ตอนที่7ข้าจะเปลี่ยนนางเอง
ตอนที่ 7 ข้าจะเปลี่ยนนางเอง
โรงน้ำชาม่านฮวา
ภายในโรงน้ำชาคักครื้นไปด้วยผู้คน ภายในห้องแขกพิเศชชั้นบนยังคงเป็นสี่สหายผู้สูงศักดิ์
เซียวเจิ้งยวนยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางถอนหายใจเป็นระยะ ๆ จนสหายทั้งสามที่นั่งอยู่ต้องเอ่ยถามขึ้น
“นี่เจิ้งยวนเหตุใดดูเจ้าทุกข์ใจเช่นนี้”
จางเฉิงฟานถามขึ้น
“จะมีอะไรอีกเล่า ก็คงขอหย่าแม่ทัพกู้ไม่ได้”
มู่หานอี้ตอบแทรกอย่างรู้ถึงสีหน้าของสหาย เขาทำหน้าอมทุกข์เช่นนี้ก็คงมีแค่เรื่องเดียว
เซียวเจิ้งยวนส่ายหัวไปมาแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อน
“ได้ใบหย่ามาแล้ว”
“นั่นไงข้าว่า—”
มู่หานอี้กำลังจะเสริมต่อแต่กลับต้องหยุดชะงัก แล้วหันไปถามเซียวเจิ้งยวนใหม่อีกรอบ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”
เซียวเจิ้งยวนมองไปยังสีหน้าของสหายทั้งสามคนที่กำลังอ้าปากค้างไม่เชื่อในคำพูดของเขา เขาถอนหายใจแผ่วแล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะไม้เบื้องหน้า
เหล่าสหายแสนดีรีบหยิบมาเปิดดู ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและความงุนงงกับสีหน้าของเซียวเจิ้งยวน
“ใบหย่าก็ได้แล้ว? แล้วเหตุใดยังทำหน้าเช่นนี้อีกเล่า?”
มู่หานอี้ถามขึ้นด้วยสีหน้างุนงง
เซียวเจิ้งยวนถอนหายใจยาวทอดสายตามองไปยังเหล่าสหายแสนดีของตนทั้งสาม ยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบเล็กน้อย
“นางอาจดูแข็งกร้าวไปหน่อย ไม่มีคุณสมบัติของกุลสตรี แต่นางเป็นคนดี ซื่อตรง สตรีเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง”
“ออ”
สหายทั้งสามอุทานพร้อมกับแล้วยังพยักหน้ารับพร้อมกันอีกด้วย แล้วก็จ้องเซียวเจิ้งยวนรอฟังคำพูดของเขาต่อ
เซียวเจิ้งยวนถูกสายตาของพวกเขามองมาจนกดดันเล็กน้อย เขาเลยตบโต๊ะเบา ๆ แก้เขินแล้วเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น
“ข้าคิดว่าจะให้โอกาสนาง! ได้เปลี่ยนแปลงตนเอง”
“อืม ๆ ”
เหล่าสหายแสนดีตอบแล้วพยักหน้าพร้อมเพียง
“เช่นนั้นก็อย่ารอช้า”
เซียวเจิ้งยวนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง สายตาแน่วแน่เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีแล้วก้าวพรวดออกไปจากห้องขันที
เหล่าสหายแสนดี“…”
….
ภายในตำหนักองค์ชายสิบสาม
กู้หนิงอันในชุดทหารสายพิธีการสีแดงกุหลาบเข้ม เส้นผมนางถูกเกล้ามวยสูงติดปิ่นเงินแบบเรียบ ๆ
นางกำลังฝึกดาบอยู่กลางสวนอย่างคล่องแคล่ว ผ้าคลุมไหล่สีแดงกุหลาบสะบัดไปตามการเคลื่อนไหวของนาง ท่าทางราวกำกลังร่ายรำแต่หนักแน่นทุกกระบวนท่า
องครักษ์เซี่ยวซุ่นยืนเฝ้ามองอยู่ด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งท่าทางหนักแน่น
ขันทีประจำตำหนักก้าวอย่างรวดเร็วเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้ากู้หนิงอัน
“พระชายา พระสนมหลินกุ้ยเฟยต้องการให้พระชายาไปเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
กู้หนิงอันหยุดมือแล้วตอบรับ
“อืม”
กล่าวจบก็ก้าวออกมาจากสวนและส่งดาบให้องครักษ์หญิงเสี่ยวซุ่นอย่างคล่องแคล่ว
ไม่นานก็เดินมาถึงห้องของหลินกุ้ยเฟย
กู้หนิงอันก้าวเข้าไปด้านในด้วยท่าทางมั่งคงและนิ่งลึก ไหล่ตั้งตรง แผ่นหลังเหยียดเรียบ ผ้าชุดสีแดงกุหลาบเข้มสะบัดเบา ๆ ตามแรงก้าว สายตาเฉียบเย็นมองตรงไปยังพระสนมหลินกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรออยู่ในตำแหน่งประธาน
หลินกุ้ยเฟยมองดูท่าทางของกู้หนิงอันแล้วถอนหายใจแผ่วหนึ่ง ราวกับเหนื่อยใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง”
สายตาของหลินกุ้ยเฟยมองตามกู้หนิงอันที่ยืนตระหง่านกลางห้อง หลังตรง ดวงตานิ่งสงบ ท่วงท่าคมกริบยิ่งกว่าบุรุษหลายคน
ชุดทหารสีแดงกุหลาบเข้มพลิ้วไหวไปตามแรงลม ฝีเท้าแต่ละก้าวหนักแน่น ไม่มีความอ่อนหวานสมกับเป็นสตรีแม้แต่น้อย มีเพียงความองอาจ กล้าเกร่ง
หลินกุ้ยเฟยเม้มริมฝีปากเบา ๆ ในใจอดบ่นไม่ได้ว่า
แข็งแกร่งเสียจนปานนี้ เจิ้งยวนจะตกหลุมรักนางได้อย่างไรกัน?
นางส่ายหน้าเล็กน้อย เหนื่อยใจกับความซื่อตรงของแม่ทัพหญิงคนนี้ไม่ได้
หลินกุ้ยเฟยยกมือขึ้นแตะขมับเบา ๆ สายตานางเหลือบมองแม่ทัพหญิงที่ยังยืนสงบนิ่งอย่างไร้เดียงสา
แม้จะเป็นผู้มีฝีมือสะเทือนพรมแดน แต่เรื่องในเรือนในกลับ… ช่างว่างเปล่าเสียจริง
หลินกุ้ยเฟยส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง แล้วถอนหายใจแผ่ว
“แม่นมหลิวเชิญคนมา”
หลินกุ้ยเฟยหันไปพูดกับแม่นมหลิวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“เพคะ”
แม่นมหลิวตอบแล้วย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม ใบหน้าแต้มรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหมุนกายก้าวออกไปจากห้องนั้น
กู้หนิงอันยืนนิ่งอยู่กับที่ ใบหน้าสงบนิ่งแต่ในใจพลันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หลินกุ้ยเฟยจะให้นางทำอะไรกันแน่น
ไม่นานแม่นมหลิวก็เดินเข้ามาพร้อมกับสตรีผู้หนึ่งที่รูปร่างอรชร แต่งกายฉูดฉาดและใบหน้าที่ดูกับราวเป็นนางจิ้งจอกแม้ไม่ได้ยิ้มมากมายแต่กลับดูน่าดึงดูด
แม่นมหลิวหยุดยืนคารวะแล้วพูดขึ้น
“พระสนม นี้คือแม่นางชางเหนียงจากหอฝู่อวี้เพคะ”
“คารวะพระสนมกุ้ยเฟย หม่อนฉันชางเหนียงเพคะ”
ชางเหนียงย่อกายลงประสานมืออย่างนอบน้อม ใบหน้าแต้มรอยยิ้มหวาน
หลินกุ้ยเฟยมองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าให้แม่นมหลิว
เมื่อแม่นมหลิวได้รับคำบัญชาก็ก้าวตรงไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหน้ากู้หนิงอันแล้วพูดขึ้น
“พระชายากู้ นี่คือ ชางเหนียงจากหอฝู่อวี้ วันนี้นางจะมาสอนวิธีมัดใจสามีให้ท่านเพคะ”
มัดใจสามี? คืออะไร? กู้หนิงอันคิดในใจแต่ใบหน้านางยังสงบสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ใด ๆ นางหันไปมองสตรีนางนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
“อืม”
“เช่นนั้นเชิญพระชายาเพคะ”
แม่นมหลิวพูดพร้อมกับก้าวนำทางกู้หนิงอันและชางเหนียงออกไปยังอีกห้องหนึ่งที่เตรียมไว้
หลินกุ้ยเฟยมองตามท่าทางองอาจของสะใภ้ผู้นี้อย่างจนใจ ได้แต่คิดว่าสิ่งที่นางพอจะช่วยได้ก็ทำแล้ว หากเวลาผ่านไปแล้ว นางยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ คงต้องให้บุตรชายนางรับอนุภรรยาเพิ่ม และเมื่อถึงตอนนั้นหวังว่า กู้หนิงอันจะใจกว้างพอ
….
กู้หนิงอันตามแม่นมหลิวและชางเหนียงมายังห้องหนึ่ง ชางเหนียงมอบหนังสือเล่มหนึ่งให้ กู้หนิงอันเปิดดูก็หน้าแดงจัดขึ้นทันที เพราะภาพวาดด้านในนั้นเต็มไปด้วยการร่วมรัก
ชางเหนียงและแม่นมหลิวหัวเราะเบา ๆ อย่างชอบใจ ทั้งสองรู้ว่านางยังไม่ประสีประสากับเรื่องเหล่านี้
“พระชายา นี้คือสิ่งที่ต้องปรนนิบัติดูแลสามีในยามค่ำคืนนะเพคะ ท่านต้องเรียนรู้ให้มากหน่อย”
กู้หนิงอันที่หน้าแดงก่ำ ได้แต่ก้มหลบสายตาของพวกนางแล้วพยักหน้ารับ
ชางเหนียงก้าวเข้ามาใกล้แล้วกวาดมองเรือนร่างของกู้หนิงอันอย่างพิจารณา ก่อนจะพูดขึ้น
“สตรีที่แท้จริงต้องอ่อนหวานและอ่อนโยนเมื่ออยู่ต่อหน้าสามี ข้าจะค่อย ๆ สอนท่านนะเพคะ”
กู้หนิงอันได้แต่พยักหน้ารับ แล้วค่อย ๆ ทำตามสิ่งที่ชางเหนียงสอนมาทีละอย่างและจดจำเอาไว้
วิธีมัดใจสามีอะไรกัน ทำไมนางรู้สึกว่าช่างยุ่งยากกว่าการออกรบเสียอีก แต่ในเมื่อ นางแต่งงานเข้ามาแล้วก็ต้องเชื่อฟังแม่สามี จะได้ไม่มีเรื่องให้ปวดหัว
