

บทที่ 2 ต้นเหตุของความขัดแย้ง
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน
เกาะฮ่องกงกำลังเข้าสู่ยุคเฟื้องฟู มีธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย กระตุ้นการหมุนเวียนของเงินภายในประเทศ รวมถึงคาสิโนและธุรกิจโรงแรมยังเกาะมาเก๊า จึงได้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างสองตระกูลใหญ่ นั่นก็คือตระกูลหลินและตระกูลหยางเนื่องจากมีธุรกิจที่เหมือนกัน จึงมีความเขม่นกันตามประสา
ร่องรอยความขัดแย้งตึงเครียดมาหลายปีและยิ่งกดดันมากยิ่งขึ้นเมื่อทั้งสองตระกูลต่างแก่นแย่งกันเป็นที่หนึ่ง เริ่มมีการใช้กลเล่ห์มากมายเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม สิ่งเหล่านั้นสะสมมาจนบานปลาย ลูกน้องของทั้งสองตระกูลเริ่มใช้ความรุนแรงโจมตีกัน จนเป็นที่น่าปวดหัวของตำรวจ
จนกระทั่งทั้งสองตระกูลร่วมเจรจาเพื่อหาข้อยุติในปัญหาครั้งนี้ร่วมกัน โดยการส่งลูกชายและลูกสาวคนโตของพวกเขามาแต่งงาน หวังว่าการเชื่อมสัมพันธ์เป็นทองแผ่นเดียวกันในครั้งนี้จะทำให้ความขัดแย้งที่เคยมีมาหลายปีสงบลงได้
ซึ่งมันก็เพียงไม่นาน
เมื่อ ‘ลูน่า หยาง’ ลูกสาวคนโตของตระกูลหยางเสียชีวิตลงอย่างปริศนาภายในบ่อน้ำหลังเรือนหอ หลังการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ผ่านไปได้เพียงสี่เดือน
เรื่องน่าเศร้ายิ่งกว่านั้น คือผลชันสูตรตรวจพบว่าลูน่ากำลังตั้งครรภ์อยู่ สร้างความเสียใจให้ทั้งสองตระกูลเมื่อสูญเสียทายาทที่จะมาประสานรอยร้าวไปในเวลาเดียวกัน
การจากไปของลูกสาวสุดที่รักและหลานคนแรกทำให้ หยาง ลี่หมิง ผู้นำตระกูลหยางตรอมใจและเสียชีวิตตามลูกสาวไปในเวลาสองเดือนต่อมา ความเจ็บแค้นทั้งหมดจึงตกมาอยู่กับ ลูคัส หยาง ในฐานะน้องชายและผู้นำตระกูลคนใหม่
เขาโยนความผิดทั้งหมดในครั้งนี้มาให้ตระกูลหลินรับผิดชอบ รวมถึงผู้เป็นสามีที่พี่สาวเขาไม่ต้องการตั้งแต่แรกอย่าง ดีแลน หลินด้วย
และการที่ตำรวจไม่อาจจะสืบหาตัวคนร้ายได้ ทราบเพียงว่าลูน่าจมน้ำเสียชีวิตภายในสระน้ำขนาดใหญ่หลังบ้าน ผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งจึงหนีไม่พ้นดีแลนซึ่งเป็นสามี
แม้ชายหนุ่มจะมีพยานหลักฐานอย่างแน่นหนา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ลูคัสยอมเชื่อ หลังจากงานศพของบิดาผ่านไป ผู้นำตระกูลคนใหม่ก็ฉีกสัญญาสงบศึกและเริ่มโจมตีทำร้ายดีแลนมาโดยตลอด
เรียกว่าสถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดยิ่งกว่าสมัยก่อนหลายเท่าตัว มีทั้งการดักยิง การสร้างความวุ่นวายภายในคาสิโนของตระกูลหลิน รวมถึงการปะทะของลูกน้องทั้งสองฝั่งก็ยิ่งรุนแรงขึ้นมากในช่วงสองเดือนมานี้
ลูคัสจมลึกอยู่กับความแค้น เขาไม่สนใจจะรับฟังคำแก้ตัวจากตระกูลหลินอีกแล้ว เฝ้าตามจองล้างจองผลาญตระกูลหลินให้พินาศ
ปัจจุบัน
แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาเกือบตีสามแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครในบ้านสามารถข่มตาหลับได้ลงกับปัญหาแสนตึงเครียดในเวลานี้
นายหญิงของบ้านอยู่ในชุดนอนสีขาวตัวยาวนั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟากลางห้องรับแขก ในขณะผู้เป็นสามีอย่างหลิน เฟยหลงก็มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นกัน
“คุณคะ เราจะทำยังไงกันดี ส่งคนไปเจรจากับฝ่ายนู้นอีกครั้งดีไหม”
“ไม่มีประโยชน์หรอก ทำแบบนั้นก็เท่ากับส่งลูกน้องเราไปตาย เด็กคนนั้นหัวแข็งและไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น”
ชายวัยเกือบหกสิบปีพ่นลมหายใจยาว ตอบกลับภรรยาเสียงเบาหวิว
“แล้วคุณจะให้ฉันต้องทนมองดีแลนตายด้วยน้ำมือลูคัสจริง ๆ ใช่ไหม! ทั้ง ๆ ที่ลูกเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตายของลูน่า!”
