บทที่ 6 เด็กหลงทาง
ดนตร์เดินออกจากห้องทำงานในเวลาเกือบสองทุ่ม เมื่อเห็นว่าห้องประชุมยังเปิดไฟสว่าง เขาจึงเดินไปเคาะประตู ครั้นเปิดเข้าไปดู แล้วจึงเห็นว่าลูกน้องยังนั่งประชุมกันอยู่ครบทีม
“พวกคุณยังไม่กลับกันเหรอ”
“ยังครับบอส อีกสักชั่วโมงพวกผมคงจะกลับครับ”
หัวหน้าทีมเป็นคนตอบ ดนตร์พยักหน้ารับรู้ เมื่อเขาเห็นว่าในทีมมีโปรแกรมเมอร์ผู้หญิงถึงสองคน เขาก็ไม่ลืมฝากหนุ่มๆ ให้ช่วยดูแลพวกเธอด้วย ซึ่งหัวหน้าทีมก็รับปากอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลพวกเธอจนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยเอง
ดนตร์ขับรถออกมาจากสำนักงาน เมื่อรถเคลื่อนมาจอดหน้าบ้าน มัฆวานก็โทร.เข้ามาพอดี
“อยู่ที่ไหนวะ”
“เพิ่งกลับมาถึงบ้าน มึงมีอะไรหรือเปล่า”
“ตอนแรกกูคิดจะชวนมึงออกมาดื่มเหล้ากัน แต่เปลี่ยนใจแล้ว มึงรอกูอยู่ที่บ้านนั่นแหละ เดี๋ยวกูไปหามึงเอง เหล้าที่บ้านมึงยังเหลืออีกหลายขวด”
“พรุ่งนี้มึงต้องขับรถกลับระนองไม่ใช่เหรอ”
“กูจะไปเชียงราย นั่งเครื่องไป ไม่ได้ขับรถ คืนนี้กูเมาได้”
ดนตร์นิ่งคิดทบทวน แล้วร้องอ๋อขึ้นมาในใจ...มัฆวานบอกเขาตั้งแต่เมื่อวานว่าพรุ่งนี้เจ้าตัวจะไปเที่ยวที่รีสอร์ตของน้องชายภากรที่เชียงราย โดยเลื่อนเวลากลับระนองไปอีกห้าวัน
“งั้นก็มา เดี๋ยวกูจะเตรียมกับแกล้มไว้รอ”
“รอบนี้พูดง่ายโว้ย! คิดว่ามึงจะไล่กูไปหาเพื่อนดื่มเหล้าที่อื่นซะอีก” มัฆวานหัวเราะร่วน ก่อนจะตัดสายจากกัน
สองทุ่มสิบนาทีแล้ว คนจ้ำม่ำยังวิ่งวนรอบๆ ตุ๊กตาหมีที่ได้จากป้ากิ้ม เด็กน้อยเห่อของเล่นชิ้นใหม่โดยไม่ยอมปล่อยให้อยู่ห่างจากตัว แม้ตอนนี้จะเป็นเวลานอนของเจ้าตัว แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะง่วงนอน จนแม่ต้องออกอุบายใหม่
“แม่ว่าพี่หมีง่วงนอนแล้ว หนูพาพี่หมีมานอนสิคะ แม่จัดที่นอนไว้ให้แล้ว”
เบนเบนหยุดวิ่ง มองตุ๊กตาหมีที่ถูกจัดวางให้นั่งบนเก้าอี้พลาสติกตัวจิ๋วของตัวเองที่ตั้งอยู่กลางห้อง แล้วหันไปมองแม่...เด็กน้อยทำหน้าครุ่นคิด เจ้าตัวคงกำลังตัดสินใจ ส่วนคนเป็นแม่ได้แต่ยิ้มขันระคนเอ็นดูกับท่าทางของลูกชาย
แม่จะให้หนูเข้านอน หนูยังต้องคิดหนักอีกหรือลูก วันนี้หนูไปทำอะไรมา ทำไมถึงดีดได้ขนาดนี้
เปรมปรีดารอคอยลูกอย่างใจเย็น แต่แล้วเจ้าตัวก็ตัดสินใจได้
“หมี...เย่น”
