บท
ตั้งค่า

สัญญา (1)

เด็กชายอนล เกียรติกรไกร วัยสิบสองปีกำลังเดินตามหาน้องสาวของเขา เด็กหญิงอิสรียา เกียรติกรไกร น้องสาวในวัยหกปี วันนี้เธอชวนเพื่อนผู้หญิงที่สนิทที่อยู่บ้านหลังถัดไปมาเล่นที่สวนดอกไม้ของแม่ เขารู้ว่าสถานที่ที่เด็กสองคนนี้ชอบไปเล่น คือ สวนดอกไม้ของแม่ ถึงแม้ว่าอนลจะหวงแหนสวนดอกไม้แห่งนี้ไว้เหมือนว่าเป็น Secret garden ของเขาก็ตาม แต่ถ้าสวนแห่งนี้จะชดเชยความสุขจากการสูญเสียมารดาให้น้องสาวตัวน้อยของเขาได้ เขายินดีที่จะยอมแบ่งปันให้คนที่น้องสาวของเขาสนิทสนมด้วย อนลเดินจนมาถึงจุดที่เด็กสาวสองคนเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกัน เสียงผลัดกันสวมบทบาทเป็นแม่ครัวกับลูกค้าที่มาสั่งอาหารของน้องสาวของเขากับ พิมพ์วดี เดชพิมล เด็กผู้หญิงหน้าหวานตากลมโตเหมือนตุ๊กตาที่มีผลหยักศกเป็นลอนแบบฝรั่ง อนลแอบตั้งชื่อให้พิมพ์วดีในใจว่า ‘บาร์บี้’

“พี่นลมาแล้ว เห็นไหมล่ะพิมพ์ พี่ชายของน้องรักษาสัญญาแล้ว พี่นลขา น้องกับพิมพ์จะเปิดร้านแล้ว พี่นลจะรับอะไรดีคะ” อิสรียาส่งยิ้มหวานอ้อนพี่ชายให้สวมบทบาทเป็นลูกค้าให้กับร้านขายหม้อข้าวหม้อแกงของเธอกับเพื่อน

“วันนี้แม่ครัวทำอะไรขายกันละ” อนลยอมสวมบทบาทเป็นลูกค้าเอาใจน้องสาวและเพื่อนผู้หญิงของน้องสาว

“มีข้าวต้ม แกงจืด ผัดผักค่ะ” อิสรียาและพิมพ์วดีหันมายิ้มและลงมือทำอาหารจากดอกไม้และใบไม้ ตักใส่จานของเล่นมาเสิร์ฟให้กับอนลที่นั่งเล่นเป็นลูกค้าเข้าร้านให้กับเด็กหญิงทั้งสองคน

เสียงเล่นตามบทของลูกค้าและแม่ครัวทั้งสองคนดังขึ้นอย่างร่าเริงทำให้สวนดอกไม้แห่งนี้คลายความโศกเศร้าจากการจากไปของเจ้าของตัวจริงของมันได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่เลิกเล่นบทบาทจำลองเป็นแม่ครัวกับลูกค้ากัน อนลเดินจูงมือน้องสาวเอาไว้ ส่วนมืออีกหนึ่งข้างของอิสรียาจับมือของพิมพ์วดีไว้อีกทอดหนึ่ง เด็กทั้งสามคนเดินเลาะจากสวนดอกไม้มายังทางเดินหินกรวดที่มีเงาของต้นไม้บังแดดเอาไว้ให้ ทางเดินนี้จะเชื่อมไปยังคฤหาสน์เกียรติกรไกรที่อยู่ลึกเข้ามาจากริมถนนใหญ่ ด้านหลังของคฤหาสน์เกียรติกรไกรเป็นที่ดินเรือกสวน แต่หากเดินออกไปที่ด้านหน้าปากซอยของคฤหาสน์เกียรติกรไกรก็จะพบกับถนนสุขุมวิทและตึกแถวที่เป็นอาคารสำนักงานเช่าของบ้านเกียรติกรไกรเช่นกัน

