บทที่ 1 เจ้าสาวสายฟ้าแลบ
เวลา 09.00 น. ณ ห้องจัดเลี้ยงในรีสอร์ท ของไร่ชาธาราเคียงตะวัน ซึ่งเป็นไร่ชาอันเลื่องชื่อของจังหวัดเชียงราย
งานหมั้นเรียบง่ายตามฤกษ์งามยามดีในเช้าวันนี้ถูกจัดขึ้นอย่างสวยงาม ธาวิตว่าที่เจ้าบ่าวนั่งพับเพียบอยู่กับพื้นด้วยความรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าวันไหน ๆ เขาประหม่าเล็กน้อย หันไปยิ้มให้ผู้เป็นย่าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเขาอยู่บ่อยครั้ง ระหว่างที่นั่งรอว่าที่เจ้าสาวคนสวย
“ไท่ตื่นเต้นเหรอลูก”
คุณย่าพริ้มเพราเอ่ยถามหลานชายเพียงคนเดียวของตน ก่อนจะเอื้อมมือไปจับไหล่หนาของหลานชายเอาไว้แน่น
“ครับ”
ธาวิตเจ้าของไร่ชาธาราเคียงตะวันตอบออกไปพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนที่ร่างสูงจะสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ เขาเห็นญาติสนิทมาร่วมงานกันมากมาย เวลานี้เขาอยากเห็นหน้าว่าที่เจ้าสาวของตนแล้ว งานพิธีการในช่วงเช้าเป็นการจัดงานแต่งแบบเรียบง่ายเป็นการภายในซึ่งมีเพียงแขกคนสนิทเท่านั้นที่มาร่วมงาน
ธาวิตและมุขรินทร์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย แต่ตกลงคบหาเป็นแฟนกันจริงจังก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีสองตอนอายุยี่สิบปีพอดี ผ่านมาแปดปี ตอนนี้เขาพร้อมที่จะสร้างครอบครัวกับมุขรินทร์ผู้หญิงที่เขาสุดแสนจะรักแล้ว
ธาวิตในวัยยี่สิบแปดปีเป็นนักธุรกิจหนุ่มเนื้อหอมเจ้าของไร่ชา และรีสอร์ทธาราเคียงตะวันซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ด้วยเขาเป็นคนหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาดี ดีกรีเคยเป็นนายแบบมาก่อนในช่วงสมัยวัยรุ่น เขารับงานถ่ายแบบ เดินแบบ และถ่ายโฆษณาบ้าง เพราะอยากหาเงินค่าเทอมระหว่างเรียน เมื่อเรียนจบแล้วก็เลิกงานถ่ายแบบทั้งหมด ก่อนจะลงมือช่วยธุรกิจไร่ชาของครอบครัวทันที พร้อมเรียนปริญญาโทไปด้วย กระทั่งเขาทำธุรกิจไร่ชาเป็นไปด้วยดีแต่พ่อแม่กลับมาจากไปอย่างกระทันหันด้วยอุบัติเหตุเมื่อสองปีที่แล้ว ทำให้เขาเหลือคนในครอบครัวเพียงคนเดียวคือผู้เป็นย่า คุณย่าพริ้มเพราเป็นเจ้าของโรงแรมหรูในเชียงราย นางช่วยเป็นที่ปรึกษาหลานชายในการทำธุรกิจ จนกระทั่งตอนนี้เขาประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง
ระหว่างที่เขากำลังนั่งกุมมือที่เย็นเฉียบด้วยความตื่นเต้นนั้น เสียงแขกในงานก็ร้องออกมาเบา ๆ ต่างกระซิบกระซาบกันพร้อมเสียงชื่นชมความสวยของเจ้าสาวที่สวยกว่าวันไหน ๆ ทำให้ธาวิตเองต้องหันไปมองตามสายตาทุกคนพร้อมด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะอึ้งงัน ผู้หญิงที่เดินลงมาใส่ชุดเดรสลูกไม้สีขาว เธอดูสวยหมดจดงดงามนัก แต่ติดตรงที่เธอกลับไม่ใช่มุขรินทร์ แต่กลายเป็นมิลันตาน้องสาวของมุขรินทร์เสียอย่างนั้น เธอเดินเข้ามาและนั่งลงตรงหน้าเขาพร้อมส่งยิ้มหวาน
“สวัสดีค่ะพี่ไท่”
มิลันตาในชุดเดรสลูกไม้สีขาวกล่าวทักทายธาวิต พร้อมยกมือไหว้เขาที่ใส่ชุดสูทสีเดียวกัน เขาได้แต่จ้องหน้าเธอไม่วางตา ยายน้องสาวผู้ร้ายกาจของมุขรินทร์กล้าดียังไงมานั่งอยู่ตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ที่ของเธอเลย
“มุกล่ะ”
คำแรกที่เขาเอ่ยออกมาคือถามหาเจ้าสาว ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขาต้องถามมันออกไป เขาหันไปมองหน้าบารมีนิ่ง บารมีกำลังกระซิบบอกบางอย่างกับคุณพริ้มเพราย่าของเขา ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เขาเหลืออยู่
“ไท่ สวมแหวนให้น้องมินะลูก ทำตามพิธีไปก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันนะ”
คุณพริ้มเพราผู้เป็นย่ากระซิบข้างหูหลานชายเพียงคนเดียว
“มันต้องไม่ใช่แบบนี้ครับย่า เจ้าสาวผมไม่ใช่คนนี้”
ธาวิตพูดพร้อมสีหน้าเรียบตึง พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพรุ่งพร่านอย่างที่สุด พร้อมหันไปมองหน้ามิลันตาอย่างไม่ใคร่พอใจนัก ผู้เป็นย่าจับไหล่หนาของหลานชายก่อนจะเอ่ยบอกแก่เขาเบา ๆ
“มุกเขาหนีไปแล้วนะไท่”
“อะไรนะครับ”
ธาวิตแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ไปแล้ว ไปไหน ก็ในเมื่อวันนี้วันแต่งงานของเขากับมุขรินทร์ แล้วมุขรินทร์จะไปไหนได้ เมื่อคืนเธอยังคุยกับเขาอยู่เลย เขาอุตส่าห์ให้โอกาส ให้อภัยเธอทุกอย่าง แต่เธอกลับหนีไปเสียดื้อ ๆ แบบนี้น่ะเหรอ
“ไท่ทำตามพิธีไปก่อนนะลูก เดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลัง อย่าทำให้ย่าต้องขายหน้าเลยนะ ย่าขอร้อง แขกมากันเต็มห้องแล้วน้องมิก็อุตส่าห์เสียสละให้ถึงขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่เธอก็มีชื่อเสียงมาก เพราะฉะนั้นไท่ก็ช่วยเห็นแก่หน้าย่าด้วยนะลูก”
สิ้นคำผู้เป็นย่าเขาก็นิ่งสงบลง และยอมทำพิธีหมั้นจนพิธีการต่าง ๆ แล้วเสร็จ ผู้คนในงานไม่ได้สงสัยว่าทำไมเจ้าสาวถึงได้เปลี่ยนหน้าค่าตาไป เพราะงานพิธีเช้าล้วนแต่เป็นแขกผู้ใหญ่ ท่านละม้ายคล้ายว่ามุขรินทร์กับมิลันตาหน้าคล้ายกันก็เลยไม่ได้เอะใจอะไรมากมาย มีแค่เพียงญาติสนิทของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่เริ่มสงสัยและระแคะระคายแต่ไม่กล้าพูดอะไรมาก