เบนเบนยังไม่ยอมเข้านอน เจ้าตัวต้องการเล่นกับพี่หมีก่อน หากหญิงสาวก็ไม่ปล่อยให้ลูกนอนดึกมากเกินไป เพราะพรุ่งนี้เบนเบนต้องออกจากบ้านไปพร้อมเธอตั้งแต่เช้า ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวน้อยคงต้องงอแงเพราะนอนไม่เต็มอิ่มอย่างแน่อน
“งั้นหนูให้แม่เล่นกับพี่หมีด้วยได้ไหมคะ”
“เย่น...เปมจ๋าเย่น”
เบนเบนวิ่งไปฉวยตุ๊กตาหมีมาไว้ในอ้อมแขน แล้วนำมายื่นให้แม่ หญิงสาวรับมาถือไว้ แล้วแสร้งบอกตุ๊กตาหมีเสียงอ่อนโยน
“แม่มีนิทานสนุกจะเล่าให้พี่หมีฟังด้วยนะ พี่หมีอยากฟังนิทานของแม่ไหมคะ”
“หยัก…”
ไม่ใช่เสียงของพี่หมี แต่เป็นเสียงตอบจากเบนเบน...หนูน้อยตอบรับโดยไว แถมยังหัวเราะชอบใจอีกต่างหาก
เปรมปรีดาวางตุ๊กตาหมีไว้บนตัก ตั้งท่าจะเล่านิทานให้พี่หมีฟัง พลันเจ้าร่างเล็กป้อมก็หย่อนก้นกลมๆ ลงนั่งเบียดตุ๊กตาหมีในทันที
“เบน...นั่ง”
ไม่ว่าเปล่า สองมือป้อมยังผลักตุ๊กตาหมีจนตกจากตักของแม่...เจ้าเด็กหวงแม่
นิ้วเรียวแตะบนสันจมูกโด่งเล็กของคนที่กำลังทำหน้ายู่อย่างมันเขี้ยว หากเจ้าตัวเล็กเงยหน้ามองแม่พลางเขย่าแขนของเธอ
“เบนเบนอยากได้อะไรคะ หนูบอกแม่สิ” ถามไปทั้งที่อ่านภาษากายของลูกออกว่าเจ้าตัวอยากฟังนิทานแล้ว
หนูน้อยไม่พูด หากจ้องมองแม่เขม็ง จนหญิงสาวต้องถามซ้ำ
“เบนเบนอยากฟังนิทานใช่ไหมคะ”
เบนเบนพยักหน้าหงึกๆ ดวงหน้าเล็กกลมระบายรอยยิ้มอย่างออดอ้อน
“หนูบอกแม่สิคะว่าเบนเบนอยากฟังนิทาน”
“เบน...ทาน...”
เด็กชายย้ำคำตามคำพูดของแม่ แต่พูดได้เพียงสองคำ เบนเบนยังบอกความต้องการของตัวเองเป็นคำสั้นๆ หากเพียงเท่านี้เปรมปรีดาก็รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ลูกทำได้เป็นอย่างมาก
“หนูเก่งจังเลย ให้แม่หอมแก้มคนเก่งหน่อย”
เมื่อตบรางวัลกันจนหนำใจ นิทานเรื่องลูกหมูสามตัวก็เริ่มขึ้น
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกหมูตัวอ้วนๆ สามตัวเป็นพี่น้องกัน พวกมันอยู่กับแม่ วันหนึ่งแม่บอกกับลูกหมูว่า พวกเจ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถึงเวลาออกไปเผชิญโลกกว้างแล้ว แต่อย่าลืมนะว่าแม่ขอให้พวกเจ้ารักกัน ดูแลกัน และไม่ว่าพวกเจ้าจะทำสิ่งใด แม่ก็ขอให้พวกเจ้าทำอย่างดีที่สุด”
“หมู...หมู...ฮ่อก...”
“ลูกหมูร้องยังไงคะ”
“ฮ่อก...ฮ่อก...”
เจ้าหมูน้อยบนตักส่งเสียงคำราม ดวงหน้าเล็กกลมปั้นหน้าเคร่งขณะปล่อยเสียงเข้มมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ว่ามองมุมไหน เปรมปรีดาก็เห็นแต่ความน่ารักและน่าเอ็นดูของลูก จนอดที่จะเย้าไม่ได้
“ลูกหมูร้องอู๊ดๆ หรือเปล่าคะ”
“ฮ่อก...ฮ่อก...”
แน่ะ! ยังจะเถียงอีก เจ้าตัวคำรามเสียงใส่แม่ไม่เลิก จนแม่ต้องยอมแพ้ เพราะกลัวลูกหมูของเธอจะคอแห้งเสียก่อน
“ลูกหมูสามตัวมีนิสัยไม่เหมือนกัน ลูกหมูตัวพี่ไม่ชอบทำงานหนัก มันจึงสร้างบ้านด้วยฟาง บ้านไม่แข็งแรง พอฝนตกลงมาก็เปียกหมดเลย...เบนเบนชอบฝนตกไหมคะ”
หนูน้อยพยักหน้าเร็วรี่ เปรมปรีดายิ้มกับประกายตาซุกซนของลูก
ตั้งแต่เบนเบนเกิดมา เจ้าตัวก็อยู่กับฟ้าฝน เบนเบนเห็นวันฝนตกมานับครั้งไม่ถ้วน แม้เจ้าตัวจะไม่ชอบเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคา แต่เธอดีใจที่เห็นว่าลูกไม่กลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าลั่น...เบนเบนเป็นเด็กกล้าหาญ ลูกเป็นความภูมิใจของเธอ
“เปม...ฟังทาน...”
เจ้าตัวน้อยเร่งแม่ ชะรอยแม่จะจมอยู่กับความคิดนานเกินไป
“ลูกหมูตัวที่สองขยันมากกว่าพี่นิดหนึ่ง มันจึงสร้างบ้านด้วยไม้ เพราะบ้านไม้แข็งแรงกว่าบ้านฟาง ส่วนลูกหมูตัวสุดท้องเป็นลูกหมูที่ขยันมาก มันจึงสร้างบ้านที่ทำจากอิฐและปูน เป็นบ้านที่สร้างยาก แต่แข็งแรงมากที่สุดด้วย…บ้านของลูกหมูตัวสุดท้องเป็นเหมือนบ้านของเราไงคะ เบนเบนเห็นไหมว่าบ้านของเราแข็งแรงมาก กันฝนได้ คนนอกก็เข้ามาในบ้านเราไม่ได้ เบนเบนอยู่ในบ้านหลังนี้ปลอดภัยที่สุดเลย”
หนูน้อยยิ้มแต้ เอนหลังพิงแม่อย่างอุ่นใจ แม่จึงตวัดเรียวแขนมาโอบกอดร่างเล็กป้อมไว้ ก่อนเธอจะก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆ อย่างแสนรัก
“หมี...นอน...”
เด็กชายเรียกหาพี่หมีที่ถูกผลักลงนอนอยู่บนพื้นข้างตักของแม่ เมื่อได้ตุ๊กตาเพื่อนใหม่ก็กอดไว้แน่น ก่อนจะหาวหวอดออกมา
“หนูนอนกับพี่หมีนะคะ”
เบนเบนพยักหน้า ดวงตาปรือปรอย เพียงแค่แม่อุ้มไปวางบนที่นอน หนูน้อยก็พลิกตัวกอดตุ๊กตาหมีไว้แนบอก แล้วหลับไปทันที
มือบางลูบเส้นผมนุ่มให้พันจากหน้าผากนูนเกลี้ยงของลูก พินิจดวงหน้าของลูกยามหลับ...นอกจากลูกจะเป็นของขวัญและเป็นสิ่งล้ำค่าของเธอ ลูกยังเป็นตัวแทนของคนคนนั้น ยามมองลูกคราใดทำให้เธอต้องนึกถึงเขาอยู่ร่ำไป
เปรมปรีดารู้ว่าตัวเองตั้งท้องหลังจากวันที่เธอเดินออกมาจากชีวิตเขาแล้ว แต่เธอไม่ได้ลังเลใจในการคิดว่าจะหวนกลับไปหาเขาอีกไหม ด้วยความผิดที่มีติดตัว อีกทั้งเธอเองก็ไม่มั่นใจว่าเขาต้องการลูกหรือเปล่า...ถ้าหากตัดสินใจกลับไปหาเขา แล้วถูกเขาไล่กลับมา เปรมปรีดาก็กลัวว่าตนจะแบกรับความเจ็บช้ำซ้ำสองไม่ได้
เราอยู่ที่นี่ด้วยกันนะลูก ที่นี่จะเป็นบ้านของเบนเบน แม่จะดูแลและเตรียมทุกอย่างไว้ให้เบนเบนเอง