บทที่ 1.2
หลังท่านหมอเสวียนกลับไปแล้วซูหนิงหย่าตัดสินใจที่จะจัดการเรื่องสาวใช้ ด้วยรู้ว่าบิดาสั่งโบยสาวใช้สองคนนั้นทั้งยังขังเอาไว้ที่โรงเก็บฟืน หากซูหนิงหย่าสิ้นใจไปจริงๆ เกรงว่าบิดาคงฝังสาวใช้สองคนนั้นไปกับนางอย่างแน่นอน
“เสี่ยวชีกับเสี่ยวหรูเล่าเจ้าคะ”
ซูหนิงหย่าเองก็ร้ายกาจเอาแต่ใจ ไม่ได้ดังใจก็ทุบตีผู้อื่น ไม่ชอบใจเรื่องใดก็หาเรื่องลงโทษ เช่นนี้ไม่ให้ผู้อื่นเคียดแค้นก็คงไม่ได้ เพราะอย่างนี้สาวใช้สองคนนั้นจึงไม่ผิดที่จะมีจิตเคียดแค้น
ถึงอย่างนั้นไม่ว่าซูหนิงหย่าร้ายกาจเพียงใดก็ไม่เคยคิดเอาชีวิตผู้อื่นจริงๆ จังๆ สักครา ดังนั้นการที่สาวใช้เหล่านั้นยืนมองผู้เป็นนายจมลงไปยังก้นบึงบัว ทั้งๆ ที่สามารถช่วยชีวิตอีกฝ่ายได้ ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
เช่นกันกับที่หากสาวใช้สองคนนั้นต้องมาตายโดยที่นางไม่ได้พยายามช่วย แม้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้งแต่ในใจกลับต้องจดจำเรื่องนี้ไปอีกนานแสนนาน มิสู้นางยอมช่วยคนเพื่อไม่ให้ในใจมีสิ่งติดค้าง ดีกว่าสร้างเวรกรรมทันทีที่ลืมตาตื่น...
“ท่านพ่อลูกรู้ว่าท่านพ่อโกรธ แต่พวกนางเป็นเพียงสาวใช้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น...” เห็นใบหน้าบิดายังคงกรุ่นโกรธนางได้แต่ถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง “จะอย่างไรพวกนางก็เติบโตมาพร้อมกันกับลูก...”
“แต่พ่อไม่อาจไม่ลงโทษพวกนาง พ่อปล่อยพวกนางไว้ไม่ได้” เขาโกรธขึ้นมาอีกแล้ว...
“เช่นนั้น...ให้ลูกเป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองนะเจ้าคะ ...ลูกเองก็ไม่เป็นอะไรแล้ว หลังผ่านเรื่องครั้งนี้ลูกเองก็คิดได้ว่าไม่ควรสร้างเวรกรรมใดๆ ให้ต้องติดค้างต่อกัน”
บิดาของนางดูคล้ายชะงักไปครู่หนึ่ง นางเดาว่าเขาคงกำลังนึกถึงเรื่องที่ท่านหมอเสวียนบอกว่านางสิ้นใจไปแล้ว ชั่วขณะที่ความโศกเศร้ากำลังครอบงำไปทั่วจวนตระกูลซู ลมหายใจของซูหนิงหย่าก็กลับมาท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน
“เช่นนั้นก็ได้ แต่ไม่อาจปล่อยพวกนางไปโดยง่าย”
“ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” นางรู้ว่าบิดายังคงอกสั่นขวัญแขวนเพราะกลัวจะเสียบุตรสาวไป
หลังสูญเสียผู้เป็นฮูหยินแม้เขาแต่งอนุ มีบุตรสาวบุตรชายเพิ่มเข้ามาอีกสองคน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงให้ความสำคัญกับบุตรสาวคนโตก่อนสิ่งใด ไม่ว่าบุตรสาวก่อเรื่องใหญ่แค่ไหนเขาก็ทำเป็นมองข้าม กระทั่งผ่านมาหลายปีแม้จวนตระกูลซูจะมีอี๋เหนียงคอยช่วยดูแล แต่ฐานะของนางก็ไม่อาจขยับขึ้นไปมากกว่านั้น
คนในจวนล่วงรู้ดีว่าอำนาจทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอี๋เหนียง ดังนั้นจึงมักประจบสอพลอซูหนิงหย่าแทน
ทุกคนล้วนหวาดกลัวนาง ความร้ายกาจและความเอาแต่ใจของคุณหนูใหญ่ตระกูลซู ทำให้ไม่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นขอเพียงเอ่ยปาก หลังจากนั้นสีดำก็จะกลับกลายเป็นสีขาวในทันที
ที่สำคัญไปกว่านั้นเรื่องที่อี๋เหนียงไม่ได้ขยับขึ้นมาเป็นฮูหยินเอก นัยสำคัญย่อมไม่มีผู้ใดไม่ตระหนัก ซูป๋อให้ความสำคัญต่อบุตรสาวคนโตยิ่งกว่าผู้ใด ดังนั้นหากนางยังไม่แต่งออก ต่อให้อี๋เหนียงจะแสนดีเพียงใด ก็อย่าได้หวังเป็นใหญ่ในจวนตระกูลซูเลย!!!
ผ่านไปกว่าครึ่งเดือนหลังในที่สุดซูหนิงหย่าก็สามารถลงจากเตียงได้ บิดาออกไปยังร้านแลกเงิน นางเบื่อหน่ายไม่รู้จะทำอะไรดังนั้นจึงให้คนเตรียมรถม้า คราแรกจะไปหาบิดาที่ร้านแลกเงิน ทว่ากลับถูกร้านรวงสองฝั่งดึงดูด
เสี่ยวอวี๋ดูเป็นกังวลมากที่เห็นนางเดินดูข้าวของ ด้านหลังรถม้าตระกูลซูเองก็วิ่งตามมาไม่กล้าให้นางคลาดสายตา บ่าวไพร่เหล่านี้ให้อย่างไรก็ยังคงกลัวนางมากจริงๆ
ขณะกำลังคิดจะกลับขึ้นรถม้า แผ่นหลังของบุรุษผู้หนึ่งก็ทำให้ซูหนิงหย่าชะงัก นางหรี่ดวงตาลงมองจนมั่นใจ เสี้ยวหน้าด้านข้าง บุคลิกอันโดดเด่น ใบหน้าคุ้นเคยนั้น...ตัวบัดซบในคราบชายหนุ่มแสนดี บุรุษที่ดูเหมือนแฟนเก่าที่เคยทรยศผู้นั้น!!!
นางเดินตามเขาไปเงียบๆ เสี่ยวอวี๋แม้ไม่เข้าใจแต่ก็เดินตามหลังโดยไม่กล้าเอ่ยถาม กระทั่งลับมุมถนนในตรอกเสียงสนทนาก็ดังขึ้น