Without You (2)
หลังจากการสูญเสียครั้งใหญ่นี้ทำให้ พสุ ชัยวราวงษ์ ชายหนุ่มในวัย 25 ปี ได้กลายเป็นคนที่จมอยู่กับความทุกข์อันเกิดจากการสูญเสียคนรัก ความเศร้าได้เข้าเกาะกุมหัวใจของชายหนุ่มราวกับก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ ความทุกข์นี้ก็แปลก มันสามารถเปลี่ยนชายหนุ่มที่ร่าเริง อารมณ์ดี ให้กลายเป็นชายหนุ่มที่เงียบขรึม ชายหนุ่มผู้ที่มีสายตามองโลกมืดมนหม่นหมอง
ทุกคนในบ้านชัยวราวงษ์ทั้งคุณหญิงวิริยา และคุณชาญชัย ชัยวราวงษ์ ต่างก็เป็นกังวลในอาการของลูกชายคนโต ด้วยความที่พสุเป็นลูกชายคนโตที่ไม่เคยทำให้ครอบครัวผิดหวังทั้งผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม การทำงานในบริษัทหลังจากเรียนจบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พิสูจน์ความสามารถในการบริหารจัดการกิจการของครอบครัวได้อย่างดี
กิจการโรงแรมของครอบครัวที่ได้ขยายไปในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งในประเทศไทยล้วนก็มาจากความคิด และการวางแผนของชายหนุ่ม เรียกได้ว่าพสุเป็นบุตรชายคนโตที่สมบูรณ์แบบ เขาเป็นต้นแบบที่บุตรชายคนกลางและลูกสาวคนเล็กยึดเป็นแบบอย่างให้เดินตาม และการสูญเสียศิริเพ็ญหญิงคนรักไปทำให้ชีวิตเคยโรยด้วยกลีบกุหลาบของพสุเต็มไปด้วยขวากหนามที่ไม่มีใครจะสามารถเข้าไปช่วยนำพาเขาให้ออกมาได้นอกเสียจากตัวของเขา
อาณาเขตของบ้านชัยวราวงษ์แบ่งออกเป็นพื้นที่ด้านหน้าที่เป็น โรงเรียนสอนทำอาหาร และกิจการโรงแรม พื้นที่ด้านหลังของโรงแรมมีสวนอังกฤษที่รองรับการจัดงานกลางแจ้ง พร้อมด้วยสถานบริการความงาม ศูนย์กีฬาครบวงจรที่ใช้รองรับสมาชิกข้างนอกและแขกที่มาพักในโรงแรม ถัดลึกเข้ามาด้านหลังรั้วกำแพงของโรงแรมจะเป็นคฤหาสน์ของบ้านชัยวราวงษ์ และอาณาจักรเรือนไทยที่เป็นที่พักของคุณย่าทิพย์ ผู้อาวุโสสูงสุดของบ้านชัยวราวงษ์
ด้วยความที่คุณหญิงวิริยาอดทนที่จะเห็นบุตรชายคนโตเป็นโรคซึมเศร้าต่อไปอีกไม่ได้ เธอจึงมาขอพบกับคุณย่าทิพย์ที่เรือนไทยของคุณย่า คุณย่าทิพย์หญิงชราในวัยเจ็ดสิบปีกำลังนั่งรอคุณหญิงวิริยาอยู่ที่ห้องรับแขก
“คุณแม่คะ…วิไม่รู้จะแก้ปัญหาตาใหญ่ยังไงดีแล้ว ตาใหญ่เอาแต่ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญหาเอื้อย ตั้งแต่เสร็จจากงานศพก็ปาเข้าไปจะสามเดือนแล้วนะคะ” คุณหญิงวิริยาเล่าถึงอาการของลูกชายคนโตด้วยความเป็นห่วง
“แม่เข้าใจวิ และก็เข้าใจใหญ่ด้วย เราต่างก็รู้ดีว่าเอื้อยกับใหญ่เขารักกันมาก ยิ่งมาจากกันในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนั้นด้วยแล้ว แม่ไม่แปลกใจที่ใหญ่จะเสียอกเสียใจมากขนาดนี้” หญิงชราวิเคราะห์อาการหลานชายแล้ว คาดว่าพสุคงต้องใช้เวลาทำใจอีกระยะ ก็ความทุกข์ครั้งนี้นั้นหนักหนาเหลือเกิน
“ไม่ใช่ว่าวิไม่เข้าใจลูกนะคะ แต่ว่าวิจะปล่อยให้ตาใหญ่เป็นคนบ้าแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้ค่ะ ใหญ่อายุยังน้อย ชีวิตของใหญ่เองก็เพิ่งเริ่มต้น เราจะให้ชีวิตของใหญ่มาพังทลายลงแบบนี้ไม่ได้ค่ะ คุณแม่ต้องช่วยวิด้วยนะคะ” คุณหญิงวิริยารู้ว่าคุณย่าทิพย์นั้นต้องมีวิธีการที่ช่วยเหลือได้ หลายครั้งที่บ้านชัยวราวงษ์เจอกับวิกฤตก็ได้คุณย่าทิพย์เป็นผู้แนะแนวทางออกให้กับลูกหลาน จนก้าวผ่านพ้นปัญหามาได้ทุกที่
“แม่ก็ว่าจะให้ตาใหญ่เศร้าอีกสักระยะหนึ่งเท่านั้น วิรู้ไหมลูก เวลาที่คนเราอยู่ในความทุกข์ หากเราปล่อยให้จมอยู่กับความทุกข์นั้น ชีวิตมันก็จะคิดวนอยู่แต่กับความทุกข์ การที่เราจะลืมความทุกข์ก็เป็นเพียงแค่การบรรเทาอาการ แต่หากเราจะก้าวผ่านความทุกข์ไปได้ก็ต้องมองให้เห็นความจริงของความทุกข์ให้ออก ในกรณีของตาใหญ่ทุกข์ก็เพราะรักมากเลยต้องทุกข์มาก วันนี้วิให้ใหญ่มานอนกับแม่ที่เรือนนะลูกให้มาอยู่กับแม่สักระยะ” คุณย่าทิพย์สั่ง
เย็นวันนั้น พสุก็ย้ายร่างอันผอมซูบลงไปมาที่เรือนคุณย่าโดยที่ตัวเขาไม่ขัดข้องแต่อย่างไร พสุคิดว่าตอนนี้จะอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้แตกต่างกัน โลกของเขามันพังทลายไปตั้งแต่วันที่ศิริเพ็ญจากไปแล้ว การย้ายมาอยู่คุณย่าทิพย์อาจจะดีกว่าอยู่ที่บ้านใหญ่ที่มีคุณหญิงวิริยาคอยจู้จี้จุกจิกกับชีวิตของเขาก็เป็นไปได้
พสุเดินมาที่เรือนริมน้ำที่อยู่ทางซ้ายของเรือนคุณย่า เรือนริมน้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ที่อัดแน่นไปด้วยความความทรงจำเก่าของเขากับศิริเพ็ญ พสุนั่งเหม่อลอยและปล่อยให้ความทรงจำในคืนวันที่มีแต่ความสุขเข้าเล่นงาน ภาพอดีตอันแสนหวานในค่ำคืนหนึ่งที่เขาพาศิริเพ็ญมากราบคุณย่าทิพย์ และเขาขอเธอแต่งงานที่เรือนริมน้ำแห่งนี้ กำลังฉายย้อนคืนมาราวกับมีชีวิตอีกครั้ง พสุจำได้เป็นอย่างดีในวินาทีที่เขาได้มอบมาลัยดอกรัก คล้องไปที่ข้อมือบอบบางของ
ศิริเพ็ญ และตามด้วยคำมั่นสัญญาในรักที่เขามีให้เธออย่างหมดหัวใจ
“เอื้อยจ๋า…เอื้อยจำได้ไหมว่าวันนี้วันอะไร” ศิริเพ็ญได้แต่ส่ายหน้าและส่งสายตาหวานซึ้งให้กับพสุ พสุจำว่าเขากอดศิริเพ็ญเอาไว้ในอ้อมอกและกระซิบที่ข้างหูของหญิงสาวทบทวนความทรงจำของกันและกัน
“อ้าว...ไหนเอื้อยลืมง่ายจัง ก็วันนี้เป็นวันที่เอื้อยเจอกับใหญ่ครั้งแรกนะครับ ใหญ่ยังจำวันที่เรารับน้องด้วยกันได้เลย” พสุจมอยู่ในความทรงจำต่อไป หญิงสาวในอ้อมกอดของเขาในวันนั้นได้แต่เขินอายและทุบอกของเขาแก้เขิน ตัวของเขาก็ได้แต่กอดร่างบอบบางของศิริเพ็ญแนบแน่นไปกับอกของเขา และเขาเอ่ยคำบอกรักให้หญิงสาวในอ้อมกอดได้รู้อีกครั้ง
“เอื้อยรู้ไหมเมื่อเช้าใหญ่ตื่นขึ้นมาเก็บดอกรักมาร้อยมาลัยให้เอื้อยเองกับมือเลยนะ ดอกรักแต่ละดอกใหญ่ใส่ความรักของใหญ่ลงไป เอื้อยรู้ไหมว่านับตั้งแต่วันที่ใหญ่ได้เจอเอื้อย ใหญ่ก็ไม่เคยมีสายตามองใครคนไหนอีกเลย เอื้อยจ๋า...จะเป็นอะไรไหม หากว่าใหญ่อยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยมีเอื้อยอยู่เคียงข้างกัน เอื้อยจะมาเป็นคู่ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับใหญ่ได้ไหมครับ ใหญ่รักเอื้อยนะ เราแต่งงานกันนะครับ” ในความทรงจำที่แสนหวานนั้น ศิริเพ็ญร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจและพยักหน้าตอบแทนรับคำขอแต่งงานแทนคำพูด
ช่วงเวลานั้นพสุได้เข้าใจแล้วว่าชีวิตที่มีความสุขนั้นเป็นเช่นไร แต่มาในวันนี้พสุทำได้เพียงแต่ร้องไห้ให้กับตัวของเขาเองที่เรือนริมน้ำ เขากำลังโดนความทรงจำที่แสนหวานเข้ารุมทำร้าย น้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลออกมาอีกครั้ง เสียงสะอื้นราวจะขาดใจของพสุสร้างความสะเทือนใจจนไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปตามพสุให้คุณย่าทิพย์เลย เขาเจ็บปวดและกำลังโทษตัวเองที่ทำให้ศิริเพ็ญต้องจากไป เขาคิดวกวนไปมาว่าคนที่ตายน่าจะเป็นเขาเสียมากกว่า ทำไมตัวของเขากลับรอดชีวิตมาคนเดียว และเขาเป็นคนที่อยู่เหมือนตายทั้งเป็นแค่หายใจก็เจ็บปวดเหลือเกิน
............................................
