ตอนที่ 13 เป้าหมายใหม่
เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความหวาดกลัวเกิดขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่อินทุอรกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ ซึ่งติดอยู่กับห้องครัว ท่ามกลางเสียงน้ำจากฝักบัว จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงวัตถุโลหะกระทบพื้น
แกร๊ง!..เสียงหม้อที่แขวนไว้บนผนังหล่นลงมาทำเอาหัวใจสาวเจ้าหล่นวูบ เธอคิดด้วยความตระหนก ร่างกายที่เปลือยเปล่าเปียกปอนรีบเร่งชำระล้าง แต่ความลนลานทำให้ฟองแชมพูไหลเข้าตาจนแสบพร่า ในจังหวะที่เธอกำลังควานหาขันน้ำนั้นเอง หูของเธอก็แว่วได้ยินเสียงที่คุ้นเคยบางอย่าง
แชะ... แชะ...เสียงชัตเตอร์จากกล้องโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเป็นระยะมาจากช่องว่างเหนือขอบประตู อินทุอรรีบราดน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วแหงนมองขึ้นไปทันที ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า เหลือเพียงเสียงฝีเท้าที่ก้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ชายคนเดียวที่อยู่ในบ้านตอนนั้น
เธอรู้ดีว่าสถานะของเธอเป็นเพียงผู้อาศัย จะไปฟ้องครูอัมพรก็เกรงว่าเรื่องจะตีกลับ เพราะครูอัมพรหลงสามีเด็กคนนี้มาก ถึงขนาดแอบคบชู้กันมาตั้งแต่ ผอ.ราเมศว์ ยังไม่สิ้นลมเสียด้วยซ้ำ หากเธอพูดออกไป ครูอัมพรก็อาจจะไล่เธอออกจากบ้าน หนำซ้ำครูอัมพรก็ยังกุมความลับของเธอในอดีตเอาไว้อีกด้วย
“วันนี้เลิกงานแล้วกลับบ้านเลยหรือเปล่ารุ้ง?” อินทุอรเอ่ยถามเพื่อนสนิทพลางเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาใกล้เลิกงานพาร์ตไทม์
“กลับเลยจ้ะ... แล้วอรล่ะ จะไปไหนต่อหรือเปล่า?” รุ้งระวี ถามกลับด้วยความเป็นห่วง
“ยังไม่รู้เลย... แต่ไม่อยากกลับบ้านเลยรุ้ง” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเล่าพฤติกรรมคุกคามของนายฟลุคให้เพื่อนฟัง
“เฮ้อ! ผู้ชายมันก็สันดานแบบนี้แหละ อย่าไปยอมนะอร ระวังตัวด้วย” รุ้งระวีเตือน
“อาชีพเด็กเสิร์ฟอย่างเรา แขกเมาๆ มาลวนลามเรายังพอหลบได้ แต่คนในบ้านเนี่ยมันน่ากลัวกว่าเยอะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ย้ายมาอยู่กับฉันก็ได้นะ”
“อรก็อยากไปนะรุ้ง แต่ไม่กล้าบอกครูอัมพร” อินทุอรตอบด้วยความเกรงใจ เพราะรู้ดีว่ารุ้งระวีเองก็มี แบงก์ แฟนหนุ่มที่แวะเวียนมาหาอยู่บ่อย ๆ ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่มันก็มีบ้างที่ทั้งคู่จะต้องอยู่ด้วยกัน
“เอางั้นก็ได้ พร้อมเมื่อไหร่ก็บอกนะ” รุ้งระวียิ้มปลอบใจ
เวลาล่วงเลยจนถึงตีสองเศษ งานในค่ำคืนนี้หนักกว่าทุกวัน สองสาวเดินประคองกันไปตามริมถนนเพื่อรอรถเมล์เที่ยวสุดท้าย บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดจนได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเอง แสงไฟกิ่งส่องทางที่ควรจะสว่างกลับดับมืดลงพอดิบพอดีในบริเวณนั้น ไร้ผู้คน ไร้รถสัญจร แม้แต่ยามเฝ้าตึกที่เคยเห็นก็ไม่อยู่ในจุดประจำการ
แม้ย่านนี้จะไม่เคยมีประวัติเรื่องโจรผู้ร้าย แต่อากาศที่เย็นเยียบและมืดมิดก็ทำให้อินทุอรรู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก สองสาวเดินมาถึงศาลาที่พักผู้โดยสารที่ไร้แสงไฟ ทันใดนั้น เงาร่างของชายคนหนึ่งที่เร้นกายอยู่ในมุมมืดก็ก้าวออกมาขวางหน้าเอาไว้!
