

บทที่ 2 ไล่ล่าสู่เงามืดของสุสานร้าง
บทที่ 2 ไล่ล่าสู่เงามืดของสุสานร้าง
“ตุ้ม!!”
ระหว่างที่วิ่งออกมาจากห้องทดลองนั้น ระเบิดเวลาที่เธอกดก็ทำงานทันที
ไป๋อวี้เจียวยกยิ้มที่มุมปากอย่างสะใจ...คิดจะเอาแย่งเอางานวิจัยของเธอไปเช่นนั้นรึ...ฝันไปเถอะ ในเมื่อพวกมันกะเล่นเธอถึงตายเช่นนี้เธอก็ไม่กังวลที่จะระเบิดงานทุกอย่างทิ้งให้หมด...ไม่ต้องมีใครได้มันไปทั้งนั้น!!..จากนั้นก็วิ่งพุ่งไปข้างหน้าทันที เพราะเสียงปืนนั้นดังตามมาติดๆ แล้ว
“ปัง!!”
“โอ้ยยย!!”
กระสุนที่พุ่งตามหลังมากระแทกเข้าที่แขนซ้ายของเธอ เลือดสาดกระจายทันที แต่ไป๋อวี้เจียวไม่มีเวลาหยุดพักเธอยังวิ่งต่อไป
ในความมืดของอุโมงค์ใต้ดิน ก้อนหินและโครงสร้างคอนกรีตเก่าๆ มีตะไคร่ขึ้นเขียวครึ้ม แสงไฟฉายจากมือถือส่องสว่างได้เพียงไม่กี่เมตร เสียงฝีเท้าและเสียงหัวใจเต้นโครมครามเป็นสัญญาณเดียวที่บ่งบอกว่าไป๋อวี้เจียวยังมีชีวิต
เธอหยุดหอบเล็กน้อย พยายามตั้งสมาธิระงับความเหนื่อย และตรวจสอบบาดแผลที่ตรงต้นแขนข้างซ้าย บาดแผลไม่ร้ายแรงนักเพราะกระสุนทะลุแขนของเธอไป แต่ก็ทำให้เธอสูญเสียเลือดพอสมควรเธอกัดฟันต่อความเจ็บเดินหน้าต่อ
ตึง! เสียงระเบิดประตูเหล็กห่างออกไปไม่ไกลนัก แรงกระแทกสะเทือนอุโมงค์จนฝุ่นลอยฟุ้ง เธอรู้ทันทีว่ามือสังหารเหล่านั้นตามมาถึงแล้ว และพวกมันไม่ธรรมดาแน่นอน อย่างน้อยต้องมีทีมเทคนิคมากประสบการณ์ เพราะการค้นหาทางลับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
“เธอต้องอยู่แถวนี้แน่ อย่าให้หนีไปได้!” เสียงหนึ่งตะโกนก้อง
สิ่งเดียวที่ไป๋อวี้เจียวคิดได้คือต้องหนีต่อไป เพราะสถานการณ์ตอนนี้เธอคนเดียวไม่อาจปะทะศัตรูจำนวนมากพร้อมอาวุธล้ำยุคได้เธอสาวเท้าไปตามเส้นทางแคบๆ ที่คดเคี้ยวลงใต้ดินลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง ประตูหิน ที่สลักลวดลายโบราณ ข้างฝาติดอักษรจีนเก่าแก่และภาพวาดลี้ลับซึ่งเคยถูกค้นพบว่าเป็นเครื่องหมายประจำราชสำนักโบราณเมื่อพันปีก่อน
'สุสานร้าง'แห่งนี้ ลือกันว่าเคยเป็นที่ฝังขุนนางชั้นสูงยุคราชวงศ์เก่า ทว่ากาลเวลาและสงครามได้ทำให้ข้อมูลต่างๆ สูญหายเกือบหมด ไม่มีใครรู้ว่าภายในมีอะไรบ้าง บางคนกล่าวขานว่ามีคำสาป บางคนว่าสมบัติ แต่สิ่งที่แน่ใจคือ มันเป็นเขตอันตรายที่ไม่ค่อยมีใครอยากย่างเท้าเข้าไป
ไป๋อวี้เจียวยิงสลักประตูหินโบราณออกและดึงด้วยแรงที่เหลืออยู่ แล้วกระชากตัวเปิดเข้าไป ภายในมืดสนิท มีเพียงเสาไฟฉายในมือของเธอเท่านั้นที่มอบแสงสว่างน้อยนิดทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงก็พัดเข้าจมูกจนเธอแทบไอ
“ที่นี่คงไม่เคยมีใครมาเป็นสิบๆ ปีแล้วแน่นอน”
เธอคิด แต่ไม่ทันไร เสียงฝีเท้ากระชั้นก็ใกล้เข้ามาเธอรีบหลบหลังเสาหินขนาดยักษ์พร้อมตั้งปืนไว้ในมุมพร้อมยิง
“ถ้าจวนตัวจริงๆ คงต้องเสี่ยงแลกชีวิต”
เธอพึมพำกับตัวเอง ดวงตายังคงมุ่งมั่นไม่หวั่นเกรง