พิมพ์วดีได้ยินเสียงของลูกหมาร้องดังมาจากข้างทาง เธอปล่อยมือจากอิสรียาและเดินเข้าไปในพงหญ้าจนไปเห็นลูกหมาพันธุ์ผสมตัวเล็กสีน้ำตาลนอนโดนมดแดงกัดดูน่าเวทนา อนลตกใจที่พิมพ์วดีกล้าที่จะเดินเข้าไปในพงหญ้ารกสูงชันท่วมหัวของเธออย่างไม่เกรงกลัว เขาร้องตะโกนเตือนออกไปเสียงดัง

“หยุดยืนอยู่กับที่เลยนะ ยายเด็กบ้ารู้ไหมว่าเดินเข้าไปที่รกแบบนั้นมันอันตราย เกิดเจองูกัดเอาจะทำยังไง” อนลดุพิมพ์วดีเสียงดังจนเด็กน้อยวัยหกปีตกใจและเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น เขาเดินเข้าไปกระชากแขนของพิมพ์วดีที่ทำท่าจะอุ้มลูกหมาและบังคับให้เธอเดินกลับขึ้นมาบนทางเดินหินกรวดแต่โดยดี

“พิมพ์ขอโทษ พิมพ์ไม่ได้ตั้งใจแต่มีลูกหมาอยู่ตรงนี้หนึ่งตัว พี่นลช่วยดูมันหน่อยได้ไหมคะ” พิมพ์วดีร้องไห้ไปพูดไป อิสรียาสงสารเพื่อนสนิทของเธอ

“พี่นลขา น้องอยากเห็นลูกหมาได้ไหมคะ” อิสรียาร้องขอแทนเพื่อนสนิท

“เราเก็บลูกหมามาแล้ว แม่มันก็จะตามหาลูกของมัน ปล่อยเอาไว้ที่ตรงนี้แหละ” อนลอ้างแม่หมาที่ดูแล้วเจ้าลูกหมาตัวนี้คงโดนทิ้งเพราะตัวเล็กกว่าลูกหมาตัวอื่นเป็นแน่ และดูจากมดแดงที่กำลังกัดที่ผิวหนังของมันจำนวนมากแล้ว ท่าทางเจ้าลูกหมาคงจะไม่รอดพ้นคืนนี้เป็นแน่

“พิมพ์สงสารมันจังเลย แต่ถ้าเก็บมันมาแม่ของพิมพ์ต้องดุและพิมพ์ต้องโดนตีอีกแน่นอน” ตากลมโตมีน้ำตาคลอด้วยความสงสารลูกหมาตัวน้อย

“พี่นลขา...น้องอยากเลี้ยงหมาน้อยได้ไหมคะ น้องสงสารมัน มันคงโดนแม่หมาทิ้งแล้ว มันช่างเหมือนกับน้องเลย แม่ทิ้งน้องไปเหมือนกัน” อิสรียาเห็นเพื่อนสนิทร้องไห้ เธอเองก็นึกถึงตัวเองที่แม่ของเธอที่เพิ่งจากด้วยเหมือนกัน

“พี่นลยอมแพ้แล้ว พี่นลจะให้นายชุ่มพามันไปหาหมอให้ แต่เราสองคนอยากหาเรื่องเลี้ยงลูกหมากัน ที่นี่ก็ต้องช่วยกันรับผิดชอบดูแลด้วยเข้าใจไหม” อนลตัดสินใจยอมทำตามที่เด็กน้อยทั้งสองคนที่ใช้น้ำตาร้องขอให้เขาช่วยลูกหมาตัวนี้ เจ้าหมาน้อยสีน้ำตาลกลายเป็นหมาน้อยที่โชคดีที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แถมมันยังมีเจ้านายใหม่ทีเดียวสามคนในเวลาเดียวกัน และใครจะรู้ว่าเจ้าลูกหมาน้อยตัวนี้จะกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับพิมพ์วดีในเวลาต่อมา เธอตัดสินใจเรียนสัตวแพทย์ก็เพราะหมาน้อยตัวนี้เลยทีเดียว

……………….

