บทที่ 1.4
ตอนหลงจู๊ของร้านแลกเงินมาพานางกับสาวใช้ไปที่ห้องพักด้านใน ซูหนิงหย่าฉวยโอกาสนั้นถามถึงนายท่านเฟิงเสียเลย
“ท่านลุงเฟิงผู้นี้สนิทกับท่านพ่อมากหรือ”
“ขอรับ นายท่านเฟิงแห่งร้านแพรพรรณตระกูลเฟิงเป็นสหายสนิทของนายท่าน ไปมาหาสู่กันตั้งแต่สมัยที่นายท่านเฟิงยังเปิดเพียงร้านเล็กๆ มาบัดนี้ขยายกิจการใหญ่โต นายท่านเฟิงก็นับเป็นแขกที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี”
เสี่ยวอวี๋เดินเข้ามากระซิบ “ข้าน้อยจำได้แล้วเจ้าค่ะคุณหนู คุณชายผู้นั้นที่เราเจอในตรอกก็คือคุณชายเฟิง ...เฟิงป๋อหย่า”
แม้แต่ชื่อแซ่ยัง...
ซูหนิงหย่าได้แต่หงุดหงิดในใจ หากให้คาดเดาเพื่อนทรยศนั่นก็คงชื่อแซ่เดียวกัน? “หลงจู๊พอจะรู้จักคนตระกูลฟางหรือไม่”
“ตระกูลฟาง? คุณหนูหมายถึงตระกูลฟางที่มีร้านสมุนไพรในตรอกสือจิ่วใช่หรือไม่ขอรับ” หลงจู๊เลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจ “มีคนจากตระกูลฟางล่วงเกินคุณหนูหรือขอรับ”
“ไม่ใช่เช่นนั้นข้าเพียง...”
หลงจู๊ย่อมไม่เชื่อ ด้วยนิสัยเดิมของนางเป็นที่กล่าวขาน หากถามถึงย่อมหมายถึงคนผู้นั้นเคยล่วงเกิน... “ข้าน้อยย่อมต้องรู้จัก ปีที่แล้วนายท่านฟางมาขอกู้เงินจากร้านแลกเงินมากโขทีเดียว ถึงปีนี้จะมีดอกเบี้ยจ่ายคืนหรือไม่ยังไม่แน่ หากพวกเขากล้าล่วงเกินท่าน...”
ซูหนิงหย่ากลอกตา “ไม่มีเรื่องเช่นนั้นแน่นอน ข้าเพียงถามดูเท่านั้น เรื่องนี้ก็ไม่ต้องรายงานท่านพ่อ”
“ข้าน้อยทราบแล้ว”
ตอนนั้นเองที่บ่าวรับใช้นำชากับของว่างที่จัดใส่จานแล้วเข้ามา หลงจู๊กล่าวขอตัวจากนั้นก็ปิดประตู ซูหนิงหย่านั่งลงเงียบๆ อย่างใช้ความคิด... “เสี่ยวอวี๋”
“เจ้าคะคุณหนู”
“เมื่อครู่คุณหนูฟางผู้นั้นกล่าวถึงตระกูลเสวียน”
“ก็คงจะหมายถึงตระกูลเสวียนแห่งโรงหมอตระกูลเสวียนเจ้าค่ะ มีข่าวว่าเสวียนฮูหยินส่งแม่สื่อไปเจรจาหมั้นหมาย ก็คงจะเป็นคุณหนูฟาง ฟางเล่อเซี่ย”
เอาละไม่ต้องเดาแล้วว่าชื่อแซ่ของคนทรยศนั่นเป็นชื่อแซ่เดียวกัน!!
ตระกูลหมอและร้านสมุนไพร ผลประโยชน์มาก่อนเรื่องอื่นว่ากันทีหลังสินะ... ซูหนิงหย่าแค่นหัวเราะ
“คุณชายรองเสวียนอวี้เองก็เคยมาดูอาการของท่านนะเจ้าคะ”
“หืม?”
เสี่ยวอวี๋ครุ่นคิด “แต่ที่คุณหนูฟางกล่าวถึงน่าจะเป็นคุณชายใหญ่เสวียนหลาง ทายาทผู้สืบทอดของท่านหมอเทวดาตระกูลเสวียน คู่หมายของนางคงจะเป็นคุณชายใหญ่”
แม้เสียงของท่านอาจารย์สวีที่กำลังท่องบทกวี จะทำให้ซูหนิงหย่าง่วงนอนจนตาแทบปิด ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าให้นั่งๆ นอนๆ เช่นซูหนิงหย่าคนเดิมทำ
คุณหนูในห้องหอทั้งยังไม่ผ่านพิธีปักปิ่นเข้าสู่วัยออกเรือน จะออกนอกจวนแต่ละครั้งยุ่งยากวุ่นวาย ยิ่งนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินเอก เป็นทายาทสายตรงของซูป๋อ แม้บิดาตามใจทุกเรื่องแต่ก็ยังมีเรื่องยกเว้นเช่นเรื่องออกไปนอกจวน
ทันทีที่พบว่าซูหนิงหย่าโง่งมกระทั่งไม่รู้หนังสือ แน่นอนว่าหญิงสาวย่อมยอมไม่ได้ เมื่อมั่นใจแล้วว่าอักษรที่ตนเคยเรียนรู้ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับอักษรของคนแคว้นต้าเหลียง ซูหนิงหย่าผู้ซึ่งเรียนจบปริญญาเอกย่อมไม่มีทางยินยอมเป็นสตรีที่ไร้ความรู้เด็ดขาด!!!
ด้านนอกมีเสียงสนทนาดังใกล้เข้ามา แต่ก็เงียบไปทันที นัยว่าคงเพิ่งรู้ว่านางกำลังเรียนอยู่ในโถงข้างเรือนจื่อจิง เนื่องจากหลายวันก่อนอากาศเริ่มร้อนขึ้น เรือนจื่อจิงเป็นเรือนสำหรับหน้าร้อนทั้งโล่งโปร่งเย็นสบาย บิดาเห็นว่าเรียนที่นี่เหมาะกว่าจึงให้นางย้ายมาเรียนที่นี่แทน
เงาคนเดินผ่านไปตามทางเดินจากที่ไกลๆ นั่นคือซูจินซานและซูเสวี่ย น้องชายและน้องสาวต่างมารดา เห็นทั้งสองเดินแผ่วเบาไม่กล้าลงฝีเท้าราวหวาดกลัวเต็มที หญิงสาวทั้งรู้สึกหงุดหงิดและขบขัน
ตอนซูหนิงหย่าอายุได้สี่ขวบ บิดาจำเป็นต้องแต่งอนุเข้าจวนเพราะร้านแลกเงินตระกูลซูขยายใหญ่ขึ้น หากเขาออกไปดูแลกิจการที่จวนจำเป็นต้องมีคนดูแล