ตอนที่5(เบื้องหลังของซูเปอร์สตาร์)
พรึบ
ตุ๊บ
“โอ้ย!”ฉันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดที่ฉันมัวแต่วิ่งแล้วก็วิ่งจนฉันมาชนเข้ากับใครสักคนที่มีรูปร่างอ้วนท้วนใหญ่โตจนร่างของฉันที่ตัวเล็กเหมือนหมากระเป๋ากระเด็นล้มก้นกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง แผลเมื่อคืนก็ยังไม่หายดี ดีนะที่ไม่ได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกนะ
“ชนแล้วยังไม่ขอโทษอีก!”ฉันโวยขึ้นอย่างไม่พอใจกับการปวดก้นของฉันในตอนนี้
“มะไม่ต้องขอโทษก็ได้ค่ะ…ฉันโง่เองที่ชนคุณพี่…”ฉันว่าเสียงอ่อนลงทันทีที่เจอเข้ากับใบหน้าบึ้งตึงอย่างไม่พอใจของชายใส่ชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ที่จับจ้องฉันตาเขม่นอยู่ในตอนนี้ เกือบแล้วไหมล่ะ เกือบซวยแล้วเชียว
พรึบ
“เอ่อ…คะคุณพี่จับน้องทำไมคะ?”ฉันถามเสียงสั่นเครือไปอย่างหวาดกลัวที่อยู่ๆชายชุดดำร่างใหญนี้ก็คว้าข้อมือของฉันไปจับไว้อย่างไว
“มีคนอยากเจอ…”เสียงเรียบๆเอ่ยออกมาจากปากของชายชุดดำร่างใหญ่ทำให้ฉันถึงกับหน้าเหวอทันที ฉันเคยไปรู้จักกับพวกคนหน้าตาน่ากลัวแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
พรึบ
“โอ้ย!”ฉันร้องออกมาเสียงดังกับแรงกระชากร่างของฉันให้ลุกขึ้นยืน ข้อมือฉันแทบหักแหนะ เจ็บก็เจ็บแต่กลัวตายมากกว่า
“ขึ้นรถ!”
“คะค่ะๆๆ”ฉันตอบเสียงสั่นอย่างกล้าๆกลัวๆแต่ก็ต้องยอมเดินขึ้นรถตู้คันสีดำที่เงาวับพร้อมกับจับข้อมือที่เป็นรอยแดงของตัวเองไปด้วย มันเจ็บจริงๆนะ
พรึบ
ฉันขึ้นมานั่งบนรถด้านในสุดและมีชายชุดดำร่างยักษ์นั่งประกบข้างหน้าประตูทางออกทำให้ฉันหมดหนทางที่จะหนีแล้ว
พรึบ
“เดี๋ยวถึงแล้วจะคืนให้!”
“ค่ะ…”ฉันตอบเสียงแห้งไปในขณะที่โดนชายร่างใหญ่แย่งกระเป๋าเป้ไปจากฉัน ในนั้นมีโทรศัพท์ของฉันที่หน้าจอแตกและแมคบุ๊คไอแพดและโทรศัพท์ของไดร์ฟอยู่ด้วย เลยทำให้ฉันหมดหนทางที่จะคิดหนีแล้ว ฉันจึงเปลี่ยนมานั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวมองตรงไปด้านหน้าเพื่อสำรวจเส้นทางแทนว่าพวกเขาจะพาฉันไปไหนกัน
จะพาฉันไปเรียกค่าไถ่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะดูจากการแต่งตัวที่ยาจกตามสไตล์ของฉันก็น่าจะรู้นะ เพราะงั้นตัดข้อนี้ออกเลย และมันคืออะไรกันแหละ ต้นเหตุของการจับตัวฉันมาในครั้งนี้นะ
กระจกด้านข้างของฉันไม่สามารถมองเห็นภายนอกได้เพราะถูกม่านสีทองบดบังอยู่ บนรถคันนี้มีชายชุดดำสองคนรวมคนที่ฉันวิ่งชนเขาด้วย คนขับอีกหนึ่งคนและฉันอีกหนึ่งรวมเป็นสี่คนแค่นั้น แต่ตัวฉันเล็กกระจิดริดแบบนี้จะเอาอะไรไปสู้พวกเขาล่ะ
พรึบ
“ลงมา…”
“ค่ะ…”ฉันตอบเสียงสั่นทำหน้าแหยๆให้เขาก่อนจะเดินลงมาจากรถตามคำสั่งของชายชุดดำและมองสำรวจไปรอบๆบ้านหลังใหญ่โตนี้ ที่มีเนื้อที่มากพอสมควรมีรั้วรอบขอบชิดมีสนามหญ้ามีลานวิ่งออกกำลังกายด้วยแฮะ เจ้าของบ้านคงจะรวยมากแน่ๆ
หรือว่า พวกเขาจะจับตัวฉันให้มาเป็นนางบำเรอให้มาเฟีย??!!
“เดินเข้าไป…”
“ค่ะ….”ฉันจึงต้องเลิกมองสิ่งรอบๆตัวและจำใจเดินไปยังด้านหน้าตามคำสั่งของชายชุดดำร่างใหญ่ที่เดินตามหลังฉันมา โดยเดินตามหลังชายชุดดำที่มีรูปร่างเล็กที่มุ่งหน้าเดินเข้าไปยังบ้านชั้นเดียวแห่งนี้แต่มองกว้างขวางมากนะ
พรึบ
“นั่งลงสิ….”
“ค่ะ…”ฉันตอบชายกลางคนที่แต่งตัวดูภูมิฐานไปก่อนจะนั่งลงบนโซฟาตัวนุ่มนิ่มที่ตั้งอยู่ใจกลางของห้องน่าจะเป็นห้องรับแขกนะฉันว่า
“เมื่อคืน….ไดร์ฟกับเธอ…กอดกันใช่ไหม?”ชายวัยกลางคนเอ่ยเปิดประเด็น ฉันมองเขาไม่ค่อยมีพิษมีภัยจึงตอบเขาไปตามความจริง เพราะมองไปรอบๆบ้านหลังนี้ก็มีแต่รูปของถ่ายของไดร์ฟติดเต็มทั่วทุกบริเวณเลยนะ
แอบเสียดายจัง ที่ไม่ได้โดนจับมาเป็นนางบำเรอให้มาเฟียน่ะ ไม่สิ!!ฉันต้องโล่งใจต่างหากล่ะถึงจะถูก!!
“ค่ะ…”
“เธอ….เป็นแฟนคลับเขาใช่ไหม?”เขาถามฉันพลางมองสำรวจการแต่งกายของฉัน ที่แสนจะบ้านนอกๆก็ฉันชอบแบบนี้ กางเกงขาสั้นและเสื้อยืดมันใส่สบายดี
“หนู…ไม่ได้เป็นแฟนคลับเขาค่ะ…บังเอิญว่าเขาวิ่งชนหนู…และทำให้โทรศัพท์ของหนูพังหนูเลยวิ่งตามเขาเพื่อจะให้เขารับผิดชอบนะคะ”
“แต่หนูเห็นเขามีท่าทางแปลกๆ”
“ท่าทางแปลกๆ?”ชายคนนั้นว่าอย่างทวนคำพูดของฉันอย่างสงสัย ฉันก็มองหน้าเขาอย่างจริงจัง
“ค่ะ…หนูเคยศึกษาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าเพื่อจะเอามาเขียนนิยาย…และหนูเห็นว่าเขามีอาการแบบนั้น…”
“เธอก็เลยกอดเขา?”ชายคนนั้นว่าอย่างพอเดาเรื่องราวได้
“ค่ะ….”
“เธอคงจะไม่ได้ชอบเขาใช่ไหม?”
“ค่ะ…หนูมีแฟนอยู่แล้วค่ะ…”
“งั้นก็ดี…ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องเธอ….”
“ช่วยทำให้เขาหายจากการเป็นโรคซึมเศร้าทีเถอะนะ…”
“ช่วยเขาด้วย….”
“ค่ะ….แต่หนูก็ไม่มั่นใจว่าหนูจะช่วยเขาได้ไหม…เพราะหนูไม่ใช่หมอที่รักษาเฉพาะทาง…”
“หนูคิดว่าคุณควรจะพาไดร์ฟไปพบจิตแพทย์นะคะ…”ฉันเอ่ยอย่างแนะนำ ชายคนนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยท่าทางเคร่งเครียด แววตาของเขาสั่นไหวสื่อว่าเขาเป็นห่วงไดร์ฟจริงๆ
“ฉันก็อยากพาไป…แต่ทางเจ้าของค่ายเขาไม่ยินยอม…”
“เขาจะรอให้ไดร์ฟตายก่อนอย่างงั้นเหรอคะ?”ฉันว่าเสียงแข็งตอกกลับไป
“ไดร์ฟเป็นถึงเลเวลที่สี่แล้วนะคะ…เขาคิดที่จะฆ่าตัวตายแล้ว…”
“เขาคิดว่าไม่มีใครต้องการเขา…และคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ…”
“ให้ค่าตัวเองน้อยลง…”ฉันว่าเสียงเข้มหน้าตาจริงจังอย่างใส่อารมณ์
พรึบ
“เพราะอย่างนี้ไง…ฉันถึงอยากจะขอร้องเธอ…ให้เธอช่วยไดร์ฟ…”
“ช่วยเขาด้วยเถอะนะ…”
“ได้โปรด….”
“คุณคะ…อย่าทำแบบนี้..”ฉันนี่แทบจะลุกขึ้นถลาไปรับร่างของชายคนที่แต่งตัวดูภูมิฐานนี้แทบจะไม่ทันเพราะเขาทำท่าจะคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนฉัน
“หนูจะช่วย….ให้ถึงที่สุดค่ะ…”ฉันเลยต้องจำใจยอมรับการขอร้องนี้ ฉันจะช่วยเขา ฉันจะช่วยฉุดรั้นเขาให้เขาหลุดพ้นออกมาจากจิตปลุกแต่งของเขา ฉันจะทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้
และทำให้เขารู้ว่าโลกใบนี้ก็น่าอยู่เหมือนกัน
พรึบ
เพล้ง
“ออกไป!!”
“ออกไปให้หมด!!!”เสียงเอะอะโวยของผู้ชายและเสียงเขวี้ยงปาข้าวของดังมาจากทางด้านหลังสุดของบ้าน
“ไดร์ฟน่ะ…เขาคงจะอาละวาดอีกแล้ว…”ชายคนนั้นตอบฉันมาทันทีที่เขาคงสังเกตเห็นอาการตกใจของฉัน ฉันก็ละสายตาจากต้นตอของเสียงกลับมามองหน้าชายคนนี้
“ฉันชื่อมิตรนะ…เป็นผู้จัดการของไดร์ฟ…”เขาเอ่ยแนะนำตัวให้ฉันรู้จัก
“ค่ะ….ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ…หนูชื่อไอริสค่ะ…เรียกว่าไอเฉยๆก็ได้ค่ะ..”
“โอเค…หนูไอ…”
“นายครับ….คุณไดร์ฟอาละวาดใหญ่แล้วครับ…!”เสียงของการ์ดชุดดำที่รูปร่างไม่ใหญ่โตมากนักเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนเขาวิ่งมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เดี๋ยวหนูไปดูเองค่ะ….”ฉันบอกคุณมิตรไป เขาก็พยักหน้าให้ฉันเป็นคำตอบ หน้าตาของเขาดูเคร่งเครียดและเป็นกังวลมากเขาคงจะเป็นห่วงไดร์ฟมากจริงๆ ฉันก็ก้มศีรษะให้เขาก่อนจะเดินตามชายชุดดำไป
“ทางนี้ครับ….”ฉันเดินตามแผ่นหลังของชายชุดดำไปเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องบานหนึ่งที่มีสีดำสนิท ฉันก็เปิดประตูหมายจะเข้าไป
“ระวังนะครับ…”เสียงร้องเตือนจากการ์ดชุดดำเอ่ยบอกฉันด้วยท่าทางเป็นห่วงสีหน้าของเขาดูตกใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ…”ฉันยิ้มบางๆให้เขาและเปิดประตูหมุดลูกบิดเข้าไปภายในห้อง ก็ต้องพบกับห้องที่ถูกจัดโทนเป็นโทนสีดำสไตล์เรียบหรูแต่ดูมีระดับทำให้ฉันรู้ได้ทันทีถึงฮวงจุ้ยของห้องนี้ เป็นไปได้ฉันอยากให้เปลี่ยนสีห้องมากเลยนะ เพราะมันดูเหงา ดูเศร้า ยังไงชอบกล
“ออกไป!!”
“กูบอกให้ออกไปยังไงล่ะวะ!!”เสียงเอะอะพร้อมกับขวดแจกันที่เป็นพลาสติกลอยผ่านหน้าฉันไปแต่โชคดีที่ฉันหลบได้ทัน ไม่งั้นมีหวังฉันเสียโฉมแน่
ฉันก็มองหน้าต้นตอของเสียงที่ห้องมืดทึบไม่มีแสงไฟและแสงแดดให้ความสว่าง และสายตาของฉันก็ไปสบเข้ากับชายรูปร่างสมส่วนที่ท่อนบนเปลือยเปล่าเขามีรอยสักอยู่ที่ต้นคอและต้นแขนซ้ายยาวไปถึงข้อแขนที่กำลังนั่งกอดเข่าเนื้อตัวสั่นเทาอยู่มุมสุดของห้อง ฉันไม่รอช้ารีบเดินไปหาเขาทันที
พรึบ
“ไม่เป็นไรนะ…ฉันอยู่ตรงนี้…อยู่กับนายตรงนี้นะ…”ฉันนั่งลงและสวมกอดร่างของไดร์ฟและเอ่ยบอกเขาไปด้วยเสียงนุ่มนวล
“ไม่เป็นไรนะไดร์ฟ…ทำใจเย็นๆหายใจเข้า….”
“หายใจออกอย่างช้าๆนะ….”ฉันเอ่ยต่อไปอีกด้วยถ้อยคำที่นุ่มนวลเพื่อปลอบโยนเขาที่ฉันคิดว่าเขาคงจะกำลังต่อสู้อยู่กับใจของตัวเอง
คนที่เป็นโรคซึมเศร้าเหมือนไร้ความเป็นตัวเอง มันจะมาพรากความสุขไปจากเรา ไม่ใช่ว่าคนทุกคนจะไม่เป็น เพราะทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้ทุกคน อย่านิ่งนอนใจทำจิตใจของเราให้เป็นหนึ่ง ยิ้มและหัวเราะให้กับปัญหาที่เผชิญเพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ….