บทที่1
ฮ่องเต้แคว้นนี้บ้างานนัก
แสงจากตะเกียงไฟในห้องทรงพระอักษรวูบไหวราวกับจะมอดลงตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา เยี่ยนหมิงเทียนผู้เป็นฮ่องเต้แคว้นเฉียนเป่ยกำลังทอดสายตาลงบนแผ่นฎีกาไม่หยุด ปลายพู่กันในมือหนาตวัดลากเส้นหมึกอย่างมั่นคงและเด็ดขาด เสียงฝีแปรงที่ขูดไปกับกระดาษดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบงัน บ่งบอกถึงความเคร่งเครียดที่สะสมอยู่ภายใต้ท่าทางอันสงบสยบทุกสรรพสิ่ง
เขามิใช่เพียงปกครองแผ่นดินด้วยอำนาจ แต่ปกครองด้วยการแบกรับทุกข์สุขของราษฎรไว้จนหลงลืมความต้องการของตนเองไปในบางที คนที่เข้าใจความทุ่มเทนี้ดีที่สุดก็คือเหล่าขันทีคนสนิท
“ฝ่าบาท...”
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาหยุดลงพร้อมกับเสียงเรียกของ เกาเต๋อเฉิง หัวหน้าขันทีผู้รู้ใจที่สุด ฮ่องเต้หนุ่มเพียงชะงักปลายพู่กันเล็กน้อย แต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแต่ก็เป็นสัญญาว่าให้เอ่ยได้แล้ว
“ฮองเฮาเสด็จมาด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ ทรงนำถาดสำรับมาด้วยตรัสหวังเพียงให้ฝ่าบาททรงพักสายตาเสวยสักคำก็ยังดีพ่ะย่ะค่ะ...”
“วางไว้เถิด แล้วบอกนางว่าข้าขอบใจและให้กลับไปพักผ่อนเสีย ค่ำคืนนี้ลมแรงนักจะไม่สบายเอาได้”
แม้คำพูดจะดูคล้ายห่วงใยแต่ใครก็เข้าใจว่ากำลังกางกำแพงกั้นขวางไว้ไม่ให้ใครก้าวข้าม เขาเว้นจังหวะลมหายใจเพียงครู่อย่างนึกขึ้นได้ก่อนจะเสริมขึ้นโดยที่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ตัวอักษรตรงหน้า “คืนนี้... ข้าจะไปหานางที่ตำหนัก”
“พ่ะย่ะค่ะ” เกาเต๋อเฉิงโน้มตัวรับบัญชา ขยับกายสั่งการให้ขันทีนำสำรับอาหารที่เย็นชืดออกไปและเปลี่ยนเป็นอาหารชุดใหม่ที่อุ่นร้อนมาตั้งวางไว้แทน เขาอาศัยจังหวะที่เจ้านายวางพู่กันเพื่อเปลี่ยนแผ่นฎีกา เอ่ยเตือนด้วยความห่วงใย
“ฝ่าบาท ราชกิจนั้นสำคัญยิ่ง แต่หากพระวรกายทรุดโทรมลง ประชาราษฎร์จะยิ่งไร้ที่พึ่งนะพ่ะย่ะค่ะ ทรงมาเสวยมื้อเย็นสักนิดเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
คำเตือนนั้นทำให้เยี่ยนหมิงเทียนยอมละมือจากกองงาน ร่างสูงลุกขึ้นขยับกายที่ล้าจากการนั่งนาน ก่อนจะเดินมาที่โต๊ะอาหาร ทว่าแม้ในยามที่คีบอาหารเข้าปาก สมองของเขาก็ยังคงหมุนวนอยู่กับแผนการรับศึกและความมั่นคงของแว่นแคว้น
“สตรีจากแคว้นชิงอวิ๋นผู้นั้น... ฟื้นแล้วหรือ?”
“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงสามมู่หรงชิงเยว่ทรงฟื้นคืนสติแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เกาเต๋อเฉิงรายงานพลางสังเกตสีหน้าผู้เป็นนายเมื่อเห็นว่าไม่ได้เคร่งเครียดนักก็เอ่ยต่อ “ฝ่าบาท... ตามธรรมเนียมแล้ว คืนแรกของการรับสนมใหม่ หากพระองค์มิเสด็จไปปรากฏกาย เกรงว่าขุนนางจากแคว้นชิงอวิ๋นที่ติดตามมาส่งจะมองว่าเราจงใจหยามเกียรติเอาได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
มุมปากของฮ่องเต้หนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาทันใด
“หยามเกียรติงั้นหรือ?” เขาเค้นเสียงต่ำในลำคอ “แคว้นชิงอวิ๋นที่ใกล้พ่ายศึก ทหารของข้าคือลมหายใจสุดท้ายของพวกเขา การที่นางได้ก้าวเข้ามาเหยียบในวังหลวงแห่งนี้ก็นับเป็นเมตตาที่ข้ามอบให้มากเกินพอแล้ว หากข้าเร่งรีบไปหานางตั้งแต่วันแรก มิเท่ากับบอกพวกนั้นว่าหมากตัวนี้มีความสำคัญกับข้ามากหรอกหรือ”
นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์หรี่ลงเขาหันไปสบตาเกากงกงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยกระแสกดดันบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย “อย่าลืมส่งคนของเราเข้าไปในตำหนักนั้นด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะส่งคนไปดูแลพระนางเดี๋ยวนี้”
บรรยากาศในห้องทรงอักษรดูจะหนักอึ้งขึ้นมาถนัดตา สองแคว้นที่ดูเหมือนจะสมานฉันท์ด้วยการเชื่อมสัมพันธ์นี้แต่ภายใต้หน้ากากกลับเต็มไปด้วยความบาดหมางอย่างเลี่ยงไม่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น...
แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องผ่านม่านไหมบางเข้ามายังเตียงนอนปลุกให้มู่หรงชิงเยว่ขยับกายลุกขึ้นนั่งพลางบิดขี้เกียจเล็กน้อย ความรู้สึกสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างหลังจากได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มและการแช่น้ำสมุนไพรสูตรพิเศษเมื่อคืน นางลุกขึ้นเดินตรงไปยังคันฉ่องทองเหลืองบานเดิม นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามพวงแก้มที่เริ่มมีสีฝาดระเรื่อ ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวดูอิ่มน้ำและเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“อืม... ค่อยดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย”
นางพึมพำพลางขยิบตาให้เงาในคันฉ่อง ต้นทุนร่างนี้สูงลิบลิ่ว หากบำรุงอีกเพียงนิดก็จะกลายเป็นอาวุธร้ายที่บุรุษคนใดก็ยากจะต้านทานเป็นแน่
หลังจากผลัดเปลี่ยนชุด แต่งกายตามระเบียบของพระสนมขั้นผินเพื่อเตรียมไปเข้าเฝ้าฮองเฮาตามธรรมเนียม ชิงเยว่ก็ก้าวเท้าออกจากตำหนักเป่าเย่วโดยมีจางมามา และนางกำนัลเหมยฟาง ขันทีชิงอวี่ ข้ารับใช้ที่ถูกเจ้าของแคว้นส่งมาเดินติดตามไม่ห่าง
บรรยากาศภายในตำหนักคุนหนิงที่มีเหล่าสนมมารวมตัวกันเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮานั้นเต็มไปความครื้นเครง แต่ทันทีที่ชิงเยว่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กพลันเงียบสงัดลง สายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมองมานั้นแฝงไปด้วยความระแวดระวังและการดูแคลนราวกับเห็นสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาในถิ่นอันสูงส่ง
จะมีก็แต่ฮองเฮาผู้ประทับเด่นเป็นสง่าอยู่บนบัลลังก์หงส์เอ่ยทักนางทว่าปรายตามองนางด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ทรงเอ่ยถามไถ่อาการตามมารยาทเพียงไม่กี่คำ ซึ่งชิงเยว่ก็ตอบรับด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งและงดงามไร้ที่ติ นางวางตัวราวกับนางพญาที่หลงมาอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้ป่า ไม่มีความประหม่าให้เห็นแม้เพียงนิด จนเมื่อเสร็จสิ้นพิธีนางจึงเดินออกมาจากตำหนักกลางอย่างไม่รีบร้อน
“เหมยฟาง... กางร่ม” ชิงเยว่เอ่ยสั้น ๆ พลางยกหลังมือขึ้นบังแสงแดดที่เริ่มแผดจ้า ร่างบางเดินนวยนาดหลบอยู่ใต้ร่มเงาไม้ราวกับหวงแหนความงามยิ่งชีวิต
ทว่าในจังหวะที่เดินผ่านอุทยานหลวง กลิ่นหอมฉุนของเครื่องประทินผิวราคาแพงก็พุ่งเข้ากระทบจมูก พร้อมกับการปรากฏกายของสตรีในชุดสีทับทิมที่เดินเข้ามาขวางทางไว้อย่างจงใจ เต๋อเฟย พระสนมผู้มีอำนาจล้นเหลือคนหนึ่งในวังหลังปรายตามองชิงเยว่ด้วยสายตาจิกกัด
