มารดาผู้นี้จะเปลี่ยนให้เจ้าเป็นนางเอก!

100.0K · จบแล้ว
หย่งเอ๋อร์
44
บท
27.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

จู่ๆก็ได้ทะลุมิติเข้าไปอยู่ในร่างมารดาของนางร้าย เอาเถิด... มารดาผู้นี้จะเลี้ยงดูเจ้าให้เป็นเด็กดี เปลี่ยนชะตาจากนางร้ายที่มีจุดจบน่าอนาจ ให้กลายเป็นนางเอกที่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคตอย่างมีความสุข

นิยายจีนโบราณนิยายย้อนยุคแม่ทัพนางเอกเก่งข้ามมิติเกิดใหม่แต่งงานก่อนรักมีลูกโรแมนติก18+

บทที่ 1 จู่​ ๆ​ ก็กลายเป็นมารดาของนางร้าย

ขวัญใจนักเขียนนิยายรักยุคปัจจุบันชื่อดังวัยยี่สิบสี่ปีกำลังนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ด้วยความร้อนรน  หลังจากทำตัวเป็นนักเขียนไร้สังกัดมานาน สุดท้ายโชคชะตาก็เป็นใจ วันนี้เป็นวันที่เธอจะได้เซ็นสัญญาเป็นนักเขียนในสังกัดของสำนักพิมพ์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ดวงตาคู่สวยก้มมองลงไปบนข้อมือที่สวมใส่นาฬิกา ซึ่งตอนนี้เป็นเวลา 9.25 น. นั่นหมายความว่าอีกเพียงแค่ 5 นาทีก็จะถึงเวลานัดหมายแล้ว

"พี่ ทำไมรถถึงได้ติดขนาดนี้เนี่ย" ขวัญใจบ่นพึมพำตามประสาเด็กต่างจังหวัดที่ไม่ค่อยได้เข้ามาในเมืองหลวง อันที่จริงทางสำนักพิมพ์อนุญาตให้ส่งลายเซ็นดิจิตอลไปได้ แต่เป็นเธอเองที่ดื้อรั้นขอมาเซ็นสัญญาด้วยตัวเองถึงที่นี่

"กรุงเทพฯก็แบบนี้แหละน้อง ว่าแต่น้องรีบเหรอ พี่เห็นนั่งขยับยุกยิกไปมาตั้งนานแล้ว" 

"รีบสิพี่" 

"เอางี้มั้ย น้องลงจากรถวิ่งขึ้นสะพานลอยไปดีกว่า เพราะกว่าจะรอไฟเขียว กว่าจะได้กลับรถคงอีกหลายนาทีเลยแหละ" 

"ก็ดีเหมือนกัน" ขวัญใจตอบก่อนจะก้าวลงจากรถแท็กซี่ ทว่าด้วยความรีบร้อน อีกทั้งสะพานลอยยังอยู่ห่างจากจุดที่รถแท็กซี่จอดติดไฟแดงอยู่ เธอจึงตัดสินใจอาศัยช่วงรถติดวิ่งข้ามถนนแทน

"น้อง! ลืมกระเป๋าเงินไว้ในรถพี่" คนขับแท็กซี่ใจดีเปิดกระจกตะโกนบอก ทำให้คนที่กำลังจะก้าวขึ้นฟุตบาทชะงักไป

"เวรล่ะ!" ขวัญใจยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนจะหันหลังวิ่งกลับไปในทิศทางเดิมอย่างรีบร้อน และในช่วงจังหวะนั้นเอง รถกระบะคันหนึ่งวิ่งฝ่าไฟแดงมาด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะประสานเข้ากับร่างบางของขวัญใจเข้าอย่างจัง

เอี๊ยด! โครม! 

เสียงรถกระแทกเข้ากับร่างคนดังสนั่นไปทั่วท้องถนน พร้อมๆกับสติสัมปชัญญะของขวัญใจที่ค่อยๆหลุดลอยไป

"กรี๊ดดดด!" 

เสียงกรีดร้องของของบ่าวรับใช้ดังไปทั่วจวนสกุลหวาง พวกนางตกใจสุดขีด ดวงตาสองข้างเบิกกว้างขึ้น เนื่องด้วยก่อนหน้า หวางฮูหยินสั่งให้นำชาชั้นดีมาให้ดื่ม ทว่าเมื่อกลับมา หวางฮูหยินกลับไม่อยู่ในห้องหอเหมือนอย่างเคย พวกนางจึงรีบออกตามหา ก่อนจะไปเห็นหวางฮูหยินกระโดดลงจากสะพาน ร่างบางกระแทกน้ำดังตูมก่อนที่ร่างจะค่อยๆจมหายไป

บ่าวรับใช้ผู้ติดตามหวางฮูหยินมีเกือบสิบคน ทว่าคนสนิทมีเพียงแค่หลี่ซิน และตอนนี้นางเป็นผู้มีสติมากที่สุดจึงรีบวิ่งไปตามคนมาช่วยเหลือ

ขวัญใจลืมตาขึ้น มองรอบกายด้วยความงุนงง ตอนนี้เธอควรจะอยู่ที่สำนักพิมพ์ชื่อดังใจกลางเมืองหลวงไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงได้มาโผล่ทุ่งหญ้ากว้างแห่งนี้ด้วยเล่า

หญิงสาวมองสำรวจไปรอบกาย แต่เมื่อหันหลังกลับมาก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นชายชราชุดขาวผู้หนึ่งยืนอยู่ 

"ตาเป็นใคร แล้วที่นี่คือที่ไหนกัน?" ยังไม่ทันที่ชายชราจะได้เอ่ยปาก ขวัญใจก็รีบยิงคำถามใส่ทันที

"ข้าเป็นเทพ" หนวดสีขาวสีเดียวกันกับชุดของชายชรากระตุกขึ้นเล็กยามเอื้อนเอ่ย

"เทพอะไร? โอ๊ย ปวดหัว จะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ ตารีบพาหนูกลับไปที่สำนักพิมพ์ได้ไหม หนูรีบ" มือบางยกขึ้นเกาศีรษะไปมา หันมองไปรอบๆด้วยความร้อนใจ ความประทับใจแรกคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่นี่ยังไม่ทันไรก็จะสายตั้งแต่ครั้งแรกแล้วงั้นหรือ

"ไปไม่ได้แล้ว" 

"ทำไมล่ะ อ๋อ หรือว่าอยากได้เงิน ถ้างั้นหนูให้ยี่สิบ" 

ชายชราชุดขาวส่ายศีรษะไปมา

"ห้าสิบก็ได้ พอดีหนูยังไม่ได้กดเงิน มีติดตัวอยู่แค่นี้" กล่าวจบก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนตัวเก่งแต่ก็พบกับความว่างเปล่า

"นังหนูเอ๊ย ที่ข้าบอกว่าไปไม่ได้เพราะเอ็งสิ้นอายุขัยในโลกนั้นไปแล้วต่างหากล่ะ"

คำพูดของชายชราทำให้ขวัญใจหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไปมาอย่างห้ามไม่อยู่

"สิ้นอายุขัยอะไรกัน ตาอย่ามาล้อหนูเล่นแบบนี้สิ ไม่ตลกนะ" 

"ข้าพูดจริงๆ เอ็งลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อครู่นี้เอ็งเพิ่งโดนรถชนมา แต่เพราะเห็นแก่ความดีของเอ็งที่เคยทำมา ข้าจะให้โอกาสเอ็งได้ใช้ชีวิตใหม่ในโลกใหม่ ต่อจากนี้ไปก็อยู่ที่ตัวของเอ็งแล้วว่าจะลิขิตชีวิตของตัวเองไปในทิศทางไหน ข้าไปล่ะ คุยกับเอ็งแล้วข้าปวดหัว"

ชายชราชุดขาวอธิบายเพียงเท่านั้นก่อนจะอันตรธานหายตัวไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า

"ตา! ท่านเทพ! อย่าเพิ่งไปสิ กลับมาก่อน!"

อึ่ก! 

จู่ๆ ขวัญใจก็รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ความเหน็บหนาวเข้ามาเยือน เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆลืมขึ้น รอบกายมีเพียงแค่ความว่างเปล่าและความมืดมิด กระแสน้ำไหลผ่านผิวกายครั้งแล้วครั้งเล่า ขวัญใจรับรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้ร่างของนางอยู่ใต้ผืนน้ำและกำลังจมดิ่งลงไปทุกทีๆแล้ว

"เฮือก!" ขวัญใจรีบอ้าปากสูดอากาศเข้าปอด เมื่อร่างของนางถูกใครบางคนดึงขึ้นมาจากใต้น้ำอันเหน็บหนาว พอลืมตาขึ้นจึงพบชายรูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายคล้ายทหารราวสามสี่คนกำลังดึงร่างของนางเข้าฝั่ง

"ฮูหยินเจ้าคะ เหตุใดถึงทำเช่นนี้" หลี่ซินกล่าวทั้งน้ำตา รีบเข้าไปช่วยประคองร่างบางของเจ้านายมาจากทหารรักษาจวน

ไม่น่าเลย... ชีวิตของสตรีผู้หนึ่ง ที่หน้ามืดตามัวทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครัวหัวใจของบุรุษที่ตนรัก ทว่าเขาไม่ได้รักนางตอบ และไม่เคยคิดที่จะรัก แม้แต่เศษเสี้ยวเดียวในหัวใจของเขา นางก็ไม่มีวันได้ครอบครอง

หลังหวางฮูหยินคลอดบุตรสาว ผู้เป็นประมุขของจวนก็ไม่เคยย่างกรายมาที่ห้องหอ ยกเว้นหากมีความจำเป็น หวางฮูหยินเครียดหนัก เกรงว่าหากนางไม่ตั้งครรภ์บุตรชายให้กับเขา สามีจะปันใจให้หญิงอื่น จึงทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกร้องความสนใจจากหวางโหว ทว่ากลับไม่สนใจดูแลบุตรสาวในไส้ของตนเพราะอยากได้บุตรชายมากกว่า แต่ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไร้การเหลียวแลจากคนที่เป็นสามี

ระยะหลังมานี้ สตรีหงส์ค่อยๆซึมลง ไม่ยอมแตะต้องอาหาร ไม่ดูแลตนเอง ไม่ให้ผู้ใดแตะต้อง นอนหมดเรี่ยวแรง ไม่เอื้อนเอ่ยวาจากับผู้ใด

จวบจนวันนี้จู่ๆนางก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ แต่งแต้มเครื่องประทินโฉมงดงาม ก่อนจะบอกว่าคอแห้งและสั่งให้บ่าวไพร่ไปนำชาชั้นดีมาให้ดื่ม แต่พอพวกนางกลับเข้ามาก็พบว่าหวางฮูหยินหายไปตัว และได้มาเห็นว่าหวางฮูหยินกระโดดน้ำปลิดชีพตนเองที่สะพานไม้หลังจวนไปเสียแล้ว

"ฮูหยินเจ้าคะ อย่าทำเช่นนี้อีกเลยนะเจ้าคะ ทูนหัวของหลี่ซิน" 

ขวัญใจกะพริบตาปริบๆ มองมือของตนที่แนบอยู่บนแก้มของคนที่เรียกแทนตัวเองว่าหลี่ซิน ก่อนจะหันไปมองรอบกาย แลเห็นผู้คนยืนมุงอยู่ สีหน้าของทุกคนดูตื่นตกใจเป็นอย่างมาก จนทำให้เธอนึกกลัว

"พวกเจ้ามัวมุงอะไรกันอยู่ รีบไปตามหมอเร็วเข้าสิ!" หลี่ซินหันไปตวาดเสียงดังลั่น ผู้คนที่ยืนอยู่โดยรอบจึงรีบแยกตัวออกไปทำตามคำสั่ง

"เอ่อ... คุณคะ ที่นี่คือ..." ขวัญใจอ้าปาก หมายจะถามถึงสิ่งที่สงสัย 

'ที่นี่คือที่ไหนกัน แล้วทำไมทุกคนถึงได้แต่งตัวประหลาดอย่างนี้กันล่ะ?'

"หลี่ซิน เจ้าถอยออกไป หากนางอยากตายก็ปล่อยให้นางตายไปเสีย!" เสียงแหบห้าวกล่าวขึ้น พร้อมๆกับบุรุษร่างสูงกำยำผู้หนึ่งเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา อีกทั้งยังส่งดวงตาคมกริบจดจ้องมายังเธอ

"ใครอยากตาย ฉันไม่ได้อยากตายซะหน่อย" ขวัญใจทำหน้ามุ่ย อนาคตของเธอกำลังสดใส อีกทั้งอายุก็ยังน้อย และไม่เคยมีความคิดว่าอยากตายอยู่ในหัวสักนิด

"อ้อ เช่นนั้นเมื่อครู่นี้คงเป็นแผนการเรียกร้องความสนใจจากข้าสินะ" ชายหนุ่มร่างสูงทรุดกายลงนั่งเบื้องหน้าของเธอ ดวงตากลมโตของขวัญใจเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้เห็นใบหน้าของเขาชัดๆ

คนผู้นี้ช่างหล่อเหลายิ่งนัก! 

'ว่าแต่ว่าเขาเป็นใครกัน'

"คุณเป็นใครเหรอคะ" ไวเท่าความคิด เธอรีบเอ่ยวาจาถามเขาทันที

คำถามของเธอทำให้คนตัวโตชะงักไป ก่อนที่หวางอี้เฉิงจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น สตรีผู้นี้เจ้าแผนการยิ่งนัก

ดี! ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะสั่งสอนให้นางได้รู้สำนึก

"สติของเจ้าคงฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว เช่นนั้นข้าจะช่วยเรียกสติของเจ้าให้กลับคืนมาเอง" 

กล่าวจบเขาก็กระชากแขนเรียวขึ้นมา ก้าวเดินดุ่มๆลงไปในน้ำ ความเหน็บหนาวเข้ามาเยือนอีกครั้ง

"ปล่อยนะ!" ขวัญใจทั้งดิ้นทั้งร้อง แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงมหาศาลของชายผู้นี้ได้ มือหนาจับเข้าไปที่ลำคอบางก่อนจะจับศีรษะของเธอกดลงไปในน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

"อึ่ก อ่อก"

ขวัญใจดิ้นพล่าน แทบจะขาดอากาศหายใจอยู่รอมร่อ ในหูได้ยินแต่เสียงร้องไห้ของหลี่ซินดังแว่วเข้ามา ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบลงไปอีกครั้งหนึ่ง

หวางอี้เฉิงยืนกอดอกอยู่ข้างเตียง มองท่านหมอที่กำลังทำการตรวจร่างกายให้คนเจ้าปัญหาด้วยความหงุดหงิด อันที่จริงหากไม่โดนมารดาบังคับ เขาคงไม่มาเสียเวลายืนอยู่ที่ตรงนี้หรอก 

สตรีผู้นี้ไม่ได้มีค่าอันใดสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย วันๆเอาแต่สร้างปัญหา และทำตัวเป็นภาระให้ผู้อื่น หนำซ้ำนิสัยยังร้ายกาจดั่งนางมารร้าย

เขาเกลียดนางยิ่งนัก! 

"ฮูหยินปลอดภัยดีแล้วขอรับ ช่วงนี้ต้องให้นางพักผ่อนให้มากๆ ข้าจะสั่งยาบำรุงไว้ให้นางนะขอรับ" 

หวางอี้เฉิงพยักหน้ารับ หลังจากท่านหมอกลับไปจึงหันไปเอ่ยกับหลี่ซิน

"หลี่ซิน ต่อไปนี้หากเจ้านายของเจ้าอยากตายก็จงปล่อยให้นางตายเสีย อย่าได้คิดขัดขวางหรือช่วยเหลือนางเป็นอันขาด!" 

หลี่ซินเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง นั่งนิ่งก้มหน้างุดไม่กล้ารับคำ ทว่าในใจรู้สึกสงสารเจ้านายของตนมากเหลือเกิน

แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าหวางโหวจงเกลียดจงชังฮูหยินของตนยิ่งกว่าอะไร แต่ไม่นึกว่าเขาจะใจร้ายถึงขนาดสั่งห้ามไม่ให้ช่วยเหลือฮูหยิน

กล่าวจบหวางอี้เฉิงก็ก้าวเดินออกไปจากห้อง ทันทีที่ประตูเปิดออก ก็หยุดชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย เบื้องหน้าของเขามีเด็กหญิงตัวน้อยอายุราว 3 หนาวยืนอยู่ ดวงตากลมโตคลอเคล้าไปด้วยหยดน้ำ ปลายจมูกเล็กแดงก่ำราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก หวางอี้เฉิงรีบเบนสายตาหนีจากดวงตาคู่นั้น เพราะมันทำให้เขานึกถึงคนที่เขาเกลียดแสนเกลียด

"ท่านพ่อ..." เจ้าก้อนแป้งกล่าวเรียกผู้เป็นพ่อเสียงแผ่ว หวางอี้เฉิงใช้มือลูบศีรษะเล็กเบาๆ ก่อนจะตัดใจเดินจากไป

ไม่ใช่ว่าไม่รักบุตรสาวในไส้ แต่ทว่าเขาชิงชังสายเลือดอีกครึ่งหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของนางเกินกว่าจะทานทนได้ และอีกเหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือเขาไม่ต้องการให้สตรีร้ายกาจผู้นั้นนำเด็กน้อยมาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความสนใจจากเขา หากจะมีวันใดวันหนึ่งที่เขาจะสามารถอุ้มชู แสดงออกถึงความรักให้บุตรสาวในไส้ได้อย่างสนิทใจ วันนั้นคงเป็นวันที่จางเหมียวเมียวจบสิ้นลมหายใจไปแล้วกระมัง!