เมื่อเสร็จพิธีเช้าต่างคนก็ต่างแยกย้าย คุณบารมี คุณย่าพริ้มเพรา ธาวิต มิลันตา และผู้จัดการส่วนตัวของเธอ ต่างเข้าไปพูดคุยกันในห้อง ๆ หนึ่งของรีสอร์ทหรู
“พ่อขอโทษนะไท่ที่พ่อตามมุกกลับมาไม่ได้ รู้ตัวเมื่อเช้ามืดว่าไปแล้ว เช็คผู้โดยสารขาที่สนามบินปรากฏว่ามุกบินกลับกรุงเทพไฟล์ทสุดท้ายของเมื่อคืน พ่อเลยให้มิช่วยเข้าพิธีแทนมุกไปก่อน อย่างน้อยก็เพื่อช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ ไท่อย่าโกรธมิเลยนะลูก”
บารมีเอ่ยบอกกับลูกเขย ธาวิตได้แต่นั่งนิ่งเขามองหน้าบารมี แล้วหันมองหน้ามิลันตานิ่ง ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้หรือตีโพยตีพายอะไรเลยแม้แต่น้อย คล้าย ๆ ทะเลยามที่นิ่งสงบมันน่ากลัวเพราะไม่รู้ว่าพายุจะก่อตัวขึ้นมาเมื่อไร
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวนะครับ”
ธาวิตเอ่ยบอกทุกคนพร้อมลุกเดินออกจากห้องไปยังทันที
“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับคุณย่าพริ้มเพรา ผมเลี้ยงลูกไม่ดีเอง ยายมุกทำอะไรไม่ปรึกษาผมเลย”
บารมีว่าพรางก้มลงกราบลงที่ตักของคุณย่าพริ้มเพรา
“พ่อแม่เลี้ยงลูกได้แต่ตัวเท่านั้นแหละคุณบารมี เราจะไปบังคับให้เขาทำอะไรอย่างใจเราก็คงไม่ได้ ฉันเข้าใจ”
“ขอบพระคุณที่เข้าใจนะครับ ผมสัญญาว่าจะตามยายมุกมาเคลียร์ปัญหากับตาไท่ให้เรียบร้อยครับ”
คุณพริ้มเพราทำได้เพียงยิ้มรับ ก่อนจะหันไปมองหน้ามิลันตาแล้วเอ่ยบอกออกไป
“ขอบใจหนูมากนะที่อุตส่าห์เสียสละมาเป็นตัวแทน ไม่เช่นนั้นย่าคงขายหน้าแย่ ตาไท่เองก็เหมือนกันคงได้เสียชื่อเสียงกันไปหมดแน่”
“อะไรที่มิพอจะช่วยได้มิก็ยินดีค่ะ มิต้องขอโทษแทนพี่มุกด้วยนะคะคุณย่า”
มิลันตาเอ่ยพร้อมก้มลงกราบยังตักของคุณพริ้มเพรา คุณพริ้มเพราะลูบศีรษะเธอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขอความร่วมมือให้เธอช่วยในงานเลี้ยงตอนเย็นอีกครั้ง เพราะยกเลิกงานไม่ทันแล้ว
“จ๊ะ งั้นงานเลี้ยงตอนเย็นก็คงต้องรบกวนหนูด้วยนะหนูมิ”
“ค่ะคุณย่า”
“ขอบใจจ๊ะ งั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะนะ”
“เอ่อ คุณย่าคะ คือมีอีกเรื่องค่ะ งานเลี้ยงตอนเย็นมีนักข่าวไหมคะ พอดีมิกับพี่เดซี่ไม่อยากให้เป็นข่าว กลัวคนจะจำหน้ามิได้ แล้วจะทำให้คุณย่าและพี่ไท่เสียหายเข้าไปอีกค่ะ”
