7 ความจริงที่ไม่กล้าพูด
เมื่อชวินทร์เดินออกจากห้องไปแล้ววรัลฌาก็ถอนหายใจ เธอหวังว่าเขาจะเชื่อที่เธอพูด หญิงสาวอยากหายไปจากตรงนี้เพราะอยากกลับไปทำงานและกลับไปเรียนแต่หมอก็บอกว่าเธอยังต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะมั่นใจว่าแผลจะหายดีในระดับหนึ่ง
เธอเริ่มเบื่อกับการนอนอยู่บนเตียงมาหลายวันแม้ว่าณิชกานต์จะมาอยู่เป็นเพื่อนหลังเลิกเรียนแต่ช่วงกลางวันก็เป็นช่วงที่น่าเบื่อที่สุด
“เป็นยังไงบ้างคะ เจ็บแผลไหมคะ” พยาบาลพิเศษเดินเข้ามาถามเมื่อชวินทร์ออกจากห้องไปแล้ว
“ไม่ค่อยเจ็บแล้วค่ะ”
“ร่างกายคุณฟื้นตัวได้เร็วมาคงเพราะได้พักอย่างเต็มที่ บางทีอาจจะได้กลับบ้านเร็วกว่ากำหนดนะคะ ฉันขอดูแผลหน่อยได้ไหมคะว่ามีเลือดซึมไหม”
“ได้ค่ะ”
เมื่อพยาบาลดูแผลแล้วเธอก็เดินออกไปจากห้องประตูยังไม่ทันปิดณิชกานต์ก็เดินเข้ามา
“เป็นไงบ้าง เขาคุยนานไหมแกเจ็บแผลหรือเปล่า”
“ไม่ค่อยเจ็บแล้ว เขาก็ถามเรื่องคืนนั้นแต่ฉันก็บอกเขาไปตามตรงนั่นแหละว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้ วันนี้ตอนหมอมาตรวจฉันถามหมอแล้ว หมอบอกว่าบางทีอาจเป็นเพราะฉันตกใจกลัวมากก็เลยจำไม่ได้”
“แบบนี้ก็แสดงว่าในอนาคตแกอาจจะกลับมาจำได้ใช่ไหม”
“อือ แต่ฉันไม่อยากจำได้เลย”
“ทำไมล่ะ ถ้าแกจำได้ตำรวจก็จะจับคนร้ายได้เร็วขึ้นนะ”
“คนร้ายมันไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร มันคงไม่ตามมาทำร้ายหรอก ฉันไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้แล้วล่ะโบว์ ตอนนี้ฉันอยากรีบหายจะได้ออกจากโรงพยาบาลเร็ว ๆ”
“แต่แกยังไม่หายดีเลย ฉันรู้ว่าแกห่วงเรื่องเรียนแต่ฉันบอกอาจารย์ไปแล้วว่าแกไม่สบาย ส่วนเรื่องที่ร้านอาหารฉันว่าต่อให้หายดีแล้วแกก็อย่ากลับไปทำอีกเลยนะ ทำงานเลิกดึกแบบนั้นมันอันตรายแล้วถ้าเกิดบังเอิญเจอพวกนั้นอีกทีนี้แกคงไม่รอดแน่ แล้วอีกไม่กี่เดือนก็เรียนจบแล้ว หางานประจำทำดีกว่านะ” ณิชกานต์เป็นห่วงและไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเพื่อนอีก
“อือ ฉันก็กลัวเหมือนกัน ไม่รู้ทำไมถึงได้ซวยอย่างนี้ออกจากโรงพยาบาลคงต้องไปทำบุญสะเดาะเคราะห์สักหน่อย” เธอหัวเราะเบา ๆ แล้วเอามือกุมหน้าท้องไว้
“เจ็บแผลเหรอกวาง”
“นิดหน่อยนะ แต่ดีกว่าเมื่อวานเยอะเลย”
“แกนอนพักเถอะนะ ฉันไม่กวนแล้วว่าจะเขียนนิยายต่อสักหน่อย” ณิชกานต์มีงานอดิเรกคือการแต่งนิยาย เมื่อเธอได้เข้าไปในโลกของตัวหนังสือแล้วหญิงสาวก็จะมีสมาธิและใช้เวลาอยู่กับมันได้นาน
เมื่อเพื่อนเงียบไปแล้ววรัลฌาก็หลับตาลงแต่สมองก็ยังคิดวนเวียนถึงเรื่องคืนนั้น ภาพคนร้ายมันน่ากลัวจนเธอไม่อยากจะนึกถึงแต่มันก็ยากที่จะลืมเหมือนกัน
ขณะจมอยู่กับความคิดเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น สองสาวหันไปมองหน้าประตูก็เห็นว่าคนที่เดินเข้ามาคือปิติกับชายอีกคนที่ดูไม่คุ้นหน้าเลย
“ผมพาตำรวจมาสอบปากคำคุณกวางครับ” ปิติบอกวรัลฌาและณิชกานต์ที่ลุกจากโซฟาแล้วมายืนข้างเตียง
“สวัสดีครับผมชื่อธีรยุตรครับคุณกวางเรียกผมว่าธีร์ก็ได้”
“สวัสดีค่ะคุณธีร์ นี่เพื่อนของกวางชื่อโบว์ค่ะ ให้โบว์อยู่ด้วยตอนคุณสอบปากคำได้ไหมคะ” หญิงสาวรู้สึกประหม่าและคิดว่าถ้าเพื่อนอยู่ด้วยคงจะสบายใจกว่า
“ได้ครับ ผมอยากให้คุณกวางเล่าเรื่องคืนนั้นให้ผมฟังได้ไหมครับ เอาเท่าที่คุณนึกออกว่าคืนนั้นคุณอะไรบ้าง ไม่ต้องรีบนะครับค่อย ๆ นึกนะครับ”
“ไม่เป็นไรนะแก เรื่องมันผ่านมาแล้วตอนนี่แกก็ปลอดภัยแล้ว ฉันจะอยู่ข้าง ๆ แกเองนะไม่ต้องกลัว” ณิชกานต์จับมือที่เย็นเฉียบไว้แน่น
วรัลฌาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืนนั้นอย่างช้า ๆ เริ่มตั้งแต่เธอเดินออกจากโรงแรมและเห็นเห็นชวินทร์กำลังถูกทำร้ายจนกระทั่งถึงตอนที่เธอถูกคนร้ายยิงจนหมดสติ
ธีรยุตรนั่งฟังอย่างตั้งใจ เธอกับชวินทร์ก็เล่าคล้าย ๆ แต่มีส่วนต่างกันที่วรัลฌาเล่าว่าคนร้ายคุยกับเธอใกล้ ๆ ก่อนจะยิงปืนใส่เธออีกนัด
“บอกลักษณะของคนร้ายที่คุยกับคุณได้ไหมครับ” ธีรยุตรรู้มาจากชวินทร์แล้วว่าวรัลฌาจำหน้าคนร้ายไม่ได้แต่ก็อยากจะถามหญิงสาวให้แน่ใจอีกครั้งเพื่อจับสังเกตว่าเธอพูดจริงหรือเปล่า
“กวางจำอะไรได้ไม่มากหรอกค่ะ รู้แค่เขาเป็นผู้ชายตัวโต ผิวค่อนข้างคล้ำแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันมืดด้วยหรือเปล่า” เสียงที่ตอบไม่มั่นใจและติดจะสั่นเล็กน้อย
“จำได้แค่นั้นเหรอครับมีอะไรอย่างอื่นอีกไหมคุณลองนึกดูดี ๆนะครับ” ชายหนุ่มมองว่าเธอน่าจะกำลังปิดบังอะไรสักอย่าง
“คุณตำรวจคะ เพื่อนฉันก็บอกไปแล้วว่าจำได้แค่ไหน ทำไมต้องถามย้ำด้วย คุณไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวขนาดไหน คุณลองนึกดูนะคะ ผู้หญิงคนหนึ่งหวังดีเข้าไปช่วยคนอื่นแต่กลับมาถูกยิงมันน่าเป็นภาพที่น่ากลัวมากแค่ไหน แล้วคุณยังจะให้เธอนึกถึงเรื่องนั้นอีกเหรอคะ ดูสิเพื่อนฉันกลัวจนหน้าซีดแล้วนะ” ณิชกานต์พูดขึ้นหลังจากนั่งเงียบอยู่นาน
วรัลฌาก้มหน้าไม่กล้าสบตากับธีรยุตร เธอตัวสั่นมือเย็นเฉียบเพราะกลัวว่าเขาจะจับได้ว่าเธอโกหกซึ่งท่าทางของเธอทำให้ณิชกานต์คิดว่ากำลังกลัวที่นึกถึงเรื่องคืนนั้น
“ผมขอโทษครับ ผมคงใจร้อนไปหน่อย แต่ถ้าคุณกวางนึกอะไรออกก็ต้องรีบแจ้งผมนะครับ นี่นามบัตรของผม”
“ค่ะคุณธีร์” หญิงสาวรับปากอย่างหนักแน่นแต่ไม่คิดจะติดต่อเขากลับไปอยู่แล้วเธออยากจบเรื่องทุกอย่างให้เร็วที่สุดเพื่อกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติ
“วันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ”
เมื่อธีรยุตรเดินออกจากห้องไปแล้วณิชกานต์ก็หยิบนามบัตรขึ้นมาดู
“เขาเป็นตำรวจจริงด้วย”
“นี่แกไม่เชื่อเหรอโบว์”
“อือ เขาไม่ค่อยเหมือนตำรวจเท่าไหร่”
“แกจะบอกว่าเขาหล่อใช่ไหมล่ะ” เธอรู้ทันณิชกานต์
“ก็ใช้นะสิ ไม่เหมือนลูกน้องของพ่อเลยนะ เขาน่าจะไปเป็นนายแบบมากกว่าหน้าตาก็หล่อหุ้นก็ดีเสียอย่างเดียว”
“เสียอะไร”
“ก็คนหน้าตาดีมักชู้แล้วนี่เขายังเป็นตำรวจด้วยฉันว่าความเจ้าชู้คูณห้าไปเลย”
“แกชอบคิดว่าตำรวจเจ้าชู้ทุกคน คนดี ๆ ก็มีมั้ง”
“ก็คงมีแต่ฉันยังไม่เจอ พ่อฉันเจ้าชู้มากกว่าจะหยุดเจ้าชู้ได้แม่ก็เสียน้ำตาไปเยอะ แล้วพอฉันมีแฟนฉันก็คิดว่าเขาจะหยุดแต่สุดท้ายก็เจ้าชู้อยู่ดีฉันสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่มีแฟนเป็นตำรวจเด็ดขาดถึงเขาจะหล่อมากก็เถอะ”
“แกอคติ”
“ก็มันจริง ฉันว่าอย่าคุยเรื่องนี้กันเลยเพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนใจฉันได้หรอก”
“ฉันจะรอดูนะบางทีแกอาจเจอคนดี ๆ ไม่เจ้าชู้เหมือนพระเอกนิยายที่แกเขียนนะ”
“ในโลกนี้จะมีใครเพอร์เฟกต์เท่าพระเอกนิยายของฉันล่ะ”
แล้วทั้งสองคนก็พากันหัวเราะ
วรัลฌารู้สึกสบายใจขึ้นมากเธอรอวันที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