แสงจันทร์รำไรเผยให้เห็นแววตาที่จ้องมองมาอย่างหิวโหย รอยยิ้มที่มุมปากของคนแปลกหน้านั้นดูประสงค์ร้ายจนอินทุอรแทบจะหยุดหายใจ
“ไงจ๊ะน้องสาวคนสวย...” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมดังลอดออกมาจากใต้หมวกไหมพรมสีเข้มที่ปิดบังใบหน้าจนเห็นเพียงแววตาดุดันคู่นั้น
“พวกพี่ต้องการอะไร!” รุ้งระวีถามอย่างสุภาพ มือบางสั่นระริกพยายามควานหาเครื่องช็อตไฟฟ้าในกระเป๋าที่เธอมักพกติดตัวเอาไว้ แต่ในนาทีชีวิตเธอกลับหามันไม่เจอ
“พี่เป็นใครไม่สำคัญ แต่พี่ต้องการตัวน้อง มามะ...”
“อร วิ่ง!!” รุ้งระวีตัดสินใจกระชากมือเพื่อนสาววิ่งย้อนกลับทางเดิม แต่ช้าไปเสียแล้ว พวกมันปรี่เข้ามาดักหน้าดักหลังปิดทางหนีเอาไว้รอบทิศ
“จะหนีไปไหนล่ะน้อง คิดว่าจะหนีพวกพี่พ้นเหรอ ฮ่าๆๆ ไปกับพี่เถอะ”
“ไปตายซะเถอะไป๊!” รุ้งระวีแผดเสียงสู้
“ช่วยด้วย!!” อินทุอรร้องลั่น แต่กลับถูกมือหนาหยาบกร้านพุ่งเข้ามาตะปบปิดปากไว้แน่น รุ้งระวีไม่ยอมแพ้เธอกัดเข้าที่แขนของไอ้โจรชั่วเต็มแรงจนมันร้องลั่นพลางสะบัดหลังมือตบเข้าที่ใบหน้าเนียนจนร่างบางถลาลงไปกองกับพื้นราวกับนกปีกหัก
อินทุอรเห็นเพื่อนบาดเจ็บก็เกิดฮึดสู้ เธอรวบรวมแรงกระทืบส้นรองเท้าลงบนหลังเท้ามันสุดแรงจนมันเผลอปล่อยมือ เธอรีบวิ่งไปหาเพื่อนแต่กลับถูกกระชากผมยาวสลวยจนหน้าหงาย ไอ้โจรชั่วชักมีดพกปลายแหลมออกมาตวัดขู่จนคมมีดบาดเข้าที่ต้นแขนของรุ้งระวี เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาตามง่ามนิ้ว
“เฮ้ย! หนีก่อน รถมา!”
แสงไฟหน้ารถสาดส่องเข้ามาจอดเทียบห่างไปไม่กี่เมตร ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งกระโดดลงจากรถพุ่งเข้าใส่คนร้ายอย่างไม่กลัวตาย ชายหนุ่มคนดังกล่าวใช้ชั้นเชิงการต่อสู้ทั้งเตะและต่อยจนโจรทั้งสองเลือดกลบปาก มันพยายามจ้วงมีดใส่แต่เขาก็หลบได้อย่างคล่องแคล่วก่อนจะจับแขนมันได้ก็บิดจนมีดร่วงลงพื้น เมื่อเห็นท่าไม่ดีและเริ่มมีพลเมืองดีคนอื่นจอดรถลงมาช่วย พวกมันจึงรีบเผ่นหนีไป
“เป็นไงบ้างครับ...” ภาคินพยุงอินทุอรขึ้นมา แววตาคมกริบที่เคยดุดันเมื่อครู่กลับดูอ่อนโยนจนหัวใจสาวน้อยสั่นไหว
เขาส่งทั้งคู่ไปทำแผลที่โรงพยาบาลและอาสาขับรถไปส่งถึงที่พัก ก่อนจะยื่นนามบัตรหรูหราให้
“คุณภาคิน วงศ์วิเศษโยธิน” รุ้งระวีอ่านชื่อตามนามบัตร
“เรียกผมว่าคินก็ได้ครับ”
หลายวันต่อมา ทั้งสองคนก็ตัดสินใจลาออกจากงานที่ร้านอาหารเพราะเสี่ยงอันตรายเกินไป และรุ้งระวีร์และอินทุอรตัดสินใจไปทำงานที่โรงงานผลิตเสื้อของภาคินตามคำชวนของเขา อินทุอรตัดสินใจขนของออกจากบ้านครูอัมพรเพื่อหนีภัยคุกคามของนายฟลุค
“อรลาก่อนนะคะคุณครู...” อินทุอรยกมือไหว้ผู้มีพระคุณ ครูอัมพรกอดลาเธอด้วยความอาลัย
“ถ้าไปอยู่กับเพื่อนแล้วไม่สบายใจ ก็กลับมาหาครูได้ทุกเมื่อนะจ๊ะอร”
“ขอบคุณค่ะคุณครู”
ชีวิตใหม่เริ่มต้นขึ้นในโรงงาน ทว่าร่างกายที่พักผ่อนน้อยทำให้อินทุอรเป็นลมล้มพับไปกลางแผนก ภาคินที่เฝ้าสังเกตเธออยู่ เขารีบรุดมาดูอาการและพาเธอมาที่โรงพยาบาล เขาเฝ้าอินทุอรไม่ห่างจนรุ้งระวีที่ตั้งใจจะมาดูเพื่อนต้องถอยกลับไป
“อรเริ่มดีขึ้นแล้วค่ะ” อินทุอรพึมพำขณะยันกายลุกขึ้น ใบหน้าของเธอซูบเซียวแต่กลับดูน่าทะนุถนอมในสายตาชายหนุ่ม
“ไม่เป็นไรครับคุณอร... คืนนี้พักที่นี่ให้หมอดูอาการก่อนดีกว่าครับ” ภาคินยื่นข้อเสนอพร้อมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย
อินทุอรเต้นระรัวราวกับกลองรบ ภาคินคือชายในอุดมคติที่เธอแอบปลื้ม ทั้งรูปร่างหน้าตาและฐานะ ความอบอุ่นที่เขามอบให้มันเริ่มปลุกเร้าสัญชาตญาณบางอย่างในใจ เสน่ห์อันยั่วยวนจึงถูกหยิบขึ้นมาใช้ ก่อนที่หญิงสาวจะส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มไปให้เขา
เย็นวันนั้นหลังออกจากโรงพยาบาล ภาคินพาเธอไปทานอาหารหรูในบรรยากาศที่ส่วนตัว เขาลงมาเปิดประตูรถให้ราวกับเธอเป็นเจ้าหญิง
“อรครับ... ถ้างานฝ่ายผลิตมันหนักไป คุณมาช่วยผมทำบัญชีส่วนตัวดีไหมครับ”
“อรทำบัญชีไม่เป็นหรอกค่ะคุณคิน...”
“ไม่ยากเลยครับ เดี๋ยวผมสอนให้เอง” ภาคินบอกน้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนเคลิ้มพลางเอื้อมมือไปกุมมือบางบนโต๊ะอาหาร
อินทุอรรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟแล่นพล่านไปทั่วร่าง เธอไม่ได้ตอบเป็นคำพูดแต่กลับบีบมือเขากลับเบาๆ เป็นการตกลง
