บทที่ 5 หิ่งห้อยก็อยากดู ผู้(ชาย)ก็อยากได้
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาฟ้ารดาก็ปรับตัวและยอมรับที่จะเป็นแม่หญิงช่อฟ้าด้วยความเข้าใจ เธอเรียนรู้การใช้ชีวิตในแบบแม่หญิงช่อฟ้า แล้วตอนนี้ก็ชักจะสนุกกับการมาอยู่อโยธยาเสียแล้ว
“แม่หญิงเจ้าขา นี่คือสิ่งใดเจ้าคะ ลำดวนเห็นติดตัวแม่หญิงมาตั้งแต่วันที่แม่หญิงนอนสลบอยู่บนเรือเจ้าค่ะ”
ลำดวนยื่นของสองสิ่งให้แม่หญิงช่อฟ้าผู้เป็นนาย แม่หญิงช่อฟ้า (ฟ้ารดา)ยื่นมือออกไปรับของสองสิ่งนั้น พลันรอยยิ้มกว้างพร้อมแววตาสุกสกาวปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเธอ นั่นทำให้ลำดวนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมของสองสิ่งนี้ถึงทำให้แม่หญิงของตนยิ้มมีความสุขได้ถึงเพียงนี้
“สิ่งใดรึเจ้าคะ ทำไมถึงทำให้แม่หญิงของพี่ลำดวนยิ้มหน้าบานได้ถึงเพียงนี้”
“นี่เขาเรียกว่าแว่นกันแดด ส่วนในถุงผ้านี่เขาเรียกกล้องถ่ายรูปโพลาลอยด์”
ช่อฟ้าค่อย ๆ อธิบายให้ลำดวนฟัง
“แว่นกันแดดเอาไว้ใส่กันแดดเวลาที่มีแสงแดดเยอะ ๆ ปกป้องดวงตาของเราจากแสงแดด ส่วนนี่เขาเรียกว่ากล้องถ่ายรูปเอาไว้สำหรับเก็บรูปของเราไว้ดูเป็นที่ระลึก กล้องถ่ายรูปทำให้เราเก็บบันทึกภาพความทรงจำช่วงเวลานั้น ๆ ได้ไงล่ะพี่ลำดวน”
“ไม่ใคร่จักเข้าใจเจ้าค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวฟ้าจะทำให้พี่ลำดวนดูนะจ๊ะ นี่แว่นกันแดดใส่แบบนี้ เวลาแดดออกก็ใช้แว่นกันแดดป้องกันสายตาจากแสงแดดจ๊ะ”
ว่าแล้วช่อฟ้าก็หยิบแว่นกันแดดมาสวมให้ลำดวนดู
“แต่เราก็มีร่มแล้วหนาเจ้าคะ ร่มก็กันแดดกันฝนได้นะเจ้าคะ”
“ก็ถูกของพี่ลำดวน ร่วมกันแดดกันฝนได้ แต่ร่มกันลมเข้าตาหรือกันแสงเข้าตาไม่ได้ดีเท่าแว่นกันแดดนะ ลองใส่ดูไหม”
ว่าแล้วเธอก็ลองสวมแว่นกันแดดให้ลำดวน
“อุ๊ย มืดเจ้าค่ะ ลำดวนมองมิเห็นกระไรเลยเจ้าค่ะ อย่างนี้ใส่ไปก็ลำบากแย่หนาเจ้าคะจักเดินเหินไปไหนมาไหนได้เยี่ยงไรกันเล่า”
“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่ลำดวนไม่ลำบากดอกหนาเดี๋ยววันนีฟ้าใส่ให้ดูนะ กล้องนี่ฟ้าก็จะเอาไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำแบบรูปพวกนี้ไง อ้าวพี่ลำดวนยิ้มให้ฟ้าหน่อยเร็วเข้าจ้ะ”
ช่อฟ้าถ่ายรูปลำดวนแล้วรูปก็ค่อย ๆ ออกมา เธอจึงยื่นรูปส่งให้ลำดวนดู
“ฟ้าให้พี่ลำดวนเป็นที่ระลึกสำหรับพี่ลำดวนนะจ๊ะ ขอบน้ำใจพี่มากที่ดีกับฟ้า รักและเมตตาฟ้า ทำให้ฟ้ารู้สึกไม่โดดเดี่ยว”
“แม่หญิงเจ้าขามหัศจรรย์นักเจ้าค่ะ ทำได้อย่างไรเจ้าคะ”
ลำดวนได้เห็นรูปของตนก็ตื่นเต้นดีใจเสียยกใหญ่ รู้สึกแปลกใจเพราะไม่เคยพบไม่เคยเจอว่ามีสิ่งใดทำได้แบบที่แม่หญิงของตนนั้นทำ
“มันเป็นของพวกฟารังคีรึเจ้าคะ”
ช่อฟ้ายิ้มรับแล้วพยักหน้าเบา ๆ เอ็นดูลำดวนนัก ถ้าไม่มีลำดวนเธอคงยังไม่หายเศร้า คิดถึงบ้านอีกแล้ว...
