ตอนที่ 2
อี้อินมองความอันธพาลของนายบ่าวตรงหน้าแล้วให้นึกเหนื่อยหน่าย ดูเหมือนว่าเกลียดสิ่งใดมักจะได้เจอสิ่งนั้นจริงๆ สินะ
สตรีชุดแดงตรงหน้านางคือท่านหญิงคังหนิง นามว่าหยางจื่อหรง นับได้ว่าเป็นคนคุ้นเคยกับนางคนหนึ่ง และการเจอหน้ากันแต่ละครั้งก็คล้ายกับประโยคที่ว่า ‘พานพบศัตรูบนทางแคบ’ อย่างไรอย่างนั้น
อันที่จริงเรื่องนี้หากจะเอ่ยถึง คงต้องเท้าความไปถึงบิดาของนาง ในอดีตเพราะความยอมหักไม่ยอมงอของบิดา ทำให้เกิดปัญหาไม่ลงรอยกับผู้เป็นบิดาของอีกฝ่ายจนเกิดข้อพิพาทกัน
การกระทบกระทั่งกันของขุนนางนั้นมีมาแต่ไหนแต่ไร เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญยิ่ง และคงไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร ถ้าหยางจี้ชวนผู้นั้นเป็นแค่ผู้นำตระกูลทั่วไปในเมืองหลวง มิใช่บิดาบังเกิดเกล้าของหยางฮองเฮา
แม้ว่าผลของการมีปัญหากันในคราวนั้น จะลงเอยโดยการที่หยางจี้ชวนถูกลงโทษลดขั้นจากฮ่องเต้ ทว่าคนสกุลหยางก็หาได้ยอมจบอย่างง่ายดายไม่ เพราะเมื่อใดที่พบเห็นคนสกุลอี้ พวกเขาจะสวมวิญญาณแม่ไก่ตีปีกวิ่งปรี่เข้ามาหาเรื่อง โดยไม่เลือกสถานที่และเวลาใดๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้นการปรากฏกายของท่านหญิงคังหนิงในคราวนี้ บอกให้ตายว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ อี้อินก็ทำใจให้เชื่อไม่ลงเป็นแน่
“ช่างเถิด เพียงโคมราคาหนึ่งตำลึงเท่านั้น หากท่านหญิงต้องตาเช่นนั้นก็ถือว่าข้ามอบให้เป็นของขวัญแก่ท่านแล้วกัน” เสียงใสเสนาะกล่าว
ทว่าน่าเสียดายแม้อี้อินมีใจคิดอยากตัดบทเพื่อจบปัญหา แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยินดียอมรับน้ำใจนี้
“ผู้ใดต้องการของขวัญจากเจ้ากัน นึกว่าตัวเองกำลังบริจาคทานอยู่หรือไร ก็แค่บุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง เจ้าไปเอาความกล้าตีตนเสมอข้ามาจากที่ใด”
เปิดฉากมา หยางจื่อหรงก็ถากถางด้วยวาจาทันที
“แต่ว่านะคุณหนูอี้ ต่อให้เจ้ามีใจคิดอยากจะประจบสอพลอข้า ก็ต้องเบิ่งตาดูฐานะตนเองเสียก่อนว่าคู่ควรหรือไม่”
ถูกดูแคลนด้วยคำพูดและท่าทางถึงเพียงนี้ ต่อให้อี้อินเป็นคนใจเย็นแค่ไหนก็ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเดิมนิสัยของนางเองก็หาใช่คนที่นิยมเอาหน้าร้อนๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ของผู้อื่นอยู่แล้วด้วย
อี้อินมองตาปากคอคิ้วคางที่แสนหยิ่งผยองของคนตรงหน้าแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเอื้อมไปคว้าโคมจากมืออีกฝ่าย พลางกล่าวเสียงเรียบ
“ในเมื่อท่านหญิงไม่ต้องการของขวัญจากบุตรสาวสกุลต่ำต้อยเช่นข้า ถ้าอย่างนั้นโคมนี้ข้าขอคืนก็แล้วกัน” พูดจบก็หันไปคลี่ยิ้มให้พ่อค้า ก่อนจะหมุนกายเตรียมเดินจากไปทันที
“หยุดนะ! เจ้ากล้าแย่งของของข้างั้นหรือ!”
ตั้งแต่เกิดมาหยางจื่อหรงก็ใช้ชีวิตราวกับเรียกลมเรียกฝนได้มาโดยตลอด นางเป็นบุตรสาวคนเดียวในหมู่พี่น้องชายสกุลหยาง ทั้งบิดามารดาตลอดจนผู้อาวุโสแทบจะช่วยกันปั้นดินคว้าดาวเอามาไว้แทบเท้า มีหรือจะยอมรับการกระทำข้ามศีรษะของอี้อินได้โดยง่าย
“ของเจ้า?”
อี้อินหยุดฝีเท้าไว้ชั่วขณะ คิ้วเรียวสวยเลิกสูงแสดงความสงสัย พลางหัวเราะเสียงแผ่ว
“ไม่ใช่ละมั้ง โคมนี้ใครๆ ก็เห็นว่าข้าเป็นผู้ต่อบทกลอนจนได้มา แม้แต่เงินมัดจำก็จ่ายเรียบร้อยแล้ว อาศัยอะไรมาบอกว่ามันเป็นของเจ้ากัน”
“จะ…เจ้า!” หยางจื่อหรงเถียงไม่ออก ได้แต่ถลึงตาใส่อย่างดุดัน
“เงินเพียงหนึ่งตำลึงนับเป็นอะไรได้ ในเมื่อข้าบอกว่าจะซื้อ ย่อมต้องจ่ายให้อยู่แล้ว” กล่าวจบก็เชิดใบหน้าขึ้นสูง ก่อนสั่งสาวใช้ด้านหลังตนเอง “ชุ่ยเถา เอาเงินให้นางไป!”
สาวใช้นามชุ่ยเถารีบก้าวขึ้นหน้ามายื่นเงินส่งให้ หยางจื่อหรงจึงทำท่าจะคว้าโคมไปอีกครั้ง ทว่าอี้อินมีหรือจะยอมให้นางสมใจได้ง่ายๆ
“อี้อิน! เจ้าอย่าให้มันมากเกินไปนักนะ!”
เสียงตวาดแหวของท่านหญิงตรงหน้าไม่ได้ทำให้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย หากไม่เพราะก่อนหน้านี้หยางจื่อหรงเอ่ยปากดูถูกถึงครอบครัวนาง เพียงโคมอันเดียวอี้อินอาจยอมตัดปัญหายกให้ก็เป็นได้
“มากเกินไปตรงไหน ก็นี่มันโคมของข้า”
