บทที่ 1.3
“ข้าไม่อยากแต่งเข้าตระกูลเสวียน ท่าน...บอกว่าชอบข้า”
“เซี่ยเอ๋อร์ อีกปีหนึ่งข้าจึงจะสวมหมวก ท่านแม่ไม่มีทางให้ข้ารับเจ้าเข้าจวนก่อนสวมหมวกเป็นแน่”
“แต่ผู้อื่นส่งแม่สื่อมาที่จวนแล้ว คุณชายใหญ่ตระกูลเสวียนเองก็เพิ่งสวมหมวก พี่ป๋อหย่า ข้า...ท่านก็รู้ว่าข้ามีใจให้ท่าน”
เสียงสะอื้นดังขึ้นแผ่วเบา ซูหนิงหย่าค่อยๆ ชะโงกหน้าลอบมองสตรีอีกคนที่สวมชุดสีเขียวอ่อน ใบหน้าคุ้นเคยของอีกฝ่าย เจ้ากรรมนายเวรที่ตามหลอกหลอน เพื่อนสนิทที่เคยทรยศนางเมื่อชาติที่แล้ว!!!
“ชายโฉด หญิงชั่ว” นางกัดฟันกรอดหมุนตัวเดินออกมาจากตรอก ในใจภาวนาว่าอย่าให้ได้พานพบกันอีก ไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญหรือตั้งใจก็ตาม!
ตอนกลับขึ้นรถม้านางสงสัยจึงมองไปยังเสี่ยวอวี๋ “เจ้า...รู้จักพวกเขาหรือไม่”
“ขะ...ข้าน้อยรู้จักสาวใช้ของคุณหนูผู้นั้นเจ้าค่ะ นางเป็นสาวใช้จากจวนตระกูลฟาง”
“ตระกูลฟาง?”
“เจ้าค่ะ ร้านสมุนไพรตระกูลฟางตรอกสือจิ่ว”
“อ้อ...” ดูเหมือนนางจะเคยได้ยินบิดากล่าวถึงเหมือนกัน ตระกูลฟางเพิ่งมาเจรจากู้เงินจากโรงแลกเงินตระกูลซู...
หลังจากนั้นซูหนิงหย่าก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้อีก ลึกๆ บอกตัวเองว่าชาติภพเดียวก็เพียงพอแล้ว ชาตินี้ขอเพียงไม่พาตัวเข้าไปเกี่ยวพัน
เจ้ากรรมนายเวรที่น่ารังเกียจอย่างบุรุษและสตรีเช่นนั้น นางไม่ขอข้องเกี่ยวอีกต่อไป...ตลอดกาล
ร้านแลกเงินตระกูลซูเป็นอันดับหนึ่งไม่มีสอง ซูป๋อเป็นนายท่านที่มีจิตใจกว้างขวาง เงินกู้มากมายที่มีกิจการจากหลายๆ ตระกูลค้ำประกัน เขาไม่เคยอยากได้มาเป็นของตัวเอง หากพอช่วยเหลือได้เขาก็ช่วยเหลือ ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าตระกูลอื่นๆ จะสามารถเอาเปรียบ ด้วยในความใจกว้างซูป๋อก็ยังมีความเด็ดขาดในที
มองเห็นบุตรสาวมาหาที่ร้านแลกเงินซูป๋อยิ้มกว้าง “หยาหย่า เหตุใดมาถึงที่นี่”
“ลูกคารวะท่านพ่อ ลูกเบื่อๆ จึงออกมาเดินเล่นเจ้าค่ะ ระหว่างทางแวะซื้อของว่างมาให้ท่านพ่อด้วย”
“ผู้นี้...คือคุณหนูซู?”
ด้านหลังมีเสียงถามซูป๋อหันไปมอง ซูหนิงหย่าเองก็หันไปมองอีกฝ่าย บิดาของนางยิ้ม “ใช่แล้วนี่คือบุตรสาวของข้า ซูหนิงหย่า หยาหย่ารีบคารวะท่านลุงเฟิง”
“ท่านลุงเฟิง”
อีกฝ่ายมองมวยผมง่ามคู่ จากนั้นดวงตาก็แฝงนัยที่ทำให้ซูหนิงหย่าไม่สบายใจ
“ได้ยินมานานว่านายท่านซูมีบุตรสาวสุดที่รัก ได้เจอวันนี้นับเป็นวาสนา ปีนี้อายุสิบสามย่างสิบสี่แล้วสินะอีกไม่นานก็ปักปิ่น หน้าตางดงามกิริยาเรียบร้อย สมแล้วที่นายท่านซูรักใคร่เอ็นดู”
“พี่เฟิงกล่าวยกยอเกินไปแล้ว บุตรสาวของข้าผู้นี้ยังเด็กนัก ยังมีเรื่องอีกมากต้องเรียนรู้ ข้าผู้เป็นบิดายังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องสอนสั่ง”
“เด็กอะไรกัน อีกไม่ถึงสองปีจะปักปิ่นแล้ว เกรงว่านายท่านซูต้องเตรียมตัวหาคู่ครองที่ดีและเหมาะสมให้คุณหนูซูตั้งแต่เนิ่นๆ หาไม่เมื่อถึงเวลาหน้าจวนคงเต็มไปด้วยแม่สื่อกระมัง”
กล่าวจบก็หัวเราะออกมาราวกับยินดีปรีดาหนักหนา ประโยคหลังจึงทำให้ซูหนิงหย่าขมวดคิ้วแล้วจริงๆ
“ข้าเองก็มีบุตรชายที่คาดหวังให้เป็นผู้สืบทอดตระกูลเฟิง ปีหน้ากำลังจะสวมหมวก...”
ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจนจบ บิดาของนางรีบกล่าวตัดบท “คุณชายเฟิงเป็นคนมีความสามารถ ข้าได้พบเขาสองสามครั้ง ดูแล้วเฉลียวฉลาดไม่เบา โชคดีของตระกูลเฟิงแล้วที่ว่าที่ผู้นำเป็นคนเก่งกาจรอบรู้ เฟิงฮูหยินเองก็คงหมายตาคุณหนูตระกูลใดไว้แล้วกระมัง ข้าคงต้องแสดงความยินดีล่วงหน้า”
ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายกล่าวอะไรอีก ซูป๋อกล่าวราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ “ว่าแต่ท่านมาถึงที่นี่มีธุระกระมังเชิญด้านในเถิด หยาหย่าเจ้าไปรอพ่อที่ห้องพักด้านใน พ่อเสร็จธุระแล้วจะไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าลาเจ้าค่ะท่านลุง” นางยอบกายให้คนทั้งสองด้วยความโล่งอก เห็นท่าทีของบิดาแน่นอนนางไม่กังวลสักนิดว่าอยู่ๆ จะถูกหมั้นหมายตั้งแต่ยังไม่ปักปิ่น