“นายไปทางซ้าย ฉันไปทางขวา”
ศัตรูแบ่งกำลังกันค้นหา เสียงฝีเท้ากึกกักสะท้อนในโถงว่าง เป้าหมายของพวกมันคือตัวไป๋อวี้เจียวเท่านั้นเพราะว่าตอนนี้ ยาอายุวัฒนะนั้นได้ระเบิดเป็นผุยผงไปแล้ว แต่หากว่าจับตัวไป๋อวี้เจียวได้ พวกเขามั่นใจว่าองค์การสามารถที่จะรีดข้อมูลสูตรยาอายุวัฒนะจากเธอได้แน่นอน..และวิธีที่จะรีดความลับนั้นย่อมนำมาซึ่งความเจ็บปวดแน่นอน ใครเล่าจะทนความเจ็บปวดได้
“เปรี้ยง!”
เสียงปืนดังขึ้นจากด้านข้าง ไป๋อวี้เจียวตัดสินใจยิงโจมตีศัตรูที่ปรากฏตัวรุกเข้ามาก่อน พวกมันล้มลงคนหนึ่ง แต่ก็เหลืออีกหลายคนที่ยิงตอบโต้กระหน่ำ เธอจึงต้องกลิ้งหลบไปอีกฝั่ง แทบไม่มีเวลาคิด
“บัดซบ!”
เธอสบถเมื่อรู้สึกถึงกระสุนเลเซอร์เฉียดผ่านต้นขา โชคดีว่าไม่โดนเต็มๆ มิฉะนั้นอาจขาขาดไปแล้ว
ในความกดดันนั้น จู่ๆ พื้นหินใกล้เสาหลักอีกต้นก็เกิดรอยปริแตกขนาดใหญ่ ก่อนจะแยกตัวออก เผยให้เห็นช่องโหว่ลึกดำมืดเบื้องล่าง ราวกับเป็นบ่อเหวที่ไม่รู้ก้น
ไป๋อวี้เจียวตระหนักว่าหากเธออยู่ตรงนี้ต่อไป ก็มีแต่เสียกับเสีย เมื่อยิงสกัดศัตรูได้ไม่กี่นัด กระสุนของเธอก็ใกล้จะหมดแล้ว เธอเม้มปาก ก่อนตัดสินใจกระโจนหลบเข้าร่องแยกใต้พื้นโดยไม่ทันคิดชีวิตพร้อมกับกระสุนของมือสังหารที่ยิงเข้าที่หลังของเธอพอดี
"ปัง!"
“อ๊ากก!!”
“พรึบ!"
ร่างของเธอไถลลงมาตามทางลาดชันที่เต็มไปด้วยเศษหิน เธอทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากควานหาจุดยึดเกาะไปตามแรงตกที่รวดเร็ว ราวกับสไลด์ลงบนผิวลื่นๆ จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่โพรงห้องอีกห้องหนึ่ง
ร่างกายฟกช้ำถลอกตามแขนขา เลือดของเธอไหลเป็นทางยาว ความเจ็บจากกระสุนแล่นพล่านไปทั่ว เธอพยายามจะใช้มือกดเลือดที่ไหลออกมาจากรอยกระสุนและสูดลมหายใจลึกๆ พยายามฝืนลุกขึ้นยืน ไม่ทันไร เสียงแตกหักคล้ายเพดานพังดังขึ้นด้านบน เธอรู้ว่าศัตรูอาจไม่ตามมาทางนี้โดยตรง แต่อีกไม่นานก็คงหาทางลงมาได้สายตาของเธอมองไปรอบๆ พบว่าเป็นห้องโบราณที่เงียบสงัด มีแท่นบูชาหินตั้งอยู่กลางห้อง บนแท่นนั้นมีวัตถุรูปวงแหวนตั้งเด่นชัด ครอบด้วยฝุ่นและหยากไย่
เธอเดินเซเข้าไปใกล้แท่นนั้นอย่างระมัดระวังแววตาของเธอตอนนี้หม่นแสงแทบจะลืมไม่ขึ้นแล้วด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผล เธอค่อยลูบไปที่หน้าอกมีปากกาเล็กๆ ที่เป็นไฟฉาย มันแตกในตอนที่เธอตกลงมาแต่ก็ยังพอมีแสงเล็กน้อย แสงไฟจากไฟฉายปากกาในมือสั่นๆ ส่องไปทั่วและมันก็ให้เห็นว่านี่คือแหวนหยกสีเขียวหม่นๆ มีรอยแตกร้าวเป็นทางยาว เธอมองด้วยความสงสัย
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
แทบจะพร้อมกันนั้น เสียงไล่ล่าของศัตรูก็ดังมาจากห้องด้านบน เธอรู้ดีว่าตนเองบาดเจ็บหนักและกำลังจะหมดแรงลงทุกขณะ ขาของเธอหนักจนก้าวจะไม่ออกแล้ว เวลาเหลือไม่มากนัก
“หรือเราจะไม่รอดแล้ว?”
เธอคิด ใจหนึ่งก็อยากขัดขืนชะตากรรม แต่อีกใจก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวังเธอรู้สภาพของร่างกายของเธอดี เธอเดินได้เพียงสองก้าวก็เข่าก็ทรุดลงข้างหนึ่ง ไฟฉายปากกาที่อยู่ในมือกลิ้งไปไกลส่องแสงวับแวบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มันจะค่อยๆหรี่และค่อยๆ ดับลง ไป๋อวี้เจียวมองไปที่แสงไฟที่ใกล้ดับนั้นราวกับกำลังมองชีวิตของตัวเองที่ก็คงจะดับลงเช่นเดียวกับไฟดวงนั้น
ในห้วงสุดท้าย ของการดิ้นรนเธอเอื้อมมือขวาออกไปคว้าสิ่งใกล้ตัวเพียงเพื่อทรงตัวหรือเหนี่ยวรั้งไม่ให้ล้มลง … แต่มือที่เต็มไปด้วยเลือดของเธอกลับคว้าเข้าไปที่ แหวนหยกแตกร้าววงนั้นโดยบังเอิญ!
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสขอบแหวนหยกวงนั้น แรงดูดมหาศาล ราวกับวิญญาณกระหายเลือดก็พุ่งพรวดเข้าจู่โจมมือที่เปื้อนเลือดของเธอ เธอสะดุ้งเฮือก ส่งเสียงร้องสั้นๆ ขณะรู้สึกได้ว่า เลือดของเธอไหลพรูเข้าสู่รอยแตกร้าวของแหวนหยก
รอยแตกร้าวค่อยๆ เลือนหาย ดั่งอสูรร้ายที่ได้ลิ้มรสเลือดจนพึงพอใจ ประกายแสงสว่างวาบขึ้นอย่างน่าประหลาด ขณะที่สติของไป๋อวี้เจียวค่อยๆ ดับวูบลงทีละน้อย
เธอจำได้ลางๆ ว่าบนเพดานมีเงาของศัตรูปรากฏ ชายชุดเกราะดำกำลังจะกระโจนลงมา ทว่าเสียงในโสตประสาทของเธอเบาลงเรื่อยๆ … เธอไร้พละกำลังจะลุกขึ้นหรือต่อสู้
“ในที่สุด ก็ตามมาได้สินะ…”
ไม่คิดว่าความตายจะมาถึงรวดเร็วเช่นนี้ไป๋อวี้เจียวคิด
ก่อนที่ดวงตาจะค่อยๆ ปิดสนิท เธอกำแหวนหยกแตกร้าวซึ่งบัดนี้ไร้ร่องรอยร้าวใดๆ เริ่มเปล่งแสงสีมรกตงดงาม อาบร่างของเธอเอาไว้ ความเจ็บปวดในกายหายไป ราวกับมีลมเย็นปัดผ่านใบหน้าเบาๆ
และแล้วทุกสิ่งก็ดับวูบลงเธอไม่รับรู้อีกต่อไปว่ามีเสียงปืนต่อสู้กันไหม มีผู้คนเข้ามาหรือแม้แต่ร่างกายเธอยังอยู่ ณ ที่แห่งนี้หรือเปล่า …ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่าลงพร้อมกับลมหายใจของเธอที่หลุดลอย...
***
