ตอนที่1 ราชโองการ
ตอนที่ 1 ราชโองการ
ศาลบรรพชนตระกูลกู้
ภายในศาลบรรพชนตระกูลกู้ที่เงียบสงบมีร่างของสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทางสบาย ๆ ในมือยังคงถือซาลาเปาไส้เนื้อ นางยกขึ้นกัดกินเต็มคำ เพิ่งกลับมาจากสนามรบพร้อมชัยชนะแต่กู้หนิงอันกลับมีโทษหลอกหลวงเบื้องสูง ต้องมาคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่ศาลบรรพชนของตระกูล
“คุณหนู ฮูหยินมาเจ้าค่ะ”
เสียงหนักแน่นขององครักษ์หญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูดังขึ้น
กู้หนิงอันที่กำลังเคี้ยวซาลาเปาอยู่รีบยัดแป้งซาลาเปานุ่มเข้าปากทีเดียวแล้วกลืนลงไปทันที ขณะเดียวกันนางก็รีบปรับเป็นท่าคุกเข่าดังเดิม
ซูเหมยหลันในวัยสี่สิบปีในยามนี้ได้เป็นฮูหยินของจวนตระกูลกู้แล้ว นางมีบุตรสาวคนโตคือกู้หนิงอัน และ บุตรชายคนเล็กคือกู้เหยียนเฉิง
เสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้น ฮูหยินกู้ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแต่แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย บุตรสาวคนโตของนางช่างไม่รู้จักความ ไม่ยอมเรียนกุลสตรีอยู่เรือน เอาแต่อยากฝึกยุทธ์กับผู้เป็นบิดากู้เฉิงเยี่ยน
ในตอนที่นางยังเด็กเพราะเป็นเด็กอ้วน นางจึงยอมตกลงเพราะนางคิดว่าลูกสาวได้ออกกำลังเสียหน่อย ร่างกายจะได้แข็งแรงและสมส่วน
ผิดมหันต์ นางผิดอย่างร้ายแรง บุตรสาวผอมลงจริงแต่นางกลับชื่นชอบในการฝึกยุทธ์
อายุสิบห้าแอบตามบิดาไปสนามรบโดยเปลี่ยนชื่อใหม่สองปีต่อมามือดีนัก ไปฆ่าแม่ทัพฝ่ายศัตรูได้รับแต่งตั้งเป็นรองแม่ทัพจากฝ่าบาท
เมื่อกู้เฉิงเยี่ยนบิดานางรู้เข้าก็โกรธมาก นี่คือโทษหลอกลวงเบื้องสูงเชียว ในตอนนั้นเขาคิดว่าจะกลับมารับโทษแทนบุตรสาวแต่สงครามยืดเยื้อยาวนานนัก
สามปีต่อมา กู้เฉิงเยี่ยนสู้จนตัวตายในสนามรบเพื่อปกป้องชายแดน
หกเดือนต่อมาหนิงอันใช้ชื่อกู้ฟานเหยียนสยบศัตรูที่ชายแดนจนชายแดนกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ชัยชนะดังกึกก้องไปทั่วและทำให้นางถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ในต้าหลี่ ราชโองการส่งมายังจวนตระกูลกู้ ในวันนั้นเองที่ซูเหมยหลันและฮูหยินผู้เฒ่ากู้ได้รู้ความจริงว่า
หลานชายกู้ฟานเหยียนก็คือบุตรสาวคนโตกู้หนิงอัน ราชโองการแต่งตั้งตำแหน่งนี้กลายเป็นหลักฐานโทษหลอกลวงเบื้องสูงที่ส่งมาเยือนถึงที่
ฮูหยินกู้หยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากู้หนิงอัน ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม นางมองตรงมายังบุตรสาวที่ยังมีเศษแป้งซาลาเปาติดอยู่บนปาก
ในใจพลันเดือดพล่าน ดวงตาขุ่นเคืองตัวเองที่ปล่อยตามใจลูกจนก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้ แม่สามีต้องเข้าวังเพื่อขออภัยโทษให้ลูกสาวตัวดี แต่นางกลับไม่สำนึก
“ไปเอาไม้เรียวมา!”
น้ำเสียงนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
มู่อันชะงักนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองดูสีหน้าที่เคร่งขรึมของฮูหยินกู้แล้วไม่กล้าเอ่ยทัดทานได้แต่หมุนกายก้าวไปหยิบมา
กู้หนิงอันเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยดวงตากลมใสเต็มไปด้วยการอ้อนวอน
“อาเหนียง ท่านตีข้าไม่ได้นะท่านย่าบอกแล้วว่าจะไปขอความเมตตากับฝ่าบาท รอท่านย่ามาก่อนดีหรือไม่”
น้ำเสียงกู้หนิงอันอ่อนลง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความออดอ้อน ดูแล้วน่าสงสารยิ่งนัก
ฮูหยินกู้ยื่นมือไปรับไม้มา มือนางสั่นเล็กน้อย ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ทั้งสงสารลูก ทั้งโกรธลูก ทั้งโมโหตัวเอง
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงสั่นเล็กน้อยของฮูหยินผู้เฒ่ากู้ดังขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบโดยมีแม่บ้านเจียงคอยช่วยประคองอย่างระมัดระวัง ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ในยามนี้ร่างกายชราแล้วผมของนางก็กลายเป็นสีขาวแล้วแต่ท่าทางยังสง่างามดังเดิม
ฮูหยินกู้ชะงักมือทันที แล้วหันไปตามเสียง เห็นแม่สามีกำลังก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นางก็พอจะเดาออกว่าฝ่าบาททรงไม่ถือสาเอาความแล้ว
“ท่านย่า”
เสียงของกู้หนิงอันหวานออดอ้อนยิ่งนัก ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มดีใจ เมื่อเห็นที่พึ่งของนางก้าวเข้ามา ท่านย่ารักนางมากที่สุดไม่ว่านางทำผิดอะไรก็ไม่เคยลงโทษนาง และยังช่วยนางอีกด้วย
ครานี้ก็เช่นกัน นางรักและเคารพท่านย่าที่สุด ท่านย่าบอกว่านิสัยของนางช่างเหมือนท่านปู่ยิ่งนัก กล้าหาญ เที่ยงธรรม และซื่อตรง
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้เดินมาหยุดหน้ากู้หนิงอันแล้วช่วยพยุงหลานสาวให้ลุกขึ้นยืน
“ท่านย่า ข้าผิดไปแล้ว”
น้ำเสียงของกู้หนิงอันยังเต็มไปด้วยความสำนึกผิด แววตานางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ช่างดูน่าสงสารยิ่งนัก
“เด็กดี เรื่องมันผ่านไปแล้ว ฝ่าบาททรงไปถือโทษโกรธเจ้าแล้วล่ะ”
“จริงหรือเจ้าคะ”
กู้หนิงอันเอ่ยขึ้นถามอย่างดีใจ
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้พยักหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มือเหยี่ยวย่นยกขึ้นลูบศีรษะของหลานสาวอย่างเอ็นดู
“กลับมาเหนื่อย ๆ ไปพักเถิด”
กู้หนิงอันยิ้มกว้างแล้วพยักหน้ารับ
“เจ้าค่ะ ท่านย่า”
กล่าวจบกู้หนิงอันก็ก้าวออกจากห้องไป
ฮูหยินกู้มองดูบุตรสาวอย่างเหนื่อยใจ แล้วหันมาหาแม่สามีที่ยืนอยู่ไม่ไกล นางเดินเข้าไปช่วยพยุงร่างของแม่สามีแทนแม่บ้านเจียงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“ท่านแม่ ลำบากท่านแล้ว เด็กคนนี้เอาแต่ใจเกินไปแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้หันมามองหน้าลูกสะใภ้ของตน ในยามนี้นางดูอ่อนแรงลงมากไม่เหมือนแต่ก่อน สามีของนางจากไปกระทันหันจึงทำให้นางเสียใจจนรูปร่างผอมบาง
การมีสามีที่ต้องออกรบเป็นเรื่องที่ต้องพบคืออาจเป็นหม้ายในวัยสาวหรือกลางคนเช่นนี้ นางเองก็ประสบมาแล้วเช่นเดียวกัน
โชคดีที่กู้เหยียนเฉิงนั้นไม่ชอบการต่อสู้ เขาชอบท่องตำราไม่นานก็ได้สอบขุนนาง
แต่คนที่ชอบการต่อสู้กลับเป็นหนิงอันหลานสาวของนางเสียนี่ หากพูดถึงความชอบนี้นั้นหนิงอันมีแววตั้งแต่เด็กหากเป็นชายตอนนี้คงได้แต่งตั้งเป็นแม่ทัพแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ตบมือของลูกสะใภ้เบา ๆ ถอนหายใจแผ่วแล้วเอ่ยขึ้นเสียงอ่อนโยน
“นางยังเด็กไม่รู้ความ อย่าถือสานางนักเลย”
ฮูหยินกู้ได้แต่พยักหน้ารับ
“เจ้าค่ะ ดึกแล้วเดี๋ยวข้าเดินไปส่งท่านที่เรือนนะเจ้าคะ”
“อืม”
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้เอ่ยตอบ แล้วหมุนกายก้าวออกจากห้องไปโดยมีลูกสะใภ้ช่วยประคองอย่างระมัดระวัง
….
ยามเช้าตรู่ในจวนตระกูลกู้เสียงฝีเท้าของขันทีดังขึ้นกึกก้อง พร้อมราชโองการใหม่ที่ฮ่องเต้ทรงประทานมาให้กู้หนิงอันใหม่ ทุกคนในจวนออกมาคุกเข่ารับราชโองการ
ขันทีเรียกชื่อกู้หนิงอันดังก้องแล้วอ่านตามแผ่นราชโองการสีทองว่าฮ่องเต้ทรงมอบสมรสประราชทานให้นางกับองค์ชายสิบสามเซียวเจิ้งยวน
แม้นางจะไม่เคยเห็นเขาแต่เมื่อเป็นบุรุษที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้ เขาก็รับด้วยความเต็มใจ สิ่งใดที่ได้รับพระราชทานนั้นก็ถือว่าเป็นของล้ำค่าที่สุด
กู้หนิงอันยิ้มแย้มรับราชโองการด้วยท่าทางสง่างาม ด้วยความที่ฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก รูปร่างนางจึงสูงโปร่งมั่นคง ไม่ได้บอบบางราวสวยน้อย ใบหน้าสวยคม จมูกโด่ง ดวงตากลมโต ริมฝีปากบาง ถือได้ว่าเป็นหญิงงามที่หาที่เปรียบได้ยาก
ขันทียื่นราชโองการสีทองให้ด้วยท่าทีนอบน้อม คอยกวาดดูนางอย่างละเอียด เขายิ้มพอใจกับรูปร่างและใบหน้านี้
ก่อนออกมาฮ่องเต้ได้บอกกับหลินกุ้ยเฟยถึงเรื่องนี้แล้วแต่ด้วยข่าวลือหนาหนูว่า คุณหนูตระกูลกู้นั้นรูปร่างอ้วนท้วมสูงใหญ่ ใบหน้าอัปลักษณ์ยิ่งนักอีกทั้งยังโหดเหี้ยมป่าเถื่อน นางเกรงว่าบุตรชายของนางจะฝันร้ายจนตายหรือไม่ก็สติฟั่นเฟือน
หลินกุ้ยเฟยร้องให้อ้อนวอนตลอดทั้งคืน แต่ไม่อาจเปลี่ยนใจฮ่องเต้ได้