“เป็นกระไรไปอีกเจ้าคะ”
“เปล่าจ๊ะ แค่คิดถึงที่ที่จากมาน่ะ”
“พูดแบบนี้อีกแล้ว ฟังแล้วเศร้านักหนาพี่ลำดวนมิชอบเลยเจ้าค่ะ พี่ลำดวนว่าเราไปเดินป่าหมากกันดีฤๅไม่เจ้าคะ แม่หญิงจักได้ไปดูข้าวของที่นั่นด้วย”
“ป่าหมากเหรอ จริงสิมาอยู่ที่นี่ตั้งนานยังมิได้ไปป่าหมากกับใครเขาสักที วันนี้ฟ้าจะช้อปปิ้งให้สนุกไปเลย”
“กระไรนะเจ้าคะ ช้อปปิ้งคือกระไรเจ้าคะ”
“อ้อ ฟ้าหมายถึงฟ้าจะไปเลือกซื้อของที่อยากได้น่ะ งั้นเราไปกันเลยไหมพี่ลำดวน”
“เจ้าค่ะ”
ช่อฟ้าและลำดวนชวนกันไปป่าหมาก ซึ่งก็คือตลาดของที่นี่ ตลาดนัดสมัยอโยธยา เธออยากรู้นักว่าจะมีอะไรขายบ้าง แค่คิดช่อฟ้าก็รู้สึกสนุกแล้ว เธอเอาสายสะพายกล้องคล้องลำคอระหงของตนไว้ แล้วสวมแว่นกันแดดโดยมีลำดวนถือร่วมให้อีกด้วย ระหว่างเดินเล่นที่ป่าหมากมีข้าวของมาวางขายมากมายล้วนแต่เป็นของแปลกตาที่น่าตื่นเต้นสำหรับเธอ แม่หญิงสมัยอโยธยาเขาช้อปปิ้งกันแบบนี้นี่เอง เธอค่อย ๆ ถ่ายรูปเก็บรายละเอียดไปเสียทุกซอกทุกมุมจนเป็นที่พอใจ และได้ของถูกใจไม่กี่ชิ้นติดตัวกลับเรือน
เมื่อกลับมาถึงเรือนช่อฟ้าและลำดวนก็รีบเดินขึ้นเรือน แต่พลันเท้าของเธอก็ต้องชะงักด้วยเธอสังเกตเห็นว่าวันนี้บริเวณสวนท้ายเรือนมีผู้คนหนาตานัก
“ใครมาทำกระไรกันเหรอจ๊ะพี่ลำดวน แลผู้คนตรงท้ายเรือนจะหนาตานัก”
“ท้ายเรือนรึเจ้าคะ ช่วงนี้เป็นช่วงเพลาที่ช่างทองลวงจักมาช่วยกันออกแบบลวดลายทองคำเจ้าค่ะ เลยมาช่วยกันทำที่เรือนช่างทองอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“อยากไปดูจัง ไปดูได้ไหมพี่ลำดวน”
เธอถามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไปมิได้เจ้าค่ะที่นั่นมีแต่พวกผู้ชาย พวกนายช่างทองหลวงอย่างไรเล่าเจ้าคะแม่หญิง เราเป็นหญิงหาควรไปเกะกะการทำงานของพวกท่านไม่เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวคุณพ่อท่านจักเอ็ดเอาหนาเจ้าคะ”
“อือ แล้วถ้าอยากไปดูต้องทำยังไงเหรอพี่ลำดวน”
เธออยากรู้จริง ๆ ว่าช่างทองหลวงจริง ๆ เขาทำอะไรกันบ้าง
“ลองถามแม่นายดูสิเจ้าคะ ปกติแม่นายท่านจักเข้าไปได้เจ้าค่ะ แม่นายเป็นคนให้บ่าวในครัวเตรียมสำรับไปรับรองช่าทองหลวงเจ้าค่ะ ถ้าไปกับแม่นายต้องไปได้เป็นแน่เจ้าค่ะแม่หญิง”
“กระนั้นรึ เอาไว้ฟ้าจะขอคุณแม่เข้าไปดูด้วยก็แล้วกันนะ เราขึ้นเรือนกันเถิด”
ว่าแล้วทั้งคู่ก็ขึ้นเรือนกันไปพร้อมกัน
ค่ำวันเดียวกันช่อฟ้าปลุกลำดวนที่กำลังนอนหลับลึกอยู่ข้างเตียงนอนของเธอ
“พี่ลำดวน พี่ลำดวนจ๋า หลับแล้วเหรอ ไหนบอกว่าจะพาฟ้าไปดูหิ่งห้อยที่ท่าน้ำอย่างไรเล่า พี่ลำดวน พี่ลำดวนได้ยินฤๅไม่ พี่ลำดวน เฮ้อ นอนขี้เซาจริง ๆ”
วันนี้ลำดวนคงเหนื่อยจากการไปเดินป่าหมากกับเธอ ลำดวนเลยหลับลึก ช่อฟ้าพยายามปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น ลำดวนสัญญากับเธอเอาไว้เสียดิบดีว่าคืนนี้จะพาไปดูหิ่งห้อยที่ศาลาท่าน้ำ แต่ตอนนี้ลำดวนกลับหลับไปเสียอย่างนั้น ปลุกเท่าไรก็ไม่ยอมตื่นเสียที
“ไปคนเดียวก็ได้ พี่ลำดวนนะพี่ลำดวนสัญญากันเสียดิบดี ทิ้งกันเฉยเลย”
เวลานี้คนบนเรือนหลับกันหมดแล้ว เหลือเพียงช่อฟ้าที่ยังไม่หลับ เธออยากไปดูหิ่งห้อยอย่างที่ลำดวนบอกมากแต่คนชวนกลับหลอกให้คอยเก้อแล้วก็หลับไปเสียอย่านั้น ถ้าเธอจะนอนเสียตอนนี้คงนอนไม่หลับแน่ ๆ รู้สึกเหมือนปฏิบัติภารกิจไม่แล้วเสร็จ เธอก็เลยตัดสินใจหยิบผ้ามาคลุมไหล่อันบอบบางของเธอไว้ เนื่องจากอากาศวันนี้ค่อนข้างเย็น เธอใช้มือกระชับผ้าคลุมไหล่ ส่วนอีกข้างเธอก็ถือตะเกียงจ้าวพายุเพื่อใช้ส่องแสงนำทาง ค่อยๆ ก้าวเดินออกจากเรือนไปยังท่าน้ำ เธอไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใดแม้รอบข้างจะมืดมิด คุ้นชิ้นเหมือนนี่คือบ้านที่อยู่มาแต่เล็กแต่น้อย และเพราะเธอรู้ว่ายังมีเวรยามอยู่ทั่วบริเวณ หากเกิดสิ่งใดขึ้นเธอจะร้องตะโกนให้สุดเสียง คงมีคนมาช่วยเธอแน่ ๆ
ศาลาท่าน้ำที่เธอกำลังจะไปก็คือท่าน้ำที่เธอเคยไปนั่งร้องไห้หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาแล้วรู้ว่าชะตาชีวิตเล่นตลกกับเธอ ด้วยการส่งเธอย้อนยุคมาอยู่ที่นี่นั่นแหละ ลำดวนบอกว่าศาลาท่าน้ำเล็ก ๆ แห่งนั้นมีต้นลำพูขึ้นเรียงรายกันหลายต้น หิ่งห้อยเลยจะมาเกาะส่องแสงวิบวับงามจับตาน่าชม เธอค่อย ๆ เร่งฝีเท้ากระทั่งมาถึงศาลาท่าน้ำที่เป็นจุดหมาย สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอต้องตกตะลึง มีหิ่งห้อยส่องแสงเป็นประกายวิบวับเป็นจำนวนมาก เทียบไม่ได้เลยกับที่เธอเคยไปดูหิ่งห้อยที่อัมพวากับเพื่อน ๆ ที่นี่ตอนนี้มันสวยงามอลังการกว่ามากเธออยากให้เพื่อน ๆ มาเห็นอย่างที่เธอเห็นบ้างจัง อาจด้วยสภาพแวดล้อมสมัยนี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก หิ่งห้อยเลยมีเยอะ พวกมันแข่งกันส่องแสงระยิบระยับละลานตา เธอรู้สึกเหมือนต้องมนต์สะกด เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปในศาลาริมน้ำแห่งนั้น สายตาของเธอได้แต่มองไปยังฝูงหิ่งห้อยอย่างไม่อาจละสายตาไปจากพวกมันได้เลย เธอเลยไม่ทันสังเกตว่าที่ศาลามีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“ว้าว สวยจังเลย บรรยากาศก็ดี อากาศก็สดชื่น แถมยังมีแสงวิบวับจากหิ่งห้อยอีก ดีจังเลย เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย ๆ พวกเจ้าใจดีจังเลยนะ มาส่องแสงวิบวับวิบวับให้ได้ชมกันเยอะแยะเลย ขอบใจน้า”
คนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วเมื่อได้ยินเสียงคนพูดขึ้นจึงหันกลับไปมอง แสงจากตะเกียงจ้าวพายุทำให้เขาเห็นสตรีที่ถือตะเกียงใบนั้นอยู่เต็มตา เธอรูปร่างสะโอดสะอง ผิวขาวนวลเนียนผุดผ่อง ใบหน้าสวยสดงดงามแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม แม้แต่ดวงตาของเธอก็ยิ้มเช่นกัน ผมสีน้ำตาลเข้มของเธอยาวถึงกลางหลัง เธอกำลังจ้องมองไปยังหิ่งห้อยที่ต้นลำพูด้วยแววตาเป็นประกายแห่งความสุข ลมเย็น ๆ พัดผ่านมาทำให้ผมของเธอค่อย ๆ ปลิวไปตามแรงลม เขาได้แต่จ้องมองเธอราวต้องมนต์สะกด เธอค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้แล้วก็เดินผ่านเขาไปยังอีกมุมของศาลา เธอมองไม่เห็นเขาเหมือนเขาไร้ตัวตนอย่างไรอย่างนั้น นั่นเพราะสายตาของเธอมัวแต่จดจ้องไปยังยอดลำพูบริเวณนี้ เธอค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าปอดดูท่าทางคงสดชื่นทีเดียว
“สดชื่นจังเลย อโยธยามีดีกว่าที่คิดไว้นะ ขอนั่งชมวิวสักพักแล้วกันนะ นี่ถ้าไม่ลงมาถือว่าพลาดมาก”
ว่าแล้วช่อฟ้าก็หมุนตัวกลับไปเพื่อจะไปนั่งตรงที่นั่งที่เธอเดินผ่านมาก่อนที่เธอจะร้องอุทานออกมา
“ว้าย”
เธอตกใจแทบช็อคเมื่อหันหลังมา ก็มาปะทะกับแผงอกกว้างและแน่นหนั่นของใครบางคน เธอเกือบทำตะเกียงตกพื้น ดีที่เขาช่วยจับมือไว้ได้ทันแถมยังประคองเธอไว้อีก เธอจึงไม่หงายหลังล้มก้นกระแทกลงไป
“เอ่อ ขออภัยแม่หญิง ข้าทำเจ้าตกใจเสียแล้ว”
เสียงที่เปล่งออกมาช่างเป็นเสียงที่คุ้นหูนักเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเธอนึกไม่ออก ช่อฟ้าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้นเธอสบตากับเขา และค่อย ๆ สำรวจใบหน้าของเขา เธอเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาคมเข้ม คิ้วหนาดกดำ ดวงตาดำขลับ จมูกโด่งเป็นสัน ใบหน้าเรียวยาวมีโครงหน้าที่ชัดเจน ปากเป็นกระจับน่าจุ๊บ เมื่อเธออยู่ในอ้อมแขนของเขาทำให้เธอรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปอย่างง่ายดายตอนนี้เธอแทบจะละลายอยู่แล้ว รู้สึกตัวอ่อนระทวยยังกับขี้ผึ้งลนไฟ เธอจ้องมองเขานัยน์ตาชวนฝันสมองของเธอกำลังประมวลผลและสรุปได้ว่า หล่อพ่อคุณเอ๊ย หล่อวัวตายควายล้ม หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อไม่แบ่งปันใคร มิเชล มอร์โรเน (Michele Morrone) เอย, ณเดช คูกิมิยะเอย, เกรท วรินทรเอย ฟ้าอยากบอกพวกคุณว่าพวกคุณมีคู่แข่งแล้ว อยู่กรุงเทพฯมายี่สิบสองปีไม่เคยมีผู้ชายคนไหนทำให้เธอหวั่นไหวได้ขนาดนี้ แต่มาอยู่อโยธยาได้ไม่กี่วันกลับมาเจอผู้ชายที่หล่อโดนใจเสียอย่างนั้น เธอได้แต่ร้องบอกตัวเองในใจว่าใครก็ได้ช่วยเธอที เธอกำลังตกหลุมรัก
