บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 โตขึ้นอีกหน่อย

“อย่าวิ่งเจ้าค่ะแม่หญิงอย่าวิ่ง ประเดี๋ยวจักหกล้ม”

เสียงดังเอะอะมาจากหอนอนของแม่หญิงวัยสิบสาม พร้อมกับร่างบอบบางของแม่หญิงชบาวิ่งถลาออกมาจากหอนอนอย่างเร็วรี่ เพียงเพราะเธอทราบจากนางแจ่มผู้เป็นบ่าวแสนดี ว่าคนที่หายหน้าหายตาไปนานแรมปีบัดนี้ได้กลับมาเหยียบชานเรือน

“อ้าว คุณพี่ไม้ แล้วคุณพี่ทัพเล่าเจ้าคะ”

ขาเรียวชะงักกึกเพียงเห็นว่าคนที่นั่งพูดคุยอยู่กับมารดานั้นหาใช่คนที่เธอตั้งตาคอยไม่ แม่หญิงก็ถึงกับหน้าสลด คนที่อยากเจอกลับไม่เจอแต่ดันมาเจอคนที่ไม่ได้อยากเจอเลยแม้แต่น้อย

“เอาแต่ถามหาพี่ทัพ ไยไม่ถามหาพี่บ้าง”

พ่อไม้เอ่ยถามแม่หญิงวัยละอ่อนที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะสนิทสนมกับแม่หญิงชบา แต่แม่หญิงตัวน้อยดูท่าจักอยากสนิทสนมกับพี่ชายของเขาเสียมากกว่า

“แล้วชบาจักถามหาคุณพี่ไม้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าคุณพี่ไม้อยู่ตรงนี้แล้ว อีกอย่างคุณพี่ไม้มิได้ใจดีกับชบาอย่างคุณพี่ทัพนี่เจ้าคะ”

บอกพร้อมกอดอกมองเมินชายหนุ่มตรงหน้าราวกับไม่อยากจักเสวนาพาทีด้วย

“พี่ทัพใจดี หรือมีผลประโยชน์กันแน่ แค่เพียงพี่ทัพซื้อขนมแลของเล่นมาฝากเจ้า เจ้าก็บอกว่าพี่ทัพใจดีเสียแล้ว”

พ่อไม้เอ่ยอย่างรู้เท่าทัน

“มิใช่เช่นนั้นเสียหน่อย คุณพี่ไม้ก็ว่าไปเรื่อย”

“แม่ชบา แม่บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าช่างต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่ พ่อไม้เขาเป็นพี่ ไยทำกิริยามิงามเล่า”

เสียงเย็น ๆ ของผู้เป็นแม่ทำให้แม่หญิงถึงกับเปลี่ยนกิริยาท่าทาง

“ขออภัยเจ้าค่ะคุณแม่”

“ขออภัยพ่อไม้เขาเถิด มิใช่มาขออภัยแม่ แล้วนี่ไยเจอพี่เชื้อแล้วมิไหว้ แม่ชักจะหมดความอดทนกับเจ้าแล้วหนา”

คนเป็นแม่เอ็ดอึงเสียงดังพร้อมส่งสายตาคาดโทษ

“อุ้ย! ลืมเจ้าค่ะคุณแม่ กราบคุณพี่ไม้เจ้าค่ะ”

“ไหว้พระเสียเถิดแม่ชบา ไหว้งามนักค่อยดูเป็นผู้เป็นผู้คนหน่อยหนา รู้จักกราบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่เช่นนั้นก็รับเอาของฝากของเจ้าไปเถิด”

ชายผู้มาเยือนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเย้าด้วยแม่หญิงนั้นทโมนราวกับชายหามีความเป็นกุลสตรีไม่ แต่ก็ยังส่งของฝากไปให้ถึงมือ

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณพี่ทัพฝากของมาให้ข้าอีกแล้วรึเจ้าคะ คุณพี่ทัพช่างใจดีกับข้านัก”

รับเอาของฝากพร้อมยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง

“หาใช่ของพี่ทัพไม่ แต่เป็นของพี่เองต่างหากเล่า”

“อ้าว เช่นนั้นรึเจ้าคะ แล้วไยคุณพี่ไม้จึงให้ของแก่ข้า ผิดวิสัยนัก ร้อยวันพันปีมิเคยจักให้”

คนให้ถึงกับยิ้มขัน แม่หญิงน้อยนั้นช่างต่อปากต่อคำเสียนี่กระไร

“ก็วันนี้พี่ทัพไม่ได้ฝากของมาให้เจ้า พี่มิกล้าจักมามือเปล่า เลยต้องซื้อของมาฝากเจ้านี่อย่างไร”

“เช่นนั้นเองรึเจ้าค่ะ แล้ววันนี้คุณพี่ทัพมิได้ฝากสิ่งใดมาเลยจริง ๆ รึเจ้าคะ”

“ใช่”

“แม้แต่น้อยก็มิมีรึเจ้าคะ”

“ไม่มี”

“มิได้หลอกกันดอกรึเจ้าคะ”

ปกติเมื่อนายนายช่างไม้มาก็จะมีของฝากจากคุณพี่ทัพของเธอติดมือมาด้วยทุกครั้ง แถมนายช่างไม้ยังเล่าเรื่องราวของผู้เป็นพี่ชายให้เธอฟังเสมอ แต่ครานี้ไยถึงไม่มีมา

“พี่ไม่ได้หลอก พี่ทัพมิได้ฝากสิ่งใดมาให้เจ้าจริง ๆ”

สิ้นคำนั้นแม่หญิงก็ถึงกับดวงตาหม่นแสง คอระหงตกลงราวกับดอกไม้เฉา ๆ ที่รอวันแห้งเหี่ยว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอเอาแต่เฝ้ารอคุณพี่ทัพ แม้ไม่ได้เจอตัวแต่ได้ของฝากไว้ดูต่างหน้าก็ยังดี แต่ครานี้คุณพี่ทัพกลับไม่ฝากของมาเสียแล้ว แค่คิดก็ให้รู้สึกน้อยใจเหลือเกิน

‘บางทีคุณพี่ทัพอาจจักลืมคนที่เฝ้าคิดถึงเขาอย่างเธอไปแล้วก็เป็นได้’

“จักทำหน้าเศร้าไปไยกันเล่า คุณพี่ทัพมิได้ฝากของมาให้เจ้าเพราะว่าเขาต้องการจักเอามาให้เจ้าด้วยตัวเองอย่างไรเล่า”

คนช่างแกล้งเมื่อเห็นว่าแม่น้องน้อยหน้าสลดก็ถึงกับต้องยอมเผยความจริง

“หา คุณพี่ไม้ว่ากระไรหนาเจ้าคะ”

ดวงตาที่เคยหม่นแสง บัดนี้กลับเจิดจ้าสว่างไสวขึ้นพลัน

“พี่ทัพสั่งความกับบ่าวอยู่ที่ท่าน้ำข้างล่างโน่น อยากไปหาก็ไปสิ”

“คุณพี่ทัพ คุณพี่ทัพมาหาชบาแล้ว คุณพี่ทัพเจ้าขา”

ว่าแล้วแม่ชบาก็วิ่งหน้าตั้งอย่างไม่คิดชีวิต ตั้งใจจักก้าวขาลงกระไดเรือนไปหานายช่างทัพโดยเร็วพลัน

“กิริยามิงามเลยลูกสาวน้า เฮ้อ เมื่อใดจักเป็นแม่หญิงงามพร้อมกับเขาเสียที ไม่ได้เหมือนแม่ชวนชมเลยสักน้อย”

แม่นายบุญเรือนผู้เป็นแม่ได้แต่บ่นอุบ ส่วนนายช่างไม้ได้แต่ยิ้มเพราะเขาก็เห็นแม่ชบาน้อยเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เล็กก็เลยชินเสียแล้วกระมัง แม่ชบาต่างกับผู้เป็นพี่สาวของเธอมากมายนัก

ด้านแม่หญิงวัยแรกรุ่น เมื่อวิ่งมาถึงชานเรือนก็รีบกระโจนลงกระไดอย่างเร็วรี่ ด้วยใจแม่ชบาเพลานี้อยู่ที่ศาลาท่าน้ำแล้ว แลด้วยความไม่ทันระวังสังเกตสังกา ร่างบางของแม่หญิงที่ถลาลงมาจึงได้ปะทะกับร่างหนาสูงโปร่งเข้าอย่างจัง กระทั่งทำให้สองร่างนั้นเซถลาหงายหลังล้มลงไปอย่างแรง ในจังหวะนั้นเรียวปากจิ้มลิ้มของแม่หญิงก็ประกบเข้ากับปากหยักในทันควัน คนใต้ร่างนั้นถึงกับอึ้งงันด้วยไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงตาสีดำดั่งนิลหลับพริ้มริมฝีปากนุ่มนิ่มนั้นน่าหลงใหลนัก เพียงสัมผัสก็ให้รู้สึกถึงความนุ่มละมุน และยิ่งเมื่อได้กลิ่นหอมละไมจากเส้นผมดำสลวยที่เวลานี้ได้ระไปตามใบหน้าของเขา ก็ทำให้เขาเผลอสูดลมหายใจเอากลิ่นนั้นเข้าไปจนเต็มปอด มือหนาเผลอลูบไล้ไปตามไหล่เนียนนุ่มที่เขาประคองไว้อย่างเผลอไผล มันให้สัมผัสที่ลื่นมือ ผิวกายสตรีนางนี้ช่างน่าสัมผัสเหลือเกิน

“โอ้ย”

แม่หญิงชบาส่งเสียงร้องเบา ๆ ก่อนจักฟุบหน้าลงกับอกแกร่งนั้นอีกคราเพราะรู้สึกจุก เธอเพิ่งเข้าใจเพลานี้เองว่าเพราะเหตุใดใคร ๆ ถึงเอ็ดทุกครั้งที่เธอวิ่งลงกระไดเรือน ต่อไปเธอคงต้องระวังให้มากขึ้น

ส่วนคนที่โดนชนก็เพิ่งจะหาเสียงตัวเองเจอ

“เจ็บตรงไหนฤๅไม่แม่หญิง”

“คุณพี่ทัพ คุณพี่ทัพเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

สิ้นคำนั้น นายช่างทัพก็ถึงกับนิ่งงัน พลันสังเกตคนที่ทาบทับอยู่เหนือร่างตนอย่างไม่เชื่อสายตา เพลานี้แม่ชบาน้อยของเขาดูเหมือนจะ ‘โตขึ้น’ อีกหน่อยแล้ว ผมที่เคยตัดจุกไปบัดนี้ยาวประบ่าที่ดูขาวเนียน รับกับใบหน้ารูปไข่ที่ดูเหมือนว่าแก้มป่อง ๆ ที่เคยมีจักลดลงไปมาก

“ว้าย แม่หญิง พี่แจ่มเตือนแล้วเตือนเล่าว่าอย่าวิ่งลงกระได แล้วเป็นอย่างไรเห็นฤๅไม่เจ้าค่ะ พลอยทำคุณพี่เจ็บตัวไปด้วย ดีเท่าไรแล้วที่คุณพี่รับไว้ทัน มิเช่นนั้นได้แข้งขาหักเป็นแน่”

เสียงร้องด้วยความตกอกตกใจของนางแจ่มทำให้นายช่างทัพถึงกับหลุดจากภวังค์ความคิด

ทันทีที่นางบ่าวช่วยพยุงแม่หญิงให้ลุกออกจากร่างของผู้มาเยือน แม่หญิงชบาก็ถลาเข้าหาคุณพี่ทัพของเธออีกครั้ง

“คุณพี่ทัพ เจ็บที่ใดบ้างเจ้าคะ ชบาขออภัยด้วยเถิด”

ว่าพลางเอื้อมมือเรียวขาวไปช่วยพยุงคุณพี่ทัพของเธอให้ลุกขึ้น มือน้อยเฝ้าปัดเอาเศษดินเศษหญ้าที่ติดตามเสื้อผ้านายช่างทัพออก ทุกกิริยาท่าทางมิอาจรอดพ้นสายตาของนายช่างหนุ่มที่เฝ้าจับตาดูอยู่ทุกอิริยาบถ คนตรงหน้าโตขึ้นแลเปลี่ยนไปมาก แต่แล้วอย่างไร ก็ยังทโมนไพรอยู่ดี แค่คิดก็ทำให้ผู้มาเยือนถึงกับต้องเผยยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจาทักทายแม่ดรุณีแรกรุ่นที่ดูเหมือนว่าเพลานี้จะตัวสูงขึ้นกว่าเมื่อปีก่อนมากโข

“เอ่อ แม่ชบาน้อย”

“เจ้าค่ะ นี่ชบาของคุณพี่ทัพเอง”

แม่หญิงเอ่ยบอกทั้งน้ำตารื้น

“แม่ชบาน้อยของพี่เมื่อไรจักโตเสียที ไม่เจอกันนานก็ยังทำกระไรเป็นเด็ก ๆ อยู่เลยหนา ทโมนแท้วิ่งลงกระไดไม่ระวังเลยหนาเจ้า”

บอกพร้อมเอื้อมมือไปขยี้กลุ่มผมดำสลวยของแม่หญิงตรงหน้า แม่หญิงจับเอามือหนาที่จับศีรษะตนไว้มั่นก่อนจะกุมมือนั้นไว้มั่นด้วยสองมือเรียวของเธอ

“ก็ชบาดีใจนี่เจ้าคะ นานเท่าใดแล้วที่มิได้เจอคุณพี่ทัพ ชบาคิดถึงเจ้าค่ะ”

บอกพร้อมคล้องแขนหนา

“มาครานี้ มิรู้ว่าอีกนานเท่าใดจึงจักได้มาอีก เพราะคุณพ่อท่านเจ็บไข้ พี่กับพ่อไม้ต้องดูแลงานปั้นสังคโลกแทนท่าน คงอีกนานกว่าเราจักได้เจอกันหนาแม่ชบา”

นายช่างทัพเอ่ยบอกแก่แม่หญิงวัยสิบสาม ผู้ซึ่งจักเป็นเด็กก็ไม่ใช่เป็นสาวก็ไม่เชิง แต่ยังดีที่กลิ่นกายแลผมเผ้านั้นหอม ไม่ได้มีกลิ่นตุ ๆ เหมือนเมื่อคราที่เคยเจอกันเมื่อปีก่อน

“เช่นนั้นรึเจ้าคะ มิเป็นไรดอกเจ้าค่ะ ชบาเข้าใจ”

บอกว่าเข้าใจแต่ไยหัวใจที่เคยพองโตกลับเหี่ยวแห้งลง

“วันนี้พี่แวะมาได้มินาน กราบคุณน้าเสร็จแล้วคงต้องรีบกลับ”

“กระไรกันเจ้าคะ เพิ่งปะหน้ากันแท้ ๆ นี่จักกลับแล้วรึเจ้าคะ ยังมิคลายคิดถึงเลยหนา”

“พี่มีกิจมากนัก ต้องเดินทางไปเจรจาค้าขายกับทางกรุงศรีด้วยเพิ่งเปิดตลาดใหม่ พี่มาเพียงบอกลาเจ้ากับทุกคนที่เรือนนี้ คงอีกนานกว่าจักได้เจอกันหนาแม่ชบา เอาไว้พี่กลับมาจักรีบมาหาเจ้าดีฤๅไม่?”

“อย่าทิ้งไปนานหนาเจ้าคะ ชบาคิดถึง”

คงไม่มีคำใดจักแทนใจแม่หญิงได้เท่าคำว่าคิดถึงอีกแล้ว เมื่อสิ้นพี่สาวไป คนที่เธอสนิทด้วยที่สุดเห็นมีแต่เพียงคุณพี่ทัพเท่านั้น แต่เพลานี้เมื่อคุณพี่มีกิจมากมายที่ต้องทำเธอก็พร้อมที่จะเข้าใจ

“อือ มิต้องร้องไห้ดอกเราได้เจอกันอีกเป็นแน่”

ว่าพร้อมเช็ดน้ำตาให้แม่น้องน้อย

แล้ววันนั้นเมื่อนายช่างทัพกราบลาบิดามารดาของแม่หญิงชบาแล้ว เขาก็เดินทางกลับไปพร้อมกับถุงหอมที่แม่หญิงชบาเพิ่งหัดทำเป็นครั้งแรก แม่หญิงชบาตัวน้อยนั่งมองเรือของเขาลอยลำจากไป ก่อนจะหันมามองขนมในมือแล้วยิ้มทั้งน้ำตา

หลังจากนั้นไม่นาน แม่หญิงชบาก็ได้ข่าวว่าพ่อของนายช่างทัพได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ พ่อกับแม่ของเธอเดินทางไปร่วมงานศพด้วย แต่เธอไม่ได้ไปเพราะการเดินทางด้วยเรือในหน้าฝนนั้นช่างลำบากนัก เธอจึงได้แต่รอฟังข่าว

หลังจากมารดากลับมาก็เล่าให้เธอฟังว่าคุณพี่ทัพของเธอได้เป็นผู้สืบทอดกิจการงานเครื่องปั้นสังคโลกต่อจากผู้เป็นบิดาอย่างเต็มตัว และเพราะเขาคงมีกิจมากมายนักทำให้นับตั้งแต่นั้นมาเธอจึงไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเขาอีกเลย มีเพียงนายช่างไม้ และแม่นายจันทร์เท่านั้นที่ยังแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ของเธออยู่บ่อยครั้ง เธอจึงได้ยินเรื่องราวของเขาจากปากของคนทั้งสอง ได้ข่าวว่าเขาต้องไปเจรจาค้าขายกับทางการกรุงศรีฯ ซึ่งเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้แก่งานเครื่องปั้นสังคโลกของเขา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel