ตอนที่ 1 ฟางเซียน [2]
หลังจากเสร็จกิจชายผู้นั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
จนกระทั่งความเงียบเข้าปกคลุม ฮุ่ยเจินถึงได้ลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าและผมเผ้า ก่อนจะพาร่างอันบอบช้ำก้าวออกมาจากศาลเจ้าแม่ติ่งฟาง
ฉิงฉิงที่พึ่งฟื้นจากการสลบไสล รีบเข้ามาประคองนายสาวด้วยความมึนงง ทั้งคู่พากันกลับจวนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สองเดือนต่อมา ข่าวการตั้งครรภ์ของฮูหยินใหญ่ตระกูลเหวินก็ดังไปทั่วจวน หลังจากนั้นอีกแปดเดือนนางก็ให้กำเนิดทารกหญิงหน้าตาน่ารักน่าชัง ผิวพรรณขาวใส
และที่สำคัญทารกน้อยเกิดมาพร้อมกับกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง จนแทบจะกลบกลิ่นคาวเลือด
นามที่มารดาผู้ให้กำเนิดตั้งให้เมื่อยามได้เห็นใบหน้าเล็กจ้อยเป็นครั้งแรกคือ ฟางเซียน เทพธิดาผู้มีกลิ่นหอม
ตระกูลเหวิน เป็นตระกูลพ่อค้าที่มีฐานะปานกลาง หลังจากผู้เฒ่าเหวินจากไป เหวินซ่งเหยาบุตรชายเพียงคนเดียวก็รับหน้าที่ดูแลกิจการของตระกูล
ด้วยความที่มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ทำให้ซ่งเหยาในวัยสิบแปดได้หัวใจบุตรีเพียงคนเดียวของนายอำเภอมาครอบครอง หลังจากแต่งงานได้ไม่ถึงปี ก็ได้บารมีพ่อตาส่งให้การค้ารุ่งเรือง ผูกขาดตำแหน่งการค้าส่ง ค้าขายกับวังหลวง
แต่พอครบปี นายอำเภอกลับเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ยังดีที่ความเฉลียวฉลาดของซ่งเหยาทำให้การค้าขายกับวังหลวงมั่นคงจนอยู่ตัวแล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบ
ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบกลับเป็นฮูหยินที่พึ่งแต่งเข้ามาอย่างฮุ่ยเจิน เมื่อไร้ซึ่งอำนาจของบิดาคอยสนับสนุน นางก็กลายเป็นหญิงไร้ค่าในบ้านสามี
หลังจากคลอดบุตรสาวเมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว ฮุ่ยเจินก็ไม่อยากคิดอะไรอีก เก็บตัวอยู่แต่ในเรือน เฝ้าอบรมเลี้ยงดูฟางเซียนอย่างดี
สองแม่ลูกไม่เคยที่จะออกไปพบปะกับผู้คนในเรือนใหญ่ พวกนางใช้ชีวิตในเรือนหลังเล็กท้ายจวนสกุลเหวินอย่างสงบ ยังดีที่เหวินซ่งเหยาไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำปลดตำแหน่งฮูหยินเอกของนาง แล้วแต่งตั้งอนุสี่ขึ้นมาแทนที่
หรือไม่บางที อาจเพราะยังหวั่นเกรงอิทธิพลของบิดาที่เสียไปของนางก็เป็นได้
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็ถือว่าสถานะของฟางเซียนในตอนนี้ ก็คือบุตรีในภรรยาเอกเพียงคนเดียวของตระกูล เหวิน ที่ลูกสาวอนุไม่มีทางจะเทียบได้
ยิ่งนับวันความงดงามของฟางเซียนก็ยิ่งสร้างความกลัดกลุ้มให้เหวินฮูหยิน โดยเฉพาะกลิ่นกายหอมยั่วยวนที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ความใจร้ายใจดำและคำหลอกลวงของซ่งเหยา ทำให้ฮุ่ยเจินสั่งสอนบุตรีให้เป็นคนไร้ใจ รักตัวเองให้มาก และอย่าได้มอบใจให้ชายใดครอบครอง
เหวินฟางเซียน เด็กสาวผู้มีใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา คิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตากลมโตสุกสว่างราวกับแสงของดวงดาวในยามราตรี รูปร่างอรชรอ่อนแอ่น เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกกลมกลึงและช่วงขาเรียวยาว
ความงามของนางไม่เคยมีผู้ใดได้พบเห็นนอกจากมารดาและสาวใช้เก่าแก่ ด้วยความที่มีมารดามากความสามารถ ถึงแม้ฟางเซียนจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็หาใช่หญิงสาวโง่งม
เด็กสาวไม่เพียงงดงามเฉลียวฉลาด แต่ยังมีความชำนาญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นดนตรี หมากล้อม เขียนพู่กัน หรือกระทั่งงานเย็บปัก และที่สำคัญที่สุด ฟางเซียนยังเชื่อฟังทุกคำสั่งสอนของมารดา นางสลัดทิ้งเรื่องสี่คุณธรรมสามเชื่อฟังที่สตรีพึงมีไปสิ้น ชั่วชีวิตนี้ไม่หวังพึ่งพาบุรุษ
แต่โชคชะตาคงไม่มีทางยอมปล่อยนางไปง่ายๆ ในเมื่อเกิดมางดงามเป็นหนึ่งในใต้หล้าก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน
"ฮูหยินเจ้าคะ ตอนนี้ในเมืองกำลังมีข่าวใหญ่เจ้าค่ะ"
"เรื่องอันใดหรือ?" เหวินฮูหยินเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าจากผ้าที่กำลังปัก
"ข่าวว่าผู้แทนพระองค์เดินทางมาเมืองจิ่นอู่เพื่อเชิญคุณหนูฝานบุตรีท่านคหบดีเข้าวังเจ้าค่ะ เวลานี้พักอยู่ในจวนรับรองของจวนผู้ว่า คืนนี้ที่ว่าการจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เห็นว่านายท่านบ้านเราก็ได้เทียบเชิญด้วยนะเจ้าคะ"
"พี่ฉิงฉิง คุณหนูฝานผู้นั้น ใช่หนึ่งในสามยอดพธูของแคว้นเราหรือไม่?" เสียงกังวานใสดังขึ้น ก่อนที่ร่างระหงจะเยื้องย่างเข้ามาพร้อมกลิ่นหอมของขนม
"ใช่เจ้าค่ะคุณหนู" ฉิงฉิงมองขนมในมือของเด็กสาวจนน้ำลายแทบจะหก คุณหนูฟางเซียนของนาง ไม่ว่าจะลงมือทำสิ่งใดก็ออกจะเป็นเลิศไปเสียหมด แม้แต่เรื่องงานครัว "นั่นขนมอะไรเจ้าคะ กลิ่นหอมมากเลย หน้าตาก็หน้าทานมากด้วย"
ฟางเซียนยกยิ้มขบขัน ก่อนจะนั่งลงบนตั่งข้างมารดา จัดแบ่งขนมบางส่วนใส่จานเล็กส่งให้มารดาและสาวใช้
"ขนมนี่ข้าพึ่งคิดค้นดัดแปลงทำขึ้นมาใหม่ ท่านแม่ลองชิมดูสิเจ้าคะ"
ฮุ่ยเจินวางผ้าที่ปักอยู่ในมือลง รับจานใบเล็กที่เต็มไปด้วยขนมหน้าตาน่ากินมาถือไว้ หลังจากที่หยิบเข้าปาก กลิ่นหอมของแป้งหมักดอกท้อก็หอมตลบอบอวลไปทั่วโพรงปาก ไหนยังไส้ถั่วแดงที่ทั้งหวานทั้งมัน เรียกได้ว่ารสชาติอร่อยจนต้องหยิบทานอีกหลายชิ้น
"เซียนเอ๋อ นับวันฝีมือทำอาหารของเจ้า จะเก่งกาจจนแม่ตามไม่ทันแล้ว" ฮุ่ยเจินมองบุตรสาวด้วยสายตาอ่อนโยนระคนชื่นชม สวรรค์ช่างมอบสิ่งล้ำค่ามาให้นางจริงๆ
"ใช่เจ้าค่ะ นี่ถ้าหากคุณหนูยอมปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน สามยอดพธูนั่นจะนับเป็นตัวอันใดได้" ฉิงฉิงรีบเอ่ยชื่นชมทั้งที่ขนมยังเต็มปาก
"อย่าได้เอ่ยวาจาเหลวไหลให้คุณหนูฟัง ระวังเถิดขนมจะติดคอ" เหวินฮูหยินหันไปค้อนให้สาวใช้คนสนิทวงใหญ่ ก่อนจะหันมามองใบหน้างามล้ำของบุตรสาว "จำไว้นะเซียนเอ๋อ คนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเอาตัวไปเปรียบเทียบกับผู้ใด แค่รู้ว่าเราเป็นใครก็พอ"
"ลูกจะจำไว้เจ้าค่ะท่านแม่"
ฟางเซียนกอดเอวมารดาด้วยรอยยิ้ม กำลังคิดจะเอ่ยบางอย่าง แต่เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากหน้าเรือน ทำให้นางต้องรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบเข้าไปยังห้องด้านใน
พ้นหลังเหวินฟางเซียนแค่ไม่ถึงลมหายใจ บุรุษหน้าตาหล่อเหลาในวัยใกล้จะสี่สิบก็สาวเท้าผ่านประตูเรือนเข้ามา