ตอนที่ 3 บุญคุณกับความจริงที่ได้รู้
แม้พิธีฌาปนกิจศพเสร็จสิ้นและผ่านพ้นไปแล้ว แต่บรรยายความหมองเศร้ายังปกคลุมไปทุกย่างก้าวของไออุ่น หมดแล้วคนเป็นที่พึ่งทางใจ คนที่คอยปลอบโยนให้ความรักความอบอุ่น ต่อจากนี้ไม่มีอีกแล้ว เหลือเพียงเธอที่โดดเดี่ยวเดียวดาย คิดแล้วน้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปก็ไหลออกมาราวกับทำนบแตกอีกครั้ง
ปริ๊น! ปริ๊น! ปริ๊น!
เสียงบีบแตรรถดังลั่นหน้าบ้าน ทำให้ร่างบางที่นั่งกอดเข่าร้องไห้ค่อยๆ ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบทยกมือปาดน้ำตา แล้วลุกขึ้นเดินออกไปดูว่าใครมา และพอเห็นว่าเป็นใครเธอจึงเดินไปเปิดประตูพลางเช็ดหน้าเช็ดตาที่แดงก่ำ
“สวัสดีค่ะ” ไออุ่นยกมือไหว้คนเป็นแม่ ที่ตั้งแต่ยายจากไปรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเธอกับนางจะดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“สวัสดี เป็นยังไงบ้าง”
ไออุ่นก้มหน้ายิ้มปากสั่นๆ ก่อนน้ำตาจะรื่นและไหลออกอย่างห้ามเอาไว้ไม่อยู่ อีกครั้ง เห็นแล้วนางมาลัยก็ได้แต่พูดปลอบ “ทำใจเถอะยายเขาไปสบายแล้ว”
“ค่ะ” รับคำพลางสะอื้นใช้หลังมือเช็ดน้ำหูน้ำตาป้อยๆ ไม่ต่างกับเด็ก “ว่าแต่คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
“เอ่อ…”
นางรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อยที่จะต้องมาคาดคั้นลูกสาวในสภาวะจิตใจแบบนี้ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่มีทางเลือก
“ฉันจะมาถามเรื่องที่เคยพูดกับเธอเอาไว้” แล้วต่างคนก็ต่างเงียบ และก็เป็นนางมาลัยที่เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
“ฉันไม่ได้คิดจะเร่งรัดอะไรหรอกนะ แต่เธอเป็นผู้หญิงอยู่บ้านคนเดียวดูแล้วไม่ค่อยจะปลอดภัย”
“ขอบคุณค่ะ แต่สำหรับฉันไม่ที่ไหนปลอดภัยเท่าที่นี้อีกแล้ว”
“นี่หมายความว่า…” เห็นคนเป็นแม่ถามเสียงตึงชักสีหน้าออกอาการไม่พอใจ ไออุ่นจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“เรื่องวันนั้นฉันคิดทบทวนอยู่เหมือนกันค่ะ” บอกออกไปเสียไม่ได้ทั้งทีใจจริงแล้วเธอลืมเรื่องนี้ไปสนิทในหัวมีแต่เรื่องยายที่เสียชีวิตไปเท่านั้น
“แล้วตกลงว่าไง”
“ตอนนี้ไม่มียายที่ต้องเป็นห่วง ชีวิตจะขึ้นสูงหรือตกต่ำฉันก็ไม่กังวลอีกแล้ว นอกจากนั้นฉันก็ยังจะได้ตอบแทนบุญคุณคุณด้วย ไม่มีเหตุผลไหนที่ต้องปฏิเสธจริงไหมคะ”
แม้จะโดนพูดแดกดัน แต่นางมาลัยก็ไม่คิดจะเอามาใส่ใจ ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางยังคงเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม ตบอกตัวเองเบาๆ อย่างโล่งใจ ในที่สุดนางก็ทำสำเร็จ
“เธอคิดถูกแล้วละ ยังไงก็ขอบใจเพราะหุ้นส่วนคนนี้สำคัญกับบริษัทของสามีฉันมากๆ”
ไออุ่นยิ้มหยันรู้สึกเวทนากับชีวิตตัวเองสิ้นดี มีแม่ก็เหมือนไม่มี แม่ผู้ไม่เคยเหลียวแล มาเหลียวแลก็ต่อเมื่อจะใช้ประโยชน์จากเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ เอาเป็นว่าฉันขอจัดการเรื่องลาออกจากงานให้เรียบร้อยก่อนแล้วกันนะคะ”
“แล้วบ้านหลังนี้ล่ะ”
ไออุ่นเอี้ยวตัวกลับไปมองบ้านหลังเล็กแต่คุกรุ่นไปด้วยความอบอุ่นและเต็มไปด้วยความทรงจำในวันวานแล้วทำหน้าสลด
“คิดว่าจะให้คนเช่าน่ะคะ” นางมาลัยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ก็ดี เคลียร์เรื่องต่างๆ เสร็จแล้วโทร.หาฉันแล้วกันนะ ฉันขอเป็นพรุ่งนี้หรือไม่ก็มะรืนนี้นะ มีเบอร์ไหม” ถามเผื่อไปอย่างนั้น แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้คนถามถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน
“ไม่มีค่ะ”
นางมาลัยกะพริบตาปริบๆ ยกมือขึ้นแตะหน้าผากเรียกสติแล้วรีบเปิดกระเป๋าหยิบนามบัตรมายื่นให้กับลูกสาวในไส้ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของตน
“อย่าลืมโทร.มาละ ฉันแวะมาแค่นี้แหละ คงต้องไปแล้วมีธุระที่อื่นต่อ ไปนะ”
ไออุ่นยกมือไหว้ลา ยืนนิ่งมองมารดาขึ้นรถแล้วขับออกจนลับสายตา จากนั้นถึงได้มีโอกาสยกนามบัตรในมือขึ้นมาพิจารณา ดวงตากลมโตหากแต่ช้ำแดงก่ำกวาดสามองและอ่านมันคราวๆ พลิกซ้ายพลิกขวาแล้วยัดมันใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะเดินเข้าบ้านไป เห็นทีวันนี้เธอมีหลายอย่างที่ต้องรีบทำ
และในเช้าวันรุ่งขึ้นไออุ่นก็จัดการยื่นใบลาออกแบบปัจจุบันทันด่วนสร้างความตกใจให้ทั้งกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวิทยาหรือไอซ์เพื่อนสาวประเภทสองคนสนิท
“ฉันไม่อยากจะเชื่อ” วิทยาแผดเสียง ขณะมาช่วยเพื่อนเก็บข้าวของ “แกลาออกทำไม”
“ไปช่วยงานแม่”
“แม่!”
“อื้อหึ”
“แม่แกยังอยู่เหรอ”
ถามพลางขยับเข้าไปชิดอีกฝ่ายอย่างสนใจใคร่รู้ “ฉันขอโทษนะ นึกว่าแม่แกไม่อยู่บนโลกนี้เสียอีก ไปที่บ้านไม่เคยเห็นแกกับคุณยายเอ่ยถึงสักที”
“เขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่แล้ว นานๆ จะมาที่บ้านสักครั้ง ฉันเองยังไม่ค่อยจะได้เจอเลย”
“อย่างนั้นเองเหรอ แต่ก็ดีไม่มีคุณยายแล้ว แกยังมีแม่” ได้ยินอย่างนั้นแล้วไออุ่นก็ได้แต่ยิ้มรับก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อโดยไม่พูดอะไร ก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีที่มีแม่แบบนี้
“อ้อ แล้วบ้านแกล่ะ” ถามอย่างเพิ่งนึกได้
“ฉันว่าจะประกาศให้เช่า”
“จริงเหรอ งั้นให้ฉันเช่าได้ไหม” วิทยามองหน้าเพื่อนสนิทพร้อมกับพยักหน้าอย่างจริงจัง “แกจะเอาจริงเหรอ”
“จริงสิ ฉันกำลังคิดเรื่องนี้อยู่พอดีเลย เบื่อห้องข้างๆ ฆ่ากันได้ทุกวัน ไร้ซึ่งความสงบ ดึกดื่นเที่ยงคืนก็ไม่เว้นฉันละเบื่อ”
“ถ้างั้นก็ดีเลย ที่จริงก็หนักใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกันกลัวได้คนที่ไม่ดีไม่รู้จักรักษาของมาเช่า แต่ถ้าเป็นแกฉันก็สบายใจหายห่วงเลยละ ตกลงแกเอาน่ะ”
“เอาสิ แต่ฉันขอย้ายเข้ามาอยู่สิ้นเดือนหน้าน่ะ ไม่อยากย้ายกะทันหันเสียดายค่ามัดจำห้องตั้งหลายพันแน่ะ”
“ได้ จะมาวันไหนโทร.บอกละกันฉันจะเอากุญแจบ้านมาให้พร้อมกับมาช่วยขนของ”
พูดด้วยท่าทีโล่งใจที่จัดการเรื่องบ้านเสร็จไปอีกเรื่อง แต่นี้แค่เรื่องเล็กน้อยยิบย่อย ส่วนเรื่องที่หนักอึ้งในใจนั้นคงหนีไม่พ้นงานที่แม่จ้างให้ไปทำ
“ตามนั้น…แต่ตอนนี้ฉันช่วยแกขนของก่อนละกัน และเที่ยงนี้หล่อนเลี้ยงข้าวฉันด้วยนะยะ” ชี้นิ้วกรีดกราดจีบปากจีบคอสั่ง
“ทำดีหวังผลนี่น่า” ล้อเสียงกลั้วหัวเราะ
“แน่นอน วันนี้เก็บของในที่ทำงานขอแค่เลี้ยงข้าว แต่วันที่แกย้ายบ้านฉันไปช่วยแกต้องเลี้ยงฉันด้วยผู้ชายนะยะหล่อน”
ว่าแล้วกะเทยร่างยักษ์ก็ทำท่าทางตัวสั่นตาลอยเคลิ้มประกอบคำพูด เห็นแล้วไออุ่นก็อดที่จะหัวเราะคิกออกมาไม่ได้ ความเศร้าที่เกาะกุมหัวใจรู้สึกทุเลาลงมาบ้างแม้จะเล็กน้อย มันก็สามารถทำให้หญิงสาวรู้สึกสดใสขึ้นมาอีกนิด ทิ้งท้ายก่อนจากนี้ไปเธอไม่รู้ว่ารอยยิ้มเหล่านี้จะมีโอกาสปรากฏบนใบหน้าอีกไหม หนทางข้างหน้ามันช่างมืดมนเสียเหลือเกิน!
บ้านหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว้าง คาดคะเนจากสายตาคร่าวๆ มันคงกว่างกว่าพื้นที่ในบ้านของเธอสี่ถึงห้าเท่าได้ละมั้งและขนาดของบ้านนั้นไม่ต้องพูดถึง คฤหาสถ์กับรูหนูดีๆ นี่เอง ไออุ่นปิดประตูรถที่ตัวเองเพิ่งก้าวลง ขณะที่สายตานั้นยังคงกวาดสำรวจบ้านหลังใหญ่โตของพ่อเลี้ยงไม่ยอมวางตา
“เข้าข้างในกันเถอะ”
ไออุ่นหันรีหันขวางมองไปที่ท้ายรถ อย่างต้องการบอกว่าข้าวของเธอล่ะ และนางมาลัยเหมือนจะอ่านท่าทางนั้นออกจึงหันมาบอก “ไม่ต้องเอาลงหรอก เดี๋ยวก็ต้องเสียเวลาขนขึ้นอีก” หญิงสาวเม้มปากพลางพยักหน้ารับ นี้กะจะไม่ให้เธอหายใจหายคอเลยหรือไง คิดจะใช้ประโยชน์ก็ใช้เอาใช้เอา คิดก่อนเดินตามหลังมารดาเข้าไปข้างใน
ที่ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ผิดหวังมันดูหรูหราไม่ต่างกับภายนอก และดูหรูหราเสียจนเธอรู้สึกว่าตัวเองมาอยู่ผิดที่ผิดทาง
“หาน้ำและของว่างมารับรองแขกด้วย”
นางบอกเด็กรับใช้ ก่อนจะหันมาพูดกับลูกสาว “ฉันมีเรื่องที่ต้องไปจัดการให้เสร็จ เธอก็นั่งเล่นเดินเล่นในบ้านไปก่อนนะ อีกสักพักใหญ่ๆ ฉันจะพาเธอไปส่งที่บ้านคุณไมก้าห์”
และไม่รอให้อีกฝ่ายซักถามข้อสงสัย พูดจบนางมาลัยก็เดินขึ้นข้างบน ปล่อยให้ไออุ่นอ้าปากค้าง ยืนเคว้งอยู่ในห้องรับแขกกว้างเพียงลำพัง
หญิงสาวถอนหายใจแล้วส่ายหน้า มองซ้ายมองขวานั่งเล่นเดินเล่นเหรอ ใครจะไปกล้า จู่ๆ เกิดของหายขึ้นมาลูกชังอย่างเธอมิซวยหรือ คิดแล้วก็ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาที่ดูจะนิ่มดีเหลือเกิน จากนั้นก็หยิบหนังสือที่ถูกวางอย่างเป็นระเบียบที่ชั้นล่างของโต๊ะขึ้นมาเปิดอ่าน และในตอนนั้นเองเด็กรับใช้ในบ้านก็ยกน้ำหวานพร้อมขนมมาวาง
“ขนมกับน้ำค่ะคุณอุ่น” เจ้าของชื่อละสายตาจากหนังสือในมือหันมาเลิกคิ้วมองคนที่นั่งยิ้มแฉ่งอยู่กับพื้นอย่างประหลาดใจ
“รู้จักชื่อฉันได้ไงจ๊ะ”
“ก็คุณผู้หญิงบอกก่อนจะออกจากบ้านค่ะว่าจะไปรับคุณอุ่นค่ะ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง นึกว่ามีความสามารถพิเศษแค่มองหน้าก็รู้ชื่อ”
ล้อเสียงกลั้วหัวเราะดูท่าทางเป็นกันเองไม่ถือตัวทำให้ เด็กสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นใจกล้าถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยตั้งแต่เห็นสาวสวยตรงหน้า
“คุณอุ่นเป็นญาติกับคุณผู้หญิงเหรอคะ” คนถูกถามถึงกับนิ่งขึงไปครู่หนึ่ง “ก็…ไม่เชิง ทำไมเหรอจ๊ะ”
“ก็คุณอุ่นหน้าตาถอดแบบมาจากคุณผู้หญิงเลยนี่คะ ไม่ญาติก็ลูก แต่คุณผู้หญิงไม่มีลูกงั้นก็ต้องเป็นญาติสินะคะ”
คำพูดพาซื่อทำให้คนฟังถึงกับสะอึก น้ำตาตกใน เมื่อได้มารู้ว่าในชีวิตปัจจุบันของคนเป็นแม่ไม่เคยมีลูกอย่างเธออยู่ในสารระบบ
“ญาติก็ญาติห่างๆ แหละจ๊ะ” ไออุ่นเน้นคำว่า ‘ห่างๆ’ เพื่อตอกย้ำการมีตัวตนของตัวเอง
“คุณอุ่นจะมาอยู่ที่เหรอคะ”
“เปล่าจ้ะ มาทำงาน เดี๋ยวอีกสักพักคุณมาลัยก็จะไปส่งแล้วจ้ะ”
ตอบยิ้มๆ ไม่ได้ขัดข้องที่อีกฝ่ายซักถามอย่างอยากรู้อยากเห็น ก็เรื่องไหนตอบความจริงได้ก็ตอบ เรื่องไหนตอบเรื่องจริงไม่ได้ก็โกหก ดีเสียอีกมีเพื่อนคุยแถมได้รู้อะไรที่เธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน
ไออุ่นคิดอย่างนั้น แต่การสนทนาอย่างออกรสชาติของเธอกับเด็กสาวก็ถูกขัดจังหวะจากแม่บ้านร่างสูงใหญ่ออกเจ้าเนื้อนิดๆ
“นังมิน! มาอยู่นี่เอง ไปทำงานได้แล้ว กวนคุณอุ่นเขา” และไม่ต้องให้บอกซ้ำเด็กสาวที่นั่งจ้อเมื่อครู่รีบกระวีกระวาดลุกขึ้นเดินหายไปอย่างรวดเร็ว
“ขอโทษนะคะคุณอุ่นนังนี่มันก็อย่างนี้แหละค่ะ ชวนคุยสอดรู้สอดเห็นไปทั่ว ป้าชื่อใหญ่เป็นแม่บ้านของที่นี่ค่ะ”
“สวัสดีค่ะ”
เธอไม่ติดใจที่ป้าใหญ่รู้จักชื่อ เหตุผลคงแบบเดียวกับเด็กสาวที่ถูกเรียกว่ามินเมื่อครู่ ดังนั้นสิ่งที่เธอทำคือการทักทายพร้อมกับยกมือไหว้ตามปกติเวลาเจอผู้สูงวัยกว่า
“โอ๊ะ! ไม่ต้องค่ะไม่ต้อง นายที่ไหนมาไหว้บ่าว”
เจ้าของร่างใหญ่สมชื่อรีบถลาเข้าไปห้ามอย่างตกใจ เล่นเอาคนถูกห้ามพลอยตกใจไปด้วย แต่มันก็แวบเดียวเท่านั้น
“นายบ่าวที่ไหนกันค่ะ อุ่นแค่มาทำงานให้คุณมาลัยเองค่ะไม่ใช่เจ้านายของป้าเสียหน่อย อุ่นเด็กกว่าก็ต้องไหว้ผู้ใหญ่เป็นเรื่องปกติทั่วไปอยู่แล้ว ถ้าผู้ใหญ่ไหว้เด็กสิคะแปลก” ยกเหตุผลมาอ้างกันซะขนาดนี้ ป้าใหญ่ก็ถึงกับแย้งไม่ออก
“ช่างเถอะค่ะ…แล้วนี่คุณอุ่นอยู่คนเดียวเหรอคะ”
“ค่ะ คุณมาลัยบอกว่ามีเรื่องต้องไปจัดการให้เสร็จ”
“งั้นระหว่างที่รอคุณผู้หญิง คุณอุ่นจะเดินดูรอบบ้านไหมคะ เดี๋ยวป้าพาทัวร์”
ไออุ่นกวาดสายตามองรอบๆ ก่อนจะยิ้มแล้วส่ายศีรษะ “ไม่ละจ้ะ รบกวนเวลาทำงานของป้าเปล่าๆ เดี๋ยวสักพักอุ่นก็ไปแล้ว นั่งอ่านหนังสือรอตรงนี้ก็ได้จ้ะ” ก็ไม่รู้จะเดินดูไปทำไมในเมื่อเธอไม่ได้จะมาอยู่ที่นี่เสียหน่อย แค่แวะมาพักเท่านั้นเอง
“งั้นป้าไม่กวนแล้วนะคะ”
ป้าใหญ่ส่งยิ้มให้เล็กน้อยก่อนเดินกลับไปทำงานของตัวเองต่อ และไออุ่นเองก็หันมาสนใจหนังสือในมือกับน้ำหวานและขนมตรงหน้าของตัวเองเช่นกัน
จวบจนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงแม่ของเธอก็ยังไม่โผล่ลงมาจากข้างบน คนรับใช้ในบ้านก็มีเดินผ่านมาเอาน้ำเอาขนมมาเปลี่ยนให้เป็นระยะ แต่ในเวลานี้ที่เธอต้องการความช่วยเหลือไม่โผล่มาให้เห็นสักคน สงสัยจะดื่มน้ำหวานเยอะไปหน่อย เธออยากเข้าห้องน้ำ แล้วห้องน้ำมันอยู่ส่วนไหนของบ้านกันล่ะเนี่ย
ไออุ่นลุกขึ้นเดินมองซ้ายมองขวาไปตามทางที่คิดว่าน่าจะเป็นที่อยู่ของห้องน้ำ และตอนนั้นนั่นเองเธอได้ยินเสียงคุยกัน ริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้มเล็กน้อย เดินตรงตามเสียงนั้นไปทันที จุดประสงค์คือจะเข้าไปถามหาห้องน้ำ แต่สิ่งที่เธอได้ยินนั้นกลับทำให้เท้าชะงัก ขยับตัวเข้าไปชิดผนังอย่างตั้งใจฟัง เธอไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่นถ้าเรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับตัวเอง ใช่ เรื่องนี้เกี่ยวกับเธอมากถึงมากที่สุด
“คุณอุ่นเป็นลูกสาวของคุณผู้หญิง!” คนพูดเสียงดังถูกตีจนต้องยกมือขึ้นปิดปากแล้วหันซ้ายหันขวาอย่างกลัวว่าจะมีใครผ่านมาได้ยิน
“เบาๆ สินังนี่”
“แล้วพี่อ้อยรู้ได้ไงคะ”
เด็กสาวถามอย่างยากรู้อยากเห็น จะว่าไปแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรในบ้านหลังนี้ พี่อ้อยนี้แหละคือกระบอกข่าวกรองชั้นดี
“ก็เมื่อหลายวันก่อนฉันกับป้าใหญ่บังเอิญได้ยินคุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายคุยกันเรื่องคุณอุ่นเข้าพอดี นั่นแหละถึงได้รู้ว่าที่จริงๆ แล้วคุณผู้หญิงมีลูกสาว”
คนพูดก็จีบปากจีบคอพูดอย่างเมามัน ขณะที่คนฟังก็ตั้งใจฟังพยักหน้าเออออรับตลอด “มิน่าคุณอุ่นถึงได้หน้าตาถอดแบบคุณผู้หญิงมาเลย”
“แต่ที่เด็ดกว่านั้น…”
อ้อยหยุดพูดแล้วเหลียวหลังหันซ้ายหันขวา “อะไรพี่” อีกฝ่ายเร่งอย่างอยากรู้ “เดี๋ยวสิเกิดป้าใหญ่โผล่มาฉันได้โดดด่าเปิง แกห้ามนักห้ามหนาว่าห้ามเอาเรื่องนี้ไปพูด”
“ก็รีบๆ เล่าสิพี่ ป้าใหญ่แกปวดท้องคงยังไม่โผล่มาตอนนี้หรอก แกเข้าห้องน้ำนานจะตาย” ได้ยินอย่างนั้นอีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย แล้วเริ่มเล่าต่อ
“แกรู้ไหมทำไมคุณผู้หญิงถึงไปรับคุณอุ่นมา” มินส่ายหน้าหวือ นั่นทำให้ริมฝีปากหนากว่าปกติของอ้อยเปิดยิ้มอย่างภูมิใจที่ตนรู้ในสิ่งที่อีกคนยังไม่รู้
“เพราะคุณผู้ชายหวังจะให้คุณอุ่นจับประธานบริษัทคนใหม่ทำผัวน่ะสิ”
“เฮ๊ย!”
มินอุทานตาโตอย่างตกใจ ไม่ต่างกับเจ้าของร่างบางที่แอบฟังอยู่ด้านนอก ไออุ่นพลิกตัวเอาหลังพิงผนัง ริมฝีปากอิ่มกัดเม้มเข้าหากันแน่น ใบหน้าเรียวแหงนขึ้นมองฝ้าเพดาน ดวงตากลมโตกะพริบถี่ๆ อย่างพยายามห้ามน้ำตาที่รื่นขึ้นมาไม่ให้ไหลเอ่อ เมื่อได้รู้ความจริงว่างานดูแลหุ้นส่วนคนใหม่ของพ่อเลี้ยงกับแม่บังเกิดเกล้านั้นคือการดูแลยังไง
ไออุ่นยกมือเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มพลางสะอื้น แล้วเดินออกจากที่ตรงนั้นบทสนทนาของคนข้างในเธอไม่อยากรู้อีกแล้วแค่นี้ก็เกินพอ พอสำหรับลูกที่ถูกแม่บังเกิดเกล้าจับใส่พานไปถวายให้ผู้ชายถึงที่
“จะไปไหน”
เสียงถามที่ดังขึ้นทำให้ไออุ่นที่ตัดสินใจจะกลับบ้านหยุดชะงัก หมุนตัวมาเผชิญหน้ากับคนเป็นแม่ที่กำลังเดินลงจากบันได
“กลับบ้านค่ะ”
“กลับบ้าน!”
แผดถามเสียงสูงแล้วเดินไวๆ เข้ามาลูกสาวที่ยืนหน้าเชิดดูถือดีกว่าปกติ หากดวงตากลมโตนั้นกลับแดงก่ำคล้ายคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มา “กลับไปทำไม ลืมอะไรงั้นเหรอ” คราวนี้เสียงอ่อนลงมาก เมื่อรู้ว่าเผลอตัว
“เปล่าค่ะ ฉันหมายถึงกลับไปอยู่บ้านต่างหากละคะ”
“นี่เธอกำลังพูดอะไร แล้วงานที่ตบปากรับคำจะทำให้ฉันล่ะ” ถามเสียงเข้มพร้อมกับเข้าไปกระชากแขนเรียว ไออุ่นปรายตามองแล้วยิ้มเยาะ
“ฮึ! งานไปจับผู้ชายทำผัวอย่างที่คุณกับสามีต้องการเหรอคะ”
“ไออุ่น!”
เพลียะ!
ใบหน้าสวยที่สะบัดตามแรงฟาดฝ่ามือของมารดา ค่อยๆ หันกลับมาพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้มที่แดงเห่อขึ้นมาทันตา
“ขอบคุณที่ยังจำชื่อลูกในไส้คนนี้ได้”
“ใช่! เธอเป็นลูกฉัน ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ!”
นางมาลัยชี้ด่าตวาดเสียงเข้ม หายใจเข้าออกหอบสะท้านอย่างโมโหจัด ไม่แม้แต่จะสนใจว่าตอนนี้บรรดาคนรับใช้ในบ้านต่างมายืนออดูอยู่ห่างๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น
“ไม่ค่ะ”
“เนรคุณ!”
คนโดนข้อกล่าวหาหันขวับ แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากแย้งก็โดนคนเป็นแม่ยัดข้อกล่าวหาเพิ่ม “เธอมันก็เหมือนพ่อของเธอ เลว เห็นแก่ตัว เพื่อความสุขของตัวเองคนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง”
“แล้วสิ่งที่คุณกำลังทำกับฉันล่ะคะ เรียกว่าอะไร” โดนย้อนกลับนางมาลัยถึงกับสะอึก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้นางถึงทางตันได้
“จะยังไงก็ช่าง เธอต้องทำงานนี้ เพราะคุณสุชายได้รับปากคุณไมก้าห์แล้วว่าจะให้เธอไปดูแลเขา ถ้าเกิดเธอเบี้ยวแล้วเขาโกรธขึ้นมาคุณสุชายลำบากแน่”
ใช่ เพราะตอนนี้ไมก้าห์เป็นคนสำคัญจะรุ่งหรือร่วงทุกสิ่งอย่างก็ขึ้นอยู่กับผู้ชายคนนี้ และถ้าทำให้เขาไม่พอใจเรื่องยากจะตกมาที่ตนกับสามีทันที
“ไม่เกี่ยวกับฉันนี่คะ”
“ไม่เกี่ยวอย่างนั้นเหรอ” นางมาลัยทำเสียงเยาะ “รู้ไหมว่าเธอโตมาด้วยน้ำเงินของใคร ได้มีบ้านอยู่ ได้เรียนสูงๆ ใช้จ่ายอย่างไม่ขัดสนมาจนถึงทุกวันนี้เพราะใครถ้าไม่เพราะคุณสุชาย คุณสุชายทั้งนั้น”
บางสิ่งบางอย่างที่เพิ่งได้รับรู้มันทำให้ไออุ่นถึงกับพูดไม่ออก และนึกย้อนไปถึงอดีตจำได้ตอนนั้นเธอเรียนอยู่ป.สี่ ยายบอกว่าเราอาจจะต้องย้ายบ้านในเร็วๆ นี้ เธอร้องไห้เพราะไม่อยากไปไหน แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันยายก็มีข่าวดีมาบอกอย่างดีอกดีใจว่าเราไม่ต้องย้ายบ้านใหม่แล้ว เพราะมีคนมาช่วย ตอนนั้นเธอไม่รู้หรอกว่าใคร แต่ตอนนี้รู้แล้ว สามีใหม่ของแม่นั่นเอง
“ฉันต้องทำงานนี้ให้สำเร็จเพื่อตอบแทนบุญคุณ” ไออุ่นถามเสียงสะอื้น
“ใช่ ตอบแทนบุญคุณที่เขาให้เงินส่งเสียเลี้ยงดูเธอกับยายมาตลอด และถือว่าตอบแทนฉันที่อุ้มท้องเธอมาตลอดเก้าเดือนเต็มด้วยก็แล้วกัน”
ได้ยินอย่างนั้นแล้วไออุ่นก็ได้แต่เงยหน้ากรอกตาไปมา ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ‘บุญคุณ’ คำคำนี้ที่เธอต้องแบกรับและหนีไม่พ้นกับคนอื่นไม่เท่าไหร่ แต่กับแม่บังเกิดเกล้านี่สิมันปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ
“ได้ค่ะ เพื่อตอบแทนบุญคุณ ฉันจะทำตามที่คุณต้องการ” แม้น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นจะติดประชดประชันเล็กๆ แต่นางมาลัยก็ยิ้มได้
อย่างที่สามีของนางพูดเอาไว้ไม่มีผิด เด็กดีอย่างไออุ่นแค่คำว่าบุญคุณก็เอาอยู่หมัด ที่เหลือก็แค่ภาวนาให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้