
นางถลึงตาให้เขา “ยังจะเรียกข้าคุณหนู??”
“ใช่ๆ เรียกน้องสี่สิจึงจะถูก” บิดาของนางสำทับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“น้องสี่” นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นเขายิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่ไปถึงดวงตา...
เฮ้อ...เสิ่นหมิงเล่อเมื่อก่อนเห็นชัดว่าเจ้าเป็นสตรีที่ชอบคิดเล็กคิดน้อย หากทิ้งอคติในใจ ยอมให้บิดายอมรับเสิ่นจิ่วเข้าทำเนียบตระกูล บางทีเรื่องราวในความฝันนั่นอาจจะไม่เกิดขึ้น... นางสะบัดศีรษะเลิกคิด “ข้าต้องทำได้ มันจะไม่ลงเอยเช่นนั้นแน่นอน”