“ผมจะไม่เป็นไรครับแม่ ไม่ต้องห่วง”
เสียงทุ้มแต่เด็ดเดี่ยวของลูกชายคนโตเอ่ยขัดเสียงตวาดของมารดาขึ้นมา ร่างสูงโปร่งยังคงอยู่ในชุดสูทตัดเย็บอย่างประณีต แม้มันจะมีรอยยับและเปียกชื้นจากเหตุปะทะก่อนหน้าก็ตาม ใบหน้าหล่อเหลาดุดันยังคงไม่แสดงอารมณ์อื่นใด แม้จะมีศัตรูจ้องเอาชีวิตเขาอยู่
ดีแลนเดินเข้ามาสมทบกับบิดามารดาอีกครั้ง หลังจากไปทำแผลบนศีรษะเรียบร้อย พลางทิ้งกายนั่งลงบนโซฟาเพื่อถกปัญหาในครั้งนี้ต่อ
“ผมได้จัดเตรียมลูกน้องให้กระจายรักษาความปลอดภัยรอบคฤหาสน์และทั้งคาสิโนแล้ว คุณแม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”
“แม่จะไม่ห่วงเลยถ้าไม่เกิดเรื่องแบบวันนี้!” หญิงวัยกลางคนแว้ดเสียงแหลมใส่ลูกชาย
คนเป็นแม่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยเมื่อได้ทราบข่าวว่าลูกชายถูกดักยิง และเธอก็คงไม่อาจสบายใจได้เมื่อปัญหายังไม่คลี่คลาย
“ครั้งหน้าผมจะระวังมากกว่านี้ และจะไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้มันโจมตีฝ่ายเดียวอีกแล้ว” น้ำเสียงที่เคยทุ้มลึกแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก สายตาคมเข้มคู่นั้นแข็งกร้าวขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้นายหญิงของบ้านวางใจ
“แกจะตอบโต้มันกลับเหรอดีแลน”
“ครับ...ถึงผมจะเป็นคนใจเย็น แต่ของแบบนี้มันก็มีขีดกำจัด”
ชายหนุ่มหันไปตอบบิดา สิ่งนั้นสร้างความหนักใจให้คนสูงวัยเป็นอย่างมาก
“พ่อล่ะไม่อยากให้เรื่องราวมันลุกลามไปมากกว่านี้เลย”
“ผมทราบดี ผมก็ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้...แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมันไม่ยอมหยุด เราก็คงอยู่เฉย ๆ เพื่อตั้งรับอย่างเดียวไม่ได้ มันควรรู้บ้างว่าการมาลองดีกับตระกูลหลินต้องเจออะไร”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบหลังจากสิ้นคำพูดของดีแลน แม้หลิน เฟยหลงจะยังเป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน แต่เขาก็ทยอยส่งมอบอำนาจให้ลูกชายตัดสินใจแล้ว
ชายวัยเกือบหกสิบปีระบายลมหายใจยาว นัยน์ตาสีดำที่เริ่มฝ้าฟางแต่ยังเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามจ้องตรงไปยังลูกชาย
“พ่อจะให้แกเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้แล้วกัน”
“ครับ พ่อวางใจเถอะ...ผมจะดูแลตระกูลของเราเอง”
หลิน เฟยหลงระบายยิ้มจาง ๆ ออกมากับคำมั่นสัญญาอันหนักแน่น แล้วคำพูดของมารดาก็สร้างความหนักใจให้พวกเขายิ่งกว่าเดิม
“แต่เรนนี่มีกำหนดกลับมาฮ่องกงเดือนหน้านะ ให้เธอกลับมาตอนนี้จะดีเหรอ”
“ไม่! ให้เรนนี่กลับมาตอนนี้ไม่ได้ เธออาจจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย”
“ลูกจะยอมเหรอคุณ คุณก็รู้...”
“คุณไปคุยกับลูกซะ ทำยังไงก็ได้ให้เธออยู่อเมริกาต่อ”
เสียงเข้มของนายใหญ่ตระกูลหลินเอ่ยกับภรรยา ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาเครียดจัดเมื่อพูดถึงลูกสาวที่เพิ่งเรียนจบและกำลังจะกลับบ้าน
หากเป็นสถานการณ์ปกติเขาคงรีบจองตั๋วให้เธอกลับบ้านเร็วที่สุด แต่มันไม่ใช่กับครั้งนี้
“ฉันจะลองคุย...ดีแลน ลูกเองก็ช่วยคุยกับน้องด้วยนะ”
“ครับ...ผมจะพยายาม”
ชายหนุ่มรับคำมารดานิ่ง ๆ แม้ในใจเขาจะรู้ดีว่าแม้จะหาข้ออ้างหว่านล้อมน้องสาวเช่นไรเธอก็คงไม่เปลี่ยนกำหนดการกลับประเทศแน่ ยิ่งเรนนี่ถูกส่งไปเรียนต่อยังต่างประเทศตั้งแต่เด็ก และมีโอกาสได้กลับฮ่องกงนับครั้งได้ หนนี้คงไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งให้เธอยอมอยู่ต่อที่นั่นได้อีกแล้ว
สมาชิกครอบครัวหลินนั่งจมอยู่กับความคิดตัวเองอีกสักพักใหญ่ ก่อนผู้เป็นบิดาจะพามารดากลับขึ้นไปพักผ่อนด้านบน ปล่อยลูกชายคนโตเตรียมวางแผนรับมือกับศัตรูและน้องสาวของตัวเองต่อไป
อีกด้าน
อาคารสามชั้นที่ตั้งอยู่ในเขตเกาะมาเก๊าถูกเปลี่ยนให้เป็นเลานจ์หรูขนาดใหญ่อัดแน่นไปด้วยลูกค้ากระเป๋าหนักแวะเวียนมาใช้บริการ โซฟานุ่มสั่งทำพิเศษมาโดยเฉพาะเลานจ์แห่งนี้ถูกตั้งล้อมโต๊ะหินอ่อนตัวยาวเอาไว้ ทุกอย่างถูกตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นทันสมัย ทั้งแสงไฟวิบวับทั่วเลานจ์หรือจะเป็นบีตหนัก ๆ ของดนตรีซึ่งช่วยเร้าอารมณ์ให้นักท่องเที่ยวสนุกสนานยิ่งขึ้น
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาชวนมองนั่งอยู่บนโซฟาสีดำขลับ ท่ามกลางกลุ่มหญิงสาวหน้าตาดีหลายคนพยายามส่งสายตาเย้ายวนให้เขา
“คุณลูคัส ธีน่าเติมเหล้าให้นะคะ”
“ไม่ต้อง! ฉันเติมให้เอง”
“แต่ฉันหยิบมาก่อนนะยะ!”
“คุณลูคัสคะ อยากทานอะไรอีกไหม เอมมี่จะสั่งเพิ่มให้ค่ะ”
เสียงอื้ออึงของสาว ๆ พยายามจะเรียกร้องความสนใจจากหนุ่มหล่อเพียงคนเดียวทำอารมณ์ที่กำลังเบิกบานของเขาค่อย ๆ ดิ่งลงไปเรื่อย ๆ
สายตาคมกริบสีดำสนิทตวัดมองพวกเธอเพียงแวบเดียว ก็ทำให้เสียงเจื้อยแจ้วเมื่อครู่เงียบสนิทได้ไม่ยาก
สันหลังของพวกสาว ๆ เย็นยะเยือก ขนในกายลุกชันกับรังสีอันตรายที่ถูกส่งออกมาจากชายหนุ่ม ได้แต่ก้มหน้านิ่งสงบปากสงบคำ จนหนุ่มเจ้าของชื่อเป็นผู้เอ่ยออกมา
“ใครจะชงก็ชง และเลิกโวยวายต่อหน้าฉันด้วย...มันน่ารำคาญ”
“ค่ะ ทราบแล้วค่ะ”
เม็ดเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาตามไรผมอย่างไม่ทราบสาเหตุ แม้อากาศภายในเลานจ์จะเย็นฉ่ำก็ตาม ทุกคนรู้ดีว่าลูคัสน่ะหล่ออันตรายแบบสุด ๆ แต่ใคร ๆ ก็อยากจะลองเล่นกับไฟสักครั้ง
แก้วเหล้าใบเตี้ยซึ่งถูกเติมเครื่องดื่มสีอำพันไว้ครึ่งถูกยื่นให้ชายหนุ่มอีกครั้ง ฝ่ามือหยาบคว้ามันมากระดกดื่มครั้งเดียวหมดราวกับสิ่งที่ดื่มเป็นแค่น้ำเปล่าไร้รสชาติ
สายตาน่ากลัวมองเหม่ออย่างไร้จุดหมาย พร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นยังมุมปาก แม้มันจะทำให้กลุ่มสาว ๆ เสียวสันหลังกันบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าลูคัสมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างมหาศาลจนพวกเธอพร้อมยอมถูกเปลวไฟของเขาแผดเผา
ท่ามกลางเสียงดนตรีดังกระหึ่มและผู้คนที่กำลังเมามายกับแอลกอฮอล์และเหล่าสาวสวย ร่างสันทัดอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามของชายคนหนึ่งก็เดินฝ่าความวุ่นวายตรงมายังโต๊ะของลูคัส
ชายหนุ่มเพียงแค่กระดิกขา เลิกคิ้วจ้องมองคนมาใหม่ เท่านั้นก็ทำให้สาว ๆ ในโต๊ะรวมถึงชายฉกรรจ์คนนั้นรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกได้แล้ว
“ว่าไง?”
“มันรอดไปได้ครับ คนของเรากลับมาได้สองคน ที่เหลือถูกพวกมันเก็บหมด”
“หึ งั้นมึงก็อย่าให้พวกไร้ความสามารถมีลมหายใจต่อ” คำสั่งแสนเลือดเย็นทำทุกคนที่ได้ยินเผลอกลั้นหายใจ
“ครับนาย”
ลูกน้องคนสนิทรับคำ แต่เขากลับยังคงยืนนิ่งไม่ไปไหนราวกับยังมีบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะพูด
“มีเรื่องอะไรอีก” เสียงแหบห้าวเอ่ยขึ้น
“ลูกน้องของเราได้รับรายงานมาครับ”
“ว่า?”
“คุณเรนนี่ ลูกสาวคนเล็กของตระกูลหลินใกล้จะกลับฮ่องกงมาแล้วครับ”
“หึ เรนนี่งั้นเหรอ...”
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อคิดถึงเจ้าของใบหน้าสวยหวานราวกับตุ๊กตา ที่เคยเจอเมื่อหลายเดือนก่อน แล้วความคิดร้ายกาจก็ผุดขึ้นมาในหัว เมื่อมีหมากอีกหนึ่งตัวให้เขาได้ใช้งานเพื่อแก้แค้นตระกูลหลินโผล่เข้ามาในกระดาน
นัยน์ตาเย็นยะเยือกจ้องตรงไปยังใบหน้าลูกน้อง พร้อมเอ่ยสั่งเสียงเหี้ยม
“สืบเที่ยวบินที่เธอจะกลับมาให้ได้...”
“ครับ”
“เพราะครั้งนี้...กูจะไปเอง”