“พิมพ์ดูเจ้าตาลมันขี้อ้อนมากเลยเน้อ มันเลียหน้าของน้องจนชุ่มไปด้วยน้ำลายเลย” เสียงหัวเราะร่าเริงของน้องสาวที่เล่นกับไอ้ตาลหมาตัวสีน้ำตาลที่เก็บมาเลี้ยงโดยน้องสาวกับเด็กหญิงพิมพ์วดีเพื่อนข้างบ้านต่างก็ช่วยกันดูแลกันตามคำสัญญาที่ให้เอาไว้กับอนลที่เดินออกมารอน้องสาวกับเพื่อนสนิทที่รถของบ่นเพื่อที่จะไปโรงเรียนตอนเช้าเหมือนเช่นทุกวัน

ไอ้ตาลลูกหมาตัวแดงที่โดนแม่หมาทิ้งเอาไว้ มันรู้จักว่าจะต้องอ้อนเจ้านายและทำให้เจ้านายมีความสุขเพื่ออนาคตที่อยู่รอดของมันเอง ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนเด็กหญิงอิสรียาและเด็กหญิงพิมพ์วดีจะชวนกันวิ่งมาให้อาหารไอ้ตาลก่อนที่เดินตามอนลขึ้นรถของบ้านเกียรติกรไกรไปโรงเรียนหญิงล้วนและชายล้วน

เด็กชายอนลเคยสงสัยว่าทำไมพ่อของเขาต้องให้เด็กหญิงพิมพ์วดีไปโรงเรียนพร้อมกันกับเขาและน้องทุกวัน ทำไมไม่ให้พ่อหรือแม่ของพิมพ์วดีไปส่งเด็กหญิงหน้าหวานเป็นตุ๊กตาบาร์บี้คนนี้ไปโรงเรียนเอาเอง แต่คำตอบของนายอาวุธ เกียรติกรไกร พ่อของเขาก็ทำให้อนลยอมรับที่จะให้เด็กหญิงพิมพ์วดีติดรถไปโรงเรียนได้ทุกวัน

“หนูพิมพ์เพิ่งเสียพ่อของเขาไป นลสงสารน้องหน่อยนะ อีกอย่างพิมพ์กับน้องก็หัวอกเดียวกันจะได้มีเพื่อนปลอบใจกัน แม่ของหนูพิมพ์เป็นเพื่อนสมัยเด็กของพ่อด้วย เราเป็นผู้ชายนึกเสียว่ามีหนูพิมพ์เป็นน้องสาวอีกคนแล้วกัน” คุณอาวุธบอกกับอนลในเช้าวันหยุดวันหนึ่งที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

คุณอาวุธไม่กล้าบอกกับลูกชายคนโตออกไปตรงๆ ว่า เขากำลังจะแต่งงานกับคุณสิรี เดชพิมล แม่ของเด็กหญิงพิมพ์วดีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เขากับคุณสิรีต่างก็เคยเป็นคนรักกันมาก่อนสมัยวัยรุ่น เพียงแต่ว่าบ้านของคุณสิรีที่อยู่ข้างคฤหาสน์เกียรติกรไกรนั้นเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง คุณอาวุธและคุณสิรีจึงต้องเลิกรากันไป ตัวของคุณอาวุธจึงมาแต่งงานกับคุณอรทัย แม่ของอนลและอิสรียาที่มีฐานะและหน้าตาในสังคมที่ทัดเทียมกัน แต่โชคร้ายเกิดขึ้น ภรรยาที่คุณอาวุธนั้นแต่งงานตามคำสั่งของผู้ใหญ่ของบ้านนั้นกับป่วยด้วยโรคมะเร็งและจากไปเมื่อสองปีก่อน

คุณสิรี เดชพิมล ที่เลิกรากันไปกับคุณอาวุธในครั้งที่เป็นวัยรุ่นนั้นกับใช้ความผิดหวังผลักดันชีวิตตัวเองและแต่งงานไปกับสามีชาวต่างชาติ แต่ก็โชคร้ายสามีของเธอกับประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เธอจึงหอบลูกสาวคนเดียวและสมบัติที่สามียกเอาไว้ให้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ประเทศไทยที่บ้านสวนที่เป็นมรดกที่พ่อแม่เหลือทิ้งไว้ให้ก่อนตาย และได้ตกหลุมรักกับคุณอาวุธอีกครั้งหนึ่ง

