บทที่ 6 แปะโป้ง
ในห้องวีไอพีมีหญิงวัยกลางคนรุ่นราวคราวเดียวกันมากกว่าสิบชีวิต พวกเธอกำลังนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เพราะนาน ๆ จะได้มีโอกาสเจอกันสักครั้ง เลยถือโอกาสนี้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ บ้างก็อวดลูกอวดผัว เล่าเรื่องราวต่าง ๆ สู่กันฟัง
ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกันตั้งแต่ครั้งมัธยมปลาย จบจากโรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ก่อนจะแยกย้ายกันไปเรียนมหาวิทยาลัย และมีครอบครัว กระทั่งวัยล่วงเลย กลุ่มคนที่คิดถึงเพื่อนรักในอดีต จึงได้จับกลุ่มกันทำโต๊ะแชร์นี้ขึ้นมาเพื่อบังหน้า เพียงหวังว่าจะได้นัดเจอเป็นหลัก ไม่เช่นนั้นไม่รู้ว่าจะได้เจอกันเมื่อไร โดยตัวตั้งตัวตีในจัดโต๊ะแชร์ครั้งนี้คือ ‘รดาภา มหานคร’ สาวสวยประจำรุ่นผู้ที่เวลานี้ยังไม่มีใครได้เห็นหน้าค่าตาเพราะเธอยังเดินทางมาไม่ถึง
ด้านนภาเมื่อมาถึงหน้าห้องวีไอพี นางก็เปิดประตูเข้าไป ก่อนจะส่งยิ้มสดใสเมื่อได้เห็นเพื่อน ๆ มากันพร้อมหน้า เห็นแล้วก็คิดถึงบรรยากาศในครั้งเก่าก่อน ชีวิตช่วงมัธยมช่างเป็นอะไรที่มีความสุขเหลือเกิน
“นภามาแล้วเหรอ แล้วนั่น ต๊ายตาย ควงหนุ่มหล่อมาด้วย ถ้ามีลูกสาวจะขอจอง”
เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยแซวขึ้น เมื่อเห็นนภาควงหนุ่มลูกเสี้ยวดีกรีหมอกระดูกมาด้วย เพื่อน ๆ ทุกคนต่างรู้ว่านภานั้นเป็นผู้หญิงที่แสนจะโชคดี ได้สามีเป็นหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาหล่อเหลา เป็นถึงนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ระดับประเทศ แถมบรรดาลูก ๆ ของนภาก็หน้าตาดีกันทุกคนเพราะได้เลือดผสมจากผู้เป็นพ่อ
“หวัดดีจ้าทุกคน ขอแนะนำก่อนเลยนะ นี่ตาภูลูกชายคนเล็กขอฉันเอง ภูจ้ะนี่เพื่อน ๆ ของแม่ นี่น้าแพม น้า....”
นภาแนะนำให้ภูบดีรู้จักกับเพื่อนของเธอจนครบทุกคน แต่เธอเพิ่งสังเกตว่ารดาภาเพื่อนที่สนิทที่สุดในรุ่นยังไม่มา ก็ไหนเพื่อนรักบอกว่าจะรีบมาอย่างไรเล่า
“แล้วนี่รดายังไม่มาอีกเหรอ ไหนบอกว่าใกล้ถึงแล้วไง”
สิ้นคำนั่นประตูก็เปิดเข้ามาพร้อมกับร่างคุณนายเจ้าของห้างทองสี่สาขาในกรุงเทพฯ ปรากฎตัวอย่างเฉิดฉาย แม้วัยจะล่วงเลยไปเกือบจะห้าสิบห้าปีแล้ว แต่อดีตดาวโรงเรียนมัธยม พ่วงดีกรีดาวคณะอย่างรดาภาก็ยังสวยไม่สร่าง
“มาแล้วจ้า ใครบ่นถึงฉันไม่ทราบ”
เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใสอันเป็นเอกลักษณ์
“ฉันเอง นึกว่ามาถึงก่อนแล้วเสียอีก แล้วทำไมมาคนเดียวล่ะ ไหนบอกว่าจะพาหนูฟ้ามาอวดไง”
นภาเอ่ยถามเพื่อนรัก พร้อมมือเรียกให้เพื่อนมานั่งตรงเก้าอี้ตัวข้าง ๆ นภาตั้งใจบอกให้เพื่อนชวนลูกสาวเพียงคนเดียวมาด้วย เพราะเคยเห็นฟ้ารดาใน Social Media ของรดาภาอยู่บ้าง ลูกสาวของเพื่อนรักที่เพิ่งเรียนจบนั้นหน้าตาสวยน่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ เผลอ ๆ อาจจะสวยกว่าผู้เป็นแม่สมัยสาว ๆด้วยซ้ำ บางทีถ้าภูบดีลูกชายของนางได้เจอลูกสาวของรดาภาอาจจะอยากมีแฟนกับเขาขึ้นมาบ้างก็เป็นได้
“โอ๊ย อย่าให้พูดเลย วันนี้ยายฟ้าติดนัดเพื่อนไปซื้อชุดไทยนะสิ พรุ่งนี้เขาจะไปเที่ยวอยุธยากัน เห็นบอกจะใส่ชุดไทยไปถ่ายรูปอะไรนี่แหละ เลยต้องรีบไปหาซื้อกันวันนี้ ทั้ง ๆ ที่นัดกันไว้ดิบดี ฉันเลยโดนลูกเบี้ยว ยิ่งพูดถึงยายฟ้าก็ยิ่งหงุดหงิด”
เมื่อนั่งลงรดาภาก็บ่นอุบ
“เสียดายจังเลยเนอะ ฉันเลยอดเจอหนูฟ้าเลย ป่านนี้คงโตเป็นสาวแล้ว นี่ได้ข่าวว่าหนูฟ้าสวยเหมือนเธอสมัยสาว ๆ เลยใช่ไหม”
“มันแน่อยู่แล้ว เผลอ ๆ ยายฟ้าจะสวยกว่าฉันสมัยสาว ๆ เสียอีก”
รดาภาเอ่ยด้วยความภูมิใจ ด้วยฟ้ารดาลูกสาวของนางนั้นทั้งสวยทั้งเก่ง แถมยังเป็นทายาทเพียงคนเดียวของห้างทองสี่สาขา ถามว่าทำไมถึงมีแค่สี่สาขาทั้ง ๆ ที่สามารถขยายธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ก็ได้ นั่นก็เพราะเลขสี่เป็นเลขมงคลตามที่หมอดูประจำครอบครัวบอก ดังนั้น แค่สี่สาขาก็รวยอื้อซ่าเกินจะรับไหวแล้ว หากเปิดมากไปกว่านี้นางเกรงว่าจะรับทรัพย์ไม่หวาดไม่ไหว เพราะแค่ที่มีอยู่นางยังไม่รู้ว่าใช้เมื่อไรหมด
ด้านภูบดีได้แต่นั่งฟังผู้ใหญ่เขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนานตามประสาคนนาน ๆ จะเจอกันสักที
“เออรดา พวกเราก็มัวแต่คุยกันเพลิน นี่หมอภู ลูกชายคนเล็กของฉันเอง จำได้ไหม?”
นภาแนะนำให้เพื่อนสนิทรู้จักกับลูกชาย ภูบดียกมือไหว้ทักทายเพื่อนสนิทของแม่ที่จำได้ว่าเคยเจอเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของรดาภาจากปากของผู้เป็นมารดามาเนิ่นนาน
“สวัสดีครับน้ารดา”
“สวัสดีจ้ะตาภู โอ๊ย..โตเป็นหนุ่มแล้วหล่อขึ้นมากเลยนะจ้ะ น้าเห็นเราตั้งแต่ยังเด็ก ตาภูคงจำน้าไม่ได้ เมื่อก่อนน้าแวะเวียนไปหาแม่เราบ่อย ๆ ตอนนั้นเรายังตัวเล็กเท่าเมี่ยงอยู่เลยมั้ง”
รดาภาเท้าความ ก่อนแต่งงานเธอกับนภานัดเจอกันบ่อยครั้ง แต่หลังจากแยกย้ายไปแต่งงานมีครอบครัว เธอกับนภาก็ห่างกันไป นาน ๆ ถึงจะมีเวลาโทรหากันสักที ด้วยต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ภรรยาและแม่ของลูก ไหนจะเรื่องธุรกิจอีก ยิ่งทำให้ไม่ค่อยมีเวลาติดต่อหากันนัก
“ผมจำได้ว่าเคยเจอน้ารดาครั้งหนึ่งครับ น่าจะสักสมัยประถม”
ภูบดีจำได้ตอนนั้นพริษาพี่สาวของเขาเป็นไข้ถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาล รดาภาเป็นคนหนึ่งที่เคยไปเยี่ยมไข้
“อุ๊ย จำน้าได้ด้วย ขอบใจนะจ๊ะ นาน ๆ เจอกันทีไม่คิดว่าจะจำกันได้ คนแก่ก็อย่างนี้แหละ ใครจำได้ก็ดีใจ ถ้าเจอกันข้างนอกก็ทักทายกันบ้างนะ”
“ครับ”
“ตาภูเขาความจำดีตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนนี้เป็นหมอกระดูกอยู่โรงพยาบาลที่พี่พีทเพิ่งซื้อหุ้นไว้เมื่อสองปีก่อนน่ะ”
นภาเริ่มอวดสรรพคุณของผู้เป็นลูกชายบ้าง ส่วนเรื่องซื้อหุ้นนั้นสามีก็ซื้อไว้แค่หกสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของโรงพยาบาล เป็นแค่ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็เท่านั้นเอง
“เก่งจัง ไว้ถ้าน้ามีปัญหาเรื่องกระดูดกระเดี้ยวคงได้เข้าไปปรึกษาหมอภูบ้าง”
เห็นหน้าลูกชายเพื่อนแล้วอยากเข้าไปปรึกษาหมอกระดูกในทันที บางทีถ้ามีโอกาสนางอาจชวนลูกสาวไปหาหมอด้วยกันก็เป็นได้
“ยินดีครับ”
ภูบดีรู้สึกถูกชะตากับเพื่อนสนิทคนนี้ของผู้เป็นแม่มาก เพราะรดาภาพูดจาฉะฉาน แถมยังดูเป็นคนตรงไปตรงมา เข้าถึงง่าย
“แล้วหนูฟ้าจะไปอยุธยาพรุ่งนี้เหรอรดา”
นภาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้แกมเสียดาย เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะมีโอกาสดี ๆ แบบนี้อีก
“ใช่ไปพรุ่งนี้ ไปดูโบราณสถานที่เขาชอบน่ะ จบโบราณคดี ชอบโบราณสถาน ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ เรียนจบแล้วก็ยังชวนกันไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึก บอกว่าอีกหน่อยมาช่วยงานพ่อแล้วจะไม่มีเวลา ก็ไปกับเพื่อน ๆ เขานั่นล่ะ”
“ตาภูก็เหมือนกัน พรุ่งนี้ก็จะไปหาคุณยายที่อยุธยาเหมือนกัน เขาก็ชอบเที่ยวโบราณสถานนะ แถมยังชอบอ่านประวัติศาสตร์ด้วยจริงไหมตาภู”
คนเป็นแม่บอกพร้อมยิ้มกริ่ม ‘ชอบอะไร ๆ เหมือนกันด้วย’
“ครับ”
ภูบดีพยักหน้ารับ แม้จะพูดน้อย แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อที่จะนั่งฟังการสนทนาของแม่กับเพื่อน ๆ เลยสักนิด
“เสียดายที่หนูฟ้าไม่ได้มาด้วย ถ้าได้เจอกับพี่หมอภูคงคุยกันถูกคอเพราะชอบอะไรคล้าย ๆ กัน”
นภายังบ่นพึมพำด้วยความเสียดาย นางอุตส่าห์ตั้งใจจะเป็นกามเทพฝึกหัด แต่ดูสิเป้าหมายกลับไม่มาเสียได้ น่าเสียดายนัก
“ไม่เป็นไร รับรอง ไว้โอกาสหน้าตาภูจะต้องได้เจอยายฟ้าแน่นอน”
รดาภาส่งยิ้มหวานหยดให้ภูบดี ดวงตาอดีตดาวโรงเรียนเปล่งประกายสุกใส ลูกชายเพื่อนคนนี้งานดี หล่อสะอาดสะอ้าน ราวกับอาบน้ำวันละสามเวลา แถมยังมีดีกรีเป็นถึงหมอกระดูก ช่างถูกใจนางนัก หากนางได้ลูกเขยเป็นหมอกับเขาบ้างก็คงจะดี เวลานี้รดาภาอยากจะขอแปะโป้งภูบดีเอาไว้ให้ลูกสาวนางก่อน แค่คิดในใจ คนเป็นแม่ก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใจฟูคับอกไปเสียแล้ว
“มองลูกชายฉันตาเยิ้มเชียวนะรดา ตาภูหล่อใช่ไหมล่ะ ลูกชายฉันน่ะไม่ได้หล่ออย่างเดียวนะ โสด แถมแม่ไม่หวง รับรองไม่มีปัญหาเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้แน่นอน ทีนี้พอจะสมัครเป็นลูกเขยเธอบ้างได้ไหมล่ะรดา?”
นภาเอ่ยราวกับจะเปิดทาง ทำเอารดาภาอ้าปากค้าง ก่อนจะแสร้งเอามือปิดปากในท่าทางมีจริตจก้าน แล้วหัวเราะคิกคักอย่างถูกอกถูกใจ ไม่ลืมขยิบตาให้เพื่อนรักไปเบา ๆ หนึ่งครั้ง ราวกับคนเป็นแม่ทั้งสองต่าง ‘รู้กัน’
