บทที่ 1.5
หลังแต่งเข้าจวนตระกูลซูอี๋เหนียงคลอดซูจินซานบิดาดีใจมาก ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่กล้าแสดงออก ตระกูลซูมีผู้สืบทอดแล้วจะอย่างไรก็นับเป็นเรื่องมงคล นัยหนึ่งแม้ซูหนิงหย่าเป็นทายาทสายตรงแต่ก็เป็นสตรี โบราณกล่าวไว้สตรีเมื่อแต่งงานออกเรือนก็กลายเป็นคนของจวนอื่นเรื่องนี้ไม่นับว่าผิด
แต่ที่ผิดคือซูหนิงหย่าเริ่มทำตัวร้ายกาจขึ้นทุกวัน อย่างเช่น...หาเรื่องทำร้ายตัวเองแล้วโยนความผิดให้น้องชายน้องสาว กระทั่งบิดาสั่งลงโทษคนทั้งสองอย่างไม่ถามสาเหตุ
...เรื่องนี้หญิงสาวแอบไม่พอใจบิดาอยู่เงียบๆ แม้รักมากแต่ก็ต้องมีเหตุผล ไม่ใช่เอะอะก็เอาแต่สั่งลงโทษโดยไม่ถามไถ่ หลายต่อหลายครั้งเข้าสองพี่น้องก็ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพี่สาว กระทั่งเดินผ่านยังไม่กล้าได้แต่เดินเลี่ยงไปอีกทาง
ซูจินซานอายุน้อยกว่าซูหนิงหย่าสี่ปี เขาหัวไวมากทั้งยังเฉลียวฉลาด ด้วยเขาเป็นบุรุษจึงถูกส่งไปเรียนยังสำนักเฉิงฉือ สำนักศึกษาของท่านปราชญ์ลู่ ปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงแห่งต้าเหลียง ไปเช้าเย็นกลับโดยมีรถม้าของจวนคอยรับส่ง
ผิดกับซูเสวี่ยที่อายุน้อยกว่าซูหนิงหย่าหกปี เด็กน้อยหัวอ่อนว่าง่ายติดจะขี้อายและขี้กลัว นางไม่ต้องกังวลด้วยซ้ำว่าสองพี่น้องจะมีเล่ห์กลใดๆ เพื่อเอาคืนเรื่องในอดีต
เงาของผู้เป็นอาจารย์เดินเข้ามาใกล้ทำให้หญิงสาวละสายตามาจากสองพี่น้อง นางหัดคัดลายมือไปพร้อมๆ กับการท่องบทกวี มองลายมือที่นางบรรจงคัดสุดฝีมือ หญิงสาวอมยิ้มมองใบหน้าพึงพอใจของอาจารย์สวี
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะหัวไวถึงเพียงนี้ เจ้า...นับว่าก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว”
แน่ละ...สำหรับคนที่เรียนรู้ไวอย่างนาง การกลับมาเริ่มต้นเรียนใหม่ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคมากนัก นางความจำดีเห็นอะไรผ่านตาเล็กน้อยก็มักจะจำได้ขึ้นใจ อ่านตำราเพียงสองรอบก็จำได้ทั้งหมดแล้ว เริ่มเรียนเพียงสามเดือนนางกลับก้าวหน้า จนอาจารย์สวีเริ่มลดอคติที่มีลงแล้ว
กล่าวถึงอคติที่บุรุษมีต่อสตรีแล้ว นางเข้าใจดีในค่านิยมของคนยุคโบราณ แรกเริ่มนางมองออกว่าอาจารย์สวีไม่เต็มใจมาสอนนาง แต่เพราะเหตุใดเขาจึงมานางไม่อยากรับรู้ สิ่งเดียวที่นางต้องการคืออ่านออกเขียนได้ รู้ว่าข้างนอกจวนผู้คนมีความเชื่อและค่านิยมเช่นไรบ้าง
ทว่าผ่านไปไม่นานท่าทีของอาจารย์สวีก็เริ่มเปลี่ยนไป กระทั่งยอมรับนางในที่สุด ที่สำคัญเขายังพร่ำพูดว่าเสียดายที่นางไม่ใช่บุรุษ...
ข้อจำกัดระหว่างสตรีและบุรุษนางล้วนตระหนักดี โกรธไปก็เท่านั้นเพราะรู้ว่าตัวเองโชคดีที่มีบิดาอย่างซูป๋อ นางมั่นใจว่าในอนาคตไม่ว่าเรื่องใดบิดาไม่มีวันบังคับนาง
หลังส่งอาจารย์สวีกลับไปซูหนิงหย่าบอกว่าจะเดินกลับเรือนแต่อยู่ๆ ก็หยุดเดิน เพราะอย่างนี้ทำให้เสี่ยวอวี๋หยุดไม่ทันเกือบชนกับนางเข้า
เห็นสาวใช้คุกเข่าลงเสียงดังพร้อมยอมรับผิดด้วยท่าทางสั่นเทาหวาดกลัว หญิงสาวได้แต่กลอกตาถอนใจนึกถึงสาวใช้สองคนซึ่งนางขายออกไปแทนที่จะลงโทษให้โบยจนตาย
...ผลคือคนในจวนกลับหวาดกลัวนางมากขึ้น
ยุคสมัยนี้บางครั้งตายไปอาจดีกว่าออกไปตกระกำลำบากข้างนอก ยิ่งสาวใช้ที่ถูกขายออกไป บางครั้งหากได้นายใหม่ใจดีก็นับว่าเป็นโชค ตรงกันข้ามหากคนซื้อเป็นแม่เล้าหอนางโลม...
เสียงร้องไห้แผ่วยังคงดังแว่วมาให้ได้ยิน ซูหนิงหย่าบอกให้เสี่ยวอวี๋ลุกขึ้นจากนั้นเดินไปตามเสียง
“พี่รอง ข้าอยากกินขนมเปี๊ยะมรกตจริงๆ นะ”
นั่นเป็นเสียงของ...ซูเสวี่ย?
“เอาเถิดๆ ไว้พรุ่งนี้ขากลับจากสำนักศึกษาพี่รองจะซื้อจากข้างนอกมาฝากเจ้า”
และอีกเสียงก็คงเป็นซูจินซาน
สองพี่น้องกำลังปลอบประโลมกันอยู่ในสวน ซูเสวี่ยวัยเจ็ดขวบยังคงสะอื้น “พี่รองเราบอกท่านแม่ไม่ได้หรือ ข้ารู้มาว่าในครัวยังมีเหลืออยู่”
“อย่าทำให้ท่านแม่ลำบากใจเลย ไว้พรุ่งนี้พี่รองจะซื้อมาฝากเจ้าเยอะๆ”
“แต่...พี่รองข้าถูกงดของว่างมาหกวันแล้วนะเจ้าคะ”
ได้ยินดังนั้นซูหนิงหย่าก็ขมวดคิ้ว นึกถึงขนมเปี๊ยะมรกตที่ถูกวางทิ้งไว้ในห้องโดยที่นางไม่ได้แตะต้อง...