“พิมพ์วิ่งเร็วๆ เราสายกันแล้ว เดี๋ยวพี่นลดุเอา ป่านนี้พี่นลมารอที่รถแล้วแน่เลย” อิสรียาชวนให้พิมพ์วดีเพื่อนสนิทออกตัววิ่งกันไปที่รถ

ด้วยความที่อิสรียาเป็นเด็กร่างบางกว่าพิมพ์วดีที่ติดจะเจ้าเนื้อมากกว่าตามแบบเด็กลูกครึ่ง อิสรียาจึงวิ่งได้เร็วกว่าพิมพ์วดี อนลที่ยืนรอเด็กผู้หญิงทั้งสองคนด้วยสายตาตำหนิที่มองได้แต่ไกลทำให้พิมพ์วดีเปลี่ยนจากท่าวิ่งดีกลายเป็นกลิ้งหกล้มไปคลุกกับพื้นทางเดินหินกรวด อิสรียาที่วิ่งนำไปก่อนเห็นเพื่อนหกล้มร้องไห้ก็เริ่มเป็นห่วงเพื่อนและร้องไห้ตามไปด้วย อนลในฐานะคนที่เกิดก่อนอายุมากกว่าก็เดินมาดูแผลของพิมพ์วดี

“แค่แผลถลอก หกล้มเองก็ต้องหัดลุกขึ้นเองเข้าใจไหม” เด็กชายอนลดุเด็กหญิงพิมพ์วดีเสียงเข้มยิ่งทำให้เด็กน้อยพยายามกั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ เธอกลัวพี่ชายของเพื่อนสนิทคนนี้ที่ดุอย่างกับเสือเลยทีเดียว

“พิมพ์ไม่ร้องไห้แล้ว พี่นลอย่าดุพิมพ์ พิมพ์กลัว” เสียงบอกอย่างคนตัวเล็กที่กลัวคนตัวโตกว่าบอกอย่างสะอึกสะอื้น น้ำตายังไหลคลอเบ้าออกมาจากตากลมโต

“ไม่ร้องไห้ทำไมมีน้ำตาลไหลออกมาอีกละ แล้วจะนั่งกลับพื้นอีกนานไหม จะไปโรงเรียนสายแล้วนะ ยายน้อง...เราวิ่งไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลไปรอที่รถนะ” อนลให้ไปสั่งน้องสาวของเขาให้ไปหยิบอุปกรณ์ปฐมพยาบาลและให้ไปรอที่รถก่อน เด็กหญิงพิมพ์วดีพยายามลุกขึ้นแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันใจคนตัวโตที่อายุเยอะกว่าเสียเลย

“เอาละฉันกลัวไปโรงเรียนสาย ฉันให้เธอขี่คอก็แล้วกัน” อนลย่อตัวลงให้พิมพ์วดีได้ใช้สองแขนเกาะไปที่คอของเขา พิมพ์วดีรู้สึกว่าพี่ชายของเพื่อนสนิทคนนี้เป็นคนดุแต่ก็ใจดี

“พี่นล...พิมพ์ขอโทษที่ไม่ระวังทำให้ไปโรงเรียนสายเลย ขอโทษนะคะ” พิมพ์วดีเอ่ยปากขอโทษอนลเบาๆ

“ช่างเถอะ...เดี๋ยวขึ้นรถไปค่อยดูแผลให้ก็แล้วกัน เราก็ต้องหัดระวังให้มากกว่านี้หน่อย” อนลวางตัวของพิมพ์วดีที่เบาะหลังและเขาก็เริ่มทำแผลให้เด็กหญิงพิมพ์วดี

วันนั้นเป็นวันแรกที่อนลยอมไปโรงเรียนสาย แต่สำหรับเด็กหญิงพิมพ์วดีนั้นรู้สึกว่าพี่ชายของเพื่อนสนิทเป็น ‘ฮีโร่ในดวงใจ’ ของเธอไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

…………………….

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel