ตอนที่ 2 นักวิ่ง
พระอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบตึกให้เห็นแค่แสงอ่อนๆ ในตอนเช้าของวันทำงาน บนถนนขาออกจากหมู่บ้านหรู รถคันงามราคาแพงที่เคลื่อนออกไล่ตามกันไปตามท้องถนนจนหนาตา และจะเริ่มบางตาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เป็นภาพที่มีให้เห็นอยู่เป็นประจำในทุกเช้า
มุกดาสาวเท้าวิ่งสุดกำลังบนฟุตบาทแข่งกับรถเก๋งคันงามหลายคันบนท้องถนนที่วิ่งแซงหน้าผ่านไป บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมรอบตัวตอนนี้ไม่มีผลใด ๆ กับเธอเลยแม้แต่น้อย เป้าหมายของหญิงสาวตอนนี้คือป้ายรถเมล์
หลังจากปล่อยสปีดเกียร์หมาจนสุดกำลังแต่ได้แค่ครึ่งทางเท่านั้นก็ต้องหยุดพัก มือค้ำเข่าทั้งสองข้างหายใจหอบจนตัวโยน ใบหน้าผุดผ่องตอนนี้เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ถึงแม้แสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้าจะทำให้บรรยากาศสดชื่น แต่สำหรับนักวิ่งจำเป็นตอนนี้พวงแก้มเป็นสีระเรื่อแล้วจากการวิ่ง
“จะทันไหมเนี่ย”
เธอพูดคนเดียว หลังจากวันนี้ที่ออกไปตลาดสดตั้งแต่เช้ามืดกับขนุน ซื้อผักและวัตถุดิบให้ป้ายวนใจกว่าจะเสร็จก็สายเสียแล้ว แถมมอเตอร์ไซค์ที่ขนุนจะขับออกมาส่งที่หน้าหมู่บ้านก็ดันมาเสียตอนถึงหน้าบ้านพอดิบพอดี หากไม่ทันรถเมล์รอบนี้ก็คงต้องรออีกหลายนาทีนั่นคือเธอจะเข้าทำงานสาย และแน่นอนว่ามีผลต่อการฝึกงานของเธอ
ครั้นจะนั่งแท็กซี่ก็เกรงว่าเงินที่ขนุนให้ยืมมาจะร่อยหรอลงไป หากไม่ประหยัดคงไม่ถึงสิ้นเดือนเป็นแน่ ถึงแม้เธอจะมีข้าวกินฟรีที่บ้านและไม่ต้องแบกภาระเรื่องค่าเช่า แต่ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าเดินทางก็ยังคงจำเป็นอยู่
ระยะทางจากบ้านออกมาหน้าปากซอยซึ่งไม่มีวินมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านแม้สักคัน ก็แน่ล่ะที่นี่คือหมู่บ้านของคนรวยนี่นาเธอคิดในใจ ก่อนกอบโกยอากาศเข้าเต็มปอดและออกวิ่งอีกหนึ่งอึดใจก็จะถึงป้ายรถเมล์แล้ว
ภูวดลหรี่ตามมองภาพข้างหน้าผ่านแว่นกันแดดสีชา เผลอคิดตามหญิงสาวที่เขาไม่รู้จักว่ากว่าจะถึงปากทางถนนใหญ่หล่อนต้องอึดขนาดไหน ก่อนที่รถจะเคลื่อนเข้าใกล้และชะลอความเร็วลงเพื่อมองหน้านักวิ่งสาวก่อนขับเลยออกไป
ห้องประชุมสำนักงานอัครเทพ
ภูวดลตรวจเอกสารงบประมาณประจำปีด้วยใบหน้าเคร่งเครียดและเรียกประชุมด่วนแผนกบัญชีและการเงิน พนักงานทั้งเก่าและใหม่นั่งหน้าสลอนอยู่ในห้องประชุมท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะกดดัน
มุกดานั่งมองเจ้านายหนุ่มที่เธอเจอเขาเป็นครั้งที่สอง มองรูปร่างสมส่วน ท่วงท่าที่สง่างามแต่ยังคงเคร่งขรึมและจริงจัง วันนี้ได้เห็นหน้าเขาในมุมใกล้แล้ว
“หล่อละมุน” เธอคิดในใจ
ภูวดลกวาดสายตามองพนักงานตรงหน้า และหยุดอยู่ที่เจ้าของใบหน้านักวิ่งที่เขาขับผ่านไปเมื่อตอนเช้า ขณะที่พูดนโยบายและประเด็นปัญหาเรื่องการบริหารการเงินในวันนี้
ยวนใจกำลังลงมือทำกับข้าวอย่างขะมักเขม้น ส่วนสองสาวมุกดาและขนุนก็สาละวนกับการจัดเตรียมสำรับอาหารมื้อเย็นสำหรับเจ้านายอย่างอารมณ์ดี เสียงหัวเราะของสองแจ๋วหยุดลงทันทีที่หน้าเจ้านายหนุ่มโผล่เข้าไปในห้องครัว พร้อมกับที่ภูวดลขมวดคิ้วเมื่อเห็นหน้าคนที่กำลังจัดสำรับอาหารอยู่
ยัยนักวิ่งคนนั้นนี่นา เมื่อเช้าเจอที่ข้างถนน กลางวันเจอที่บริษัท ตอนเย็นมาเจอที่บ้าน ยังคงความงงงวยให้กับชายหนุ่มไม่น้อย แต่ไม่ได้มีคำถามใด ๆ ออกจากปากสักคำ
“เอาเครื่องดื่มไปให้ฉันที่ห้องรับแขก”
“แล้วก็เตรียมอาหารว่างหรือผลไม้ก็ได้จะมีแขกคุณพ่อมาสองคน”
“ค่ะคุณดล” ขนุนค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการตอบรับ
ตวัดสายตามองคนไม่คุ้นหน้าที่กำลังยกมือไหว้เขาโดยอัตโนมัติ ก่อนพยักหน้ารับไหว้และผละออกไป
สองสาวยกเครื่องดื่มและอาหารว่างตามคำสั่งตรงไปที่ห้องรับแขก วางทุกอย่างเสร็จสรรพและเดินกลับมาที่ห้องครัว
“ใครเหรอครับพ่อ?” ถามหลังจากหญิงสาวเดินพ้นออกไป
“ผมเจอเธอที่บริษัทด้วย”
“อ๋อ หลานยวนใจน่ะเพิ่งเรียนจบมาหางานทำ พ่อก็เลยให้ไปฝึกงานที่บริษัท” พยักหน้ารับทราบ
ไม่นานแขกคุณท่านก็มาถึง เกรียงเดชและลลิตาสองพ่อลูกนั่นเอง
“สวัสดีค่ะคุณลุง”
“สวัสดีค่ะดล”
สาวสวยลลิตายกมือไหว้ผู้อาวุโสเจ้าของบ้านและส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม
“สวัสดีครับอาเดช”
ชายหนุ่มทักทายแขกผู้มาเยือนยกมือไหว้ตามมารยาท ทักทายกันด้วยความคุ้นเคยพูดคุยสักพักก่อนที่ลลิตาจะเอ่ยขึ้น
“วันนี้ลิต้ามีของมาฝากด้วยนะคะรบกวนให้แม่บ้านช่วยยกหน่อยได้ไหมคะอยู่ที่หลังรถ”
“ไม่เห็นต้องลำบากเลยคนกันเองทั้งนั้น”
ภูวนาถเอ่ยอย่างอารมณ์ดีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ได้หรอกค่ะ คุณพ่อตั้งใจมากว่าต้องเอามาฝากคุณลุงนาถให้ได้ค่ะ” หญิงอ่อนวัยโต้ตอบด้วยรอยยิ้ม
ชายสูงวัยเจ้าของบ้านมองเข้าไปในห้องครัวส่งเสียงบอกผู้ที่อยู่ด้านใน
“เด็ก ๆ ช่วยขนของหน่อย”
สิ้นเสียงสองสาวในห้องครัวก็เดินออกมาทันทีโดยมีลลิตาเดินนำหน้าไปที่รถของเธอ และกลับมาพร้อมกับของในมือที่ถือพะรุงพะรังและวางลงตรงหน้าสมาชิกในห้องรับแขก
ลลิตานั่งลงที่โซฟาหลังจากวางของฝากพร้อมรอยยิ้มสดใสพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อยที่สายตาปะทะเข้ากับสาวใช้ที่เธอไม่คุ้นหน้าทั้งที่เพิ่งเดินไปด้วยกันแต่เธอยังไม่ทันได้สังเกต
ใบหน้าผุดผ่องแก้มป่องแลดูน่ารัก ดวงตากลมโต ริมฝีปากอวบอิ่ม ผมยาวที่รวบมัดอย่างเรียบง่าย ใบหน้าปราศจากเครื่องสำอางแต่งเติมใด ๆ แต่แลดูสะอาดสะอ้านชวนมอง ขณะที่มุกดาและขนุนเธอกำลังสาละวนกับการจัดวางของฝากจากแขกให้เป็นระเบียบเพราะลลิตาอยากโชว์ว่าเธอขนอะไรมาฝากบ้าง
ลิตาจะตวัดสายตาขึ้นมองภูวดลที่ตอนนี้สายตาของเขาจับจ้องอยู่กับหญิงสาวคนเดียวกันกับเธอ พลันความคิดบางอย่างในใจก็ผุดขึ้นจนแววตากระตุกวูบชั่วขณะ และซ่อนความไม่พอใจนั้นกดลงไปข้างใน
บทสนทนาของแขกในวันนี้เหมือนจะเป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไป และนำของฝากมาเยี่ยมเยียนกันเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วเกรียงเดชตั้งใจมาพูดคุยกับภูวนาถเรื่องการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการระหว่างภูวดลกับลลิตา
มุกดาและขนุนที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ คอยบริการเจ้านายได้ยินบทสนทนาทั้งหมด ก่อนทีหญิงสาวจะถูกป้ายวนใจเรียกให้เข้าไปช่วยในครัว
สองผู้สูงอายุปลีกตัวออกไปนั่งคุยที่ศาลาริมสระน้ำในสวน ปล่อยให้หนุ่มสาวนั่งอยู่กันตามลำพัง
“เด็กในบ้านดลคนที่ผมยาวเมื่อครู่ ลิต้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยเพิ่งมาใหม่เหรอคะ?”
“อือ” คำตอบสั้นๆ ใบหน้ายังคงจับจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์
“มาได้ยังไงเหรอคะใครแนะนำมา?”
ปกติหล่อนจะสนใจเรื่องแบบนี้เสียที่ไหนกัน หากเป็นคนที่อยู่ต่างระดับกับหล่อนด้วยแล้ว ทำไมภูวดลจะมองไม่ออก
“หลานป้ายวน” ตอบไม่มองหน้าคนถาม
“แล้ว…”
“คุณสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ?” พร้อมมองหน้าแบบเดาอารมณ์ผู้พูดไม่ออก
“ลิต้าก็แค่ถามเฉย ๆ ค่ะ” และแค่นั้นหัวข้อการสนทนาก็สิ้นสุดลง
หลังอาหารมือเย็นที่แขกกลับไปแล้วสองพ่อลูกภูวนาถและภูวดลที่นั่งสนทนาต่อในห้องนั้น
“ยังไงเสียเกรียงเดชเขาก็เคยช่วยพ่อในตอนที่พ่อลำบาก”
ภูวนาถเอ่ยขึ้นเมื่อรับรู้ถึงความไม่สบอารมณ์ของผู้เป็นลูก
“แต่มันไม่เกี่ยวกันที่ต้องให้ผมแต่งงานกับลิต้า”
“ยังไงพ่อก็ขอให้แกเก็บไปคิดดูอีกทีก็แล้วกัน แล้วค่อยให้คำตอบพ่อ”
“ถามกี่ครั้งผมก็ยังตอบเหมือนเดิมคุณพ่อเลิกล้มความตั้งใจนี้ไปเถอะครับ”
“มันหมดสมัยแล้วที่ต้องแต่งงานกันเพราะธุรกิจหรือคลุมถุงชน”
“ถ้าอยากแต่งคุณพ่อก็แต่งเอง”
“คุณพ่อก็โสดนี่ครับ” เขาประชดประชัน
“ไอ้นี่นิ…แกนี่มัน…เฮ้อ”
ภูวนาถที่เริ่มอ่อนใจกับการเกลี้ยกล่อมผู้เป็นลูกกับเรื่องเดิม ๆ
“แต่พ่อก็เห็นแกไปมาหาสู่กับลิต้ามานานแล้วนี่นา แกก็ควรจะให้เกียรติผู้หญิงเขาบ้าง”
“แต่มันคนละเรื่องกับการแต่งงานครับ ผมเองก็ไม่เคยบังคับอะไรลิต้า และก็ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสเธอหากเจอใครที่ดีผมก็ยินดีด้วย”
“ผมยังไม่อยากแต่งงานแล้วก็ไม่อยากหมั้นด้วย” เขาพูดตัดบท
หมดปัญญาจะเร้าหรือคงต้องปล่อยเลยตามเลยเสียแล้วกับคนหนุ่มสาวสมัยนี้ พร้อมส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย
มุกดาลุกขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ตั้งแต่เช้ามืดอย่างมีความสุขในเช้าวันหยุดที่ไม่ต้องไปทำงาน และเป็นวันเริ่มต้นเดือนใหม่ที่แสนจะสดใสสำหรับเธอ สิ่งที่ทำให้ใบหน้าอิ่มเอิบยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีในวันนี้ คือเงินเดือนก้อนแรกของเธอและนัดแนะกับขนุนจะไปเดินเล่นที่ตลาดใกล้บ้านด้วยกัน
แต่ต้องล้มเลิกความตั้งใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า คือยวนใจผู้เป็นป้าที่นั่งร้องไห้จนตาบวมแดงอยู่ในครัว
“ป้ายวนมีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ร้องไห้ทำไม?”
เธอถามด้วยความห่วงใย ปัญหาเดียวที่สร้างน้ำตาให้กับยวนใจได้คือวันชัยลูกรักของนาง ที่ตอนนี้โดยตำรวจจับเข้าห้องขังเป็นที่เรียบร้อย และนางเพิ่งวางสายไปเมื่อสักครู่หลังจากวันชัยไหว้วานให้คนรู้จักโทรบอกผู้เป็นแม่
ข้อหาลักทรัพย์และมียาเสพติดไว้ในครอบครอง และแน่นอนว่าเธอต้องเตรียมเงินสำหรับประกันตัวลูกชายออกจากห้องขัง มุกดาได้แต่ถอนหายใจกับกรรมของป้ายวนใจที่ไม่มีวันจบสิ้นจริง ๆ กับเรื่องนี้ แต่เธอก็คงทำได้แค่ปลอบโยนเท่านั้น
“ไว้วันหลังก็แล้วกันนะขนุน” หันหน้ามามองคู่ซี้อย่างผิดหวังพร้อมดวงตาละห้อยของอีกฝ่าย
“เฮ้อ…”
เสียงถอนหายใจพร้อมกันของสองสาว พร้อมกับคำไหว้วานจากผู้เป็นป้าที่ขอให้เธอไปดูแลภูวนาถที่ไม่สบายแทนนาง
ยวนใจพยายามสุดความสามารถที่จะให้คุณท่านซึ่งไม่มีภรรยาข้างกาย ชายตามองหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหลานสาวแค่ในนามของหล่อนเท่านั้น หากคุณท่านเมตตามุกดาในความคิดที่แสนจะโง่เขลาของยวนใจคือหล่อนก็จะพลอยสบายไปด้วย และในตอนนี้หล่อนต้องการเงินก้อนที่จะนำไปไถ่ตัววันชัยและเฝ้าคิดหาหนทางอยู่ในหัว
หลังจากเที่ยวหยิบยืมญาติพี่น้องไปก็บ่อยครั้งและยังไม่ได้ใช้คืนเลยสักครั้ง ครั้นจะขอยืมอีกก็ไม่มีใครรับสายจากเธอเลยสักราย
และชายสูงอายุที่ผ่านโลกมาค่อนชีวิตที่ชาญฉลาดอย่างภูวนาถมีหรือจะมองไม่ออก หากแต่เขาไม่ใช่โคแก่ที่ชอบกินหญ้าอ่อน โดยเฉพาะเด็กสาวที่ไม่ประสีประสาและยังเป็นเด็กในบ้านอีกต่างหาก ในสายตาของเขาที่มองมุกดาเป็นเพียงเด็กใสซื่อที่ใฝ่ดีและเขาคิดว่ามองเธอไม่ผิดอย่างแน่นอน
“ยวนใจพาเด็ก ๆ ทำความสะอาดเตรียมห้องไว้ให้เรียบร้อยด้วยนะ”
ภูวนาถสั่งการเรื่องที่ภูวไนยลูกชายคนโตและครอบครัวจะกลับจากต่างประเทศ เพื่อฉลองวันเกิดที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยอยากให้เป็นความอบอุ่นภายในครอบครัวเล็ก ๆ เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
“คุณไนยจะมาวันไหนเหรอคะคุณท่าน?”
“อีกสองวัน”
“ได้ค่ะคุณท่าน”