“อ้อ เดี๋ยวย่าจะจัดการยกเลิกนักข่าวนะ แล้วจะกันไว้ทุกทาง จริง ๆ น่าจะมีนักข่าวท้องถิ่นแค่ไม่กี่คนย่าจัดการได้”
“ขอบคุณค่ะคุณย่า งั้นมิขอตัวก่อนนะคะ”
ว่าแล้วทุกคนก็แยกย้ายไปห้องของตนเอง เพื่อเตรียมตัวร่วมงานเลี้ยงฉลองตอนเย็นอีกครั้ง
เวลา 04.30 น. เช้ามืดที่ผ่านมา ณ เรือนรับรองของรีสอร์ท คุณบารมีกำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ในห้องห้องรับแขกตั้งแต่เช้ามืด ท่านสูดลมหายใจเข้าปอด เพื่อควบคุมอาการใจสั่นหวั่นไหวที่เกิดขึ้น คนเป็นพ่ออย่างท่านไม่คิดว่าลูกสาวคนโตที่ท่านทั้งแสนรัก และเฝ้าทะนุถนอมอย่างมุขรินทร์จะสร้างปัญหาทิ้งไว้ให้ท่านอย่างมากมายขนาดนี้
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงประตูดังเข้ามาในโสตประสาททำให้ท่านต้องหันกลับไปมองยังประตูทางเข้าบ้านก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาจนเห็นฟันขาว
“พ่อขา มิมาแล้วค่ะ ขอโทษที่มาเอาป่านนี้นะคะ พอดีเพิ่งเลิกกองก็รีบมาเลยค่ะ นั่งรถมาเองเมื๊อยเมื่อยค่ะ”
“แล้วทำไมไม่นั่งเครื่องบินมาล่ะลูก”
“ไม่มีตั๋วเลยค่ะพ่อ แล้วอีกอย่างไม่รู้ว่าจะเลิกกองกี่โมงด้วยค่ะ นี่กว่าจะเลิกกองไฟล์บินกรุงเทพฯ-เชียงรายเที่ยวสุดท้ายก็ผ่านไปแล้วมิเลยต้องมารถตู้แทน แล้วนี่ทำไมพ่อตื่นเช้าจังคะหรือตื่นเต้นที่จะได้ลูกเขยคะ คริคริ”
มิลันตาดาราสาวที่กำลังเป็นที่จับตามองอยู่ในขณะนี้ ก้าวเท้ายาว ๆ ของตนเข้าไปนั่งข้าง ๆ บารมีผู้เป็นบิดา พร้อมโอบกอดท่านด้วยท่าทีออดอ้อนอย่างที่เคยทำอยู่เป็นนิจ เธอยังอ้าปากหาวหวอด ๆ เพราะเมื่อเลิกกองถ่ายปุ๊บเธอก็ต้องนั่งรถจากกรุงเทพเดินทางมายังเชียงรายเพื่อให้ทันร่วมงานแต่งของพี่สาวในเช้าวันถัดมา
“มิ พ่อมีเรื่องจะรบกวนมิสักนิดนะลูก วันนี้พ่อโชคดีจริง ๆ ที่มิมาถึงทันเวลาพอดี ไม่งั้นพ่อคงแย่แน่ ๆ”
บารมีบอกลูกสาวคนเล็กของท่านด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ท่านไม่อยากหักหาญน้ำใจหรือบังคับลูก แต่เวลานี้มันจำเป็นนัก
“มีอะไรหรือคะคุณพ่อ ทำไม่คุณพ่อทำหน้าแบบนั้นล่ะคะ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าบอกมิได้นะคะ”
มิลันตาถามออกไปด้วยความรู้สึกสงสัย พร้อมเอื้อมมืออันบอบบางของตนเข้าไปจับมือผู้เป็นพ่อไว้แน่น เธอสบตาท่านด้วยแววตามุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยเหลือท่านอย่างเต็มกำลัง
“มุกหนีไปแล้ว”
“คะ พ่อว่าอะไรนะคะ”
“มุกหนีไปแล้ว วันนี้มิเป็นเจ้าสาวของพี่ไท่แทนพี่มุกได้ไหมลูก”
