ตอนที่ 4
“นี่เวลาไหนกันแล้วยะหล่อน ลืมหรือไงว่านัดเราสองคนมาทานอาหารกลางวัน..”
เธอหันไปมองนาฬิกาบอกเวลาเกือบสี่โมงเย็น ทำให้เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างแก้เก้อ
“ขอโทษจริง ๆ เมื่อตอนสายมีประชุม พอออกมาจากห้องประชุมก็นั่งทำงานเรื่อยมา ฉันเองก็เพิ่งหยุดพักเมื่อครู่ ขอโทษจริง ๆ นะจ๊ะ..”
“นี่เห็นว่าเป็นความผิดครั้งแรกหรอกนะ จะยอมอภัยให้ แต่มื้อเย็นอย่าให้ผิดเวลานะ..”
“คงไม่ได้หรอกจะนิด บอกณาด้วยนะฉันต้องรีบกลับบ้าน คุณแม่กำชับมาเมื่อเช้านี้ เอาไว้วันหยุดก็แล้วกัน ไปทานที่บ้านฉัน..นะ..”
“ก็ได้ เห็นว่ายุ่งเรื่องงานนะ..เอ แล้วงานอะไร สำคัญมากแค่ไหน ถึงทำให้เธอลืมนัด..”
“ออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน..”
“มิน่า งานที่รักนักหนานี่เอง เอาล่ะขอเอาใจช่วยนะจ๊ะ บาย..”
เธอวางโทรศัพท์พร้อมกับเงยหน้ามองวรีรัตน์เลขาวัยยี่สิบเก้าของเธอ
“มีอะไรจ๊ะ..”
“พนักงานในแผนกของเราให้มาถามถึงรายละเอียดของการออกแบบค่ะ..”
“เอาเอกสารนี่ไปแจกนะจ๊ะ บอกพวกเขาว่ายิ่งเร็วก็ยิ่งดี..”
เธอหันไปหยิบเอกสารที่ได้มาจากการประชุมให้เลขา
“เมื่อครู่นี้คุณอรวรรณ โทรมาบอกให้กำชับคุณพิมพ์ว่า ให้กลับบ้านก่อนหกโมงเย็นค่ะ..”
“จ้ะ..”
เมื่อคล้อยหลังเลขาที่เดินออกไป อาภาพิมพ์ก็หยิบแบบบ้านที่เธอร่างเค้าโครง ใส่แฟ้มเอกสารเพื่อจะนำกลับไปตรวจทานอีกครั้งแล้วเลือกแบบที่ถูกใจที่สุด เพื่อวางโครงร่างจริง ๆ ลงบนกระดาษพิมพ์เขียว เตรียมนำส่งให้บริษัทคัดเลือกส่งไปยังกระทรวงเพื่อร่วมประกวดอีกครั้ง
หากแบบบ้านที่เธอออกแบบสามารถชนะการประกวด ก็เท่ากับว่า เธอมีผลงาน เพราะแบบบ้านนั้นจะต้องนำมาก่อสร้างบนเนื้อที่ของบริษัทที่เตรียมไว้เพื่อจำหน่ายต่อไป
เธอก็จะเริ่มมีบทบาทในบริษัทแห่งนี้ ทั้งที่เพิ่งเรียนจบมา จะไม่มีใครดูหมิ่นเธอ หาว่าเป็นเด็กที่เพิ่งหย่านม จะทำอะไรเป็น เมื่อคิดได้อย่างนี้ จึงทำให้เธอมีความตั้งใจมั่น ว่าจะต้องออกแบบให้ดีแล้วต้องชนะการประกวด
อีกทั้งเมื่อบริษัทอนุมัติการก่อสร้างแบบบ้านตามที่เธอออกแบบ จะต้องถูกใจลูกค้าแล้วจะต้องขายหมดโดยเร็วอีกด้วย
อาภาพิมพ์เก็บของเสร็จก็หอบแฟ้มงานตรงไปยังทางออกไปเพื่อจะไปยังรถคูเป้สีขาวที่จอดอยู่ยังลานจอดรถ แต่ว่า เมื่อเธอเดินออกมายังประตูทางออก เป็นเวลาเดียวกับที่รชานนท์ก็เดินออกมาเพื่อจะไปรีบไปตามนัดที่แม่ของเขาบอกไว้
ทั้งเขาและเธอต่างก็รีบเร่ง เมื่อทั้งคู่ต่างก้มหน้าก้มตาเดินมาถึงประตูในเวลาเดียวกันทำให้เขาและเธอเดินชนกันเข้าอย่างจัง
“อุ๊ย..”
เอกสารและกระเป๋าที่อาภาพิมพ์ทั้งหอบทั้งหิ้วกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
“ขอโทษครับ..คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า..”
สายตาคมตวัดมองไปยังดวงหน้าหวานละไมของเธอพร้อมกับยื่นมือใหญ่รีบประคองร่างบางระหงเอาไว้ ในขณะที่เธอเองก็ช้อนสายตามองสานสายตากับเขาในระยะใกล้ จนทำให้ได้กลิ่นหอมของโคโลญจ์ผู้ชายที่เขาใช้ ก่อให้เกิดความรู้สึกหวั่นไหว ราวกับน้ำที่ตกตะกอนแต่กลับถูกก่อกวนจนทำให้ตะกอนที่นอนนิ่งแปรปรวนอีกครั้ง
ความพยายามที่จะตั้งแง่รังเกียจเขา ทำใจให้ไม่ชอบหน้าเขา มันแปรเปลี่ยนเมื่อน้ำเสียงทุ้มกังวานดังขึ้นอย่างนุ่มนวล อีกทั้งแววตาคมกล้าที่ฉายแววห่วงใยยังทอดมองมาหาเธอ
“ไม่ค่ะ..”
เธอปฏิเสธพร้อมกับรีบก้าวห่างออกไปจากอ้อมแขนของเขา แล้วย่อกายลงหมายจะเก็บเอกสารเหล่านั้น หากแต่เขาก็เร็วมากพอที่จะทันได้มองเห็นแบบบ้านบนแผ่นกระดาษนับสิบที่เธอร่างเอาไว้ เขาหยิบแต่ละแผ่นขึ้นมามอง ก่อนจะมองหน้าเธอ
“ขอคืนด้วยค่ะ..”
เธอพูดพร้อมกับคว้าแผ่นกระดาษที่อยู่ในมือเขา หมายจะรีบเก็บมาเพื่อไม่ให้เขาเห็น แต่เขากลับลุกขึ้นยืนแล้วยังคงดูแบบบ้านเหล่านั้นทำให้เธอรีบลุกขึ้นก้าวตามเขา หมายจะเอาคืนโดยไม่ทันระวัง ทำให้ปลายเท้าเรียวก้าวพลาด
“โอ๊ะ!!..”
ร่างบางระหงถลันทรุดตกไปจากบันไดหน้าประตู ร่างบางของเธอล้มทับขาของตัวเอง
“อาภาพิมพ์..”
รชานนท์รีบถลาเข้าไปหาในขณะที่เธอร้องครางด้วยความเจ็บปวดพลางยกมือบีบนวดบริเวณข้อเท้า
“เป็นอย่างไรบ้างครับ..”
เธอตวัดสายตามองหน้าเขาอย่างไม่พอใจ
“ลองคุณเป็นแบบฉันบ้างสิคะ จะรู้สึกอย่างไร ไม่มีมารยาท..เอาของของฉันคืนมานะคะ..”
เธอแผดเสียงใส่หน้าเขาพร้อมกับเตรียมจะคว้าแผ่นกระดาษกลับคืน หากแต่เขาก็รีบชูมือที่ถือกระดาษหนี ทำให้เธอยิ่งโกรธ พยายามที่จะไขว่คว้า จนลืมตัวว่าเจ็บอยู่
ร่างบางระหงที่หอมกรุ่นถาโถมใส่ร่างกำยำสูงใหญ่แข็งแรงของเขาหมายจะเอาของเธอคืน จนเสียหลักเมื่อเท้าเจ็บจนไม่สามารถจะรับน้ำหนักได้ ทำให้ร่างบางล้มลงไปใส่ร่างของเขาที่รีบกอดเธอเอาไว้แนบแน่น
“ปล่อยฉันนะ คนฉวยโอกาส..”
ฝ่ามือบางตวัดไปยังใบหน้าของเขา หมายจะตบให้สุดกำลัง หากแต่เขาก็รีบหลบแล้วคว้ามือข้างนั้นเอาไว้ ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับช้อนร่างบางของเธอขึ้นสู่วงแขนที่แข็งแรงและอบอุ่นท่ามกลางสายตาของพนักงานและผู้บริหารหลายคนที่เตรียมจะกลับบ้าน
“ปล่อยฉันนะ..”