บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 คำสาบาน (1)

กล่าวถึงจันทร์เจ้าขา ภายหลังความวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้น เธอกับกันเตอร์ก็ได้รับการรักษาจากหน่วยแพทย์ของโรงแรมเป็นอย่างดี ถึงจะไม่บาดเจ็บมากมายอะไร แต่เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบของเจ้าของสถานที่ จึงไถ่โทษด้วยการจัดมื้อค่ำพิเศษฟรีให้อีกชุดใหญ่ในค่ำคืนนี้

“จันทร์เจ้า แผลที่มือเธอไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม” กันเตอร์โผล่ศีรษะจากเบาะหน้าขึ้นมาถาม ยังดีที่ตอนนี้ทุกคนออกมาจากโรงแรมเพื่อทำภารกิจต่อแล้ว จึงไม่ได้สนใจอะไรนัก

“ฉันไม่เป็นไร แล้วนายล่ะ แผลถลอกที่หัวไหล่ยังเจ็บอยู่ไหม”

ได้ยินว่าคนที่ชอบกำลังห่วงใยก็ระบายยิ้มน้อยๆ กะทิเห็นดังนั้นเลยขอแลกที่ไปนั่งเบาะหน้ากับปลานิลเพราะความหมั่นไส้ ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะสนใจตนนอกจากวิดีโอแข่งบาสพอๆกับคนข้างหลัง

“ขอโทษนะที่ทำให้เจ็บตัว”

“อื้ม ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ สบายมาก” ตบอกด้วยความภาคภูมิใจ จริงๆก็รู้อยู่แล้วว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ก็อยากใช้โอกาสนี้อยู่ใกล้ชิดเธออีกหน่อย ก่อนจะแยกย้ายกันไปเรียนต่อ กันเตอร์ฝืนยิ้มน้อยๆแล้วเสมองไปอีกทาง จันทร์เจ้าขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบอะไร จึงแสร้งทำเป็นเล่นเกมส์กดในโทรศัพท์คร่าเวลา

รถยังคงหมุนล้อไปตามทิศทางเดิมที่ตกลงกันไว้ และเนื่องจากเมื่อวานยังไม่ทันได้ชมพระราชวังต้องห้ามเสร็จดี ฝนก็ตกลงมาซะก่อน วันนี้อาจารย์สายสุนีย์เลยยกเลิกปฏิบัติการช็อปแหลกมาที่เดิมซะเลย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ก็โอดครวญว่าอยากมา

เมื่อลงจากรถก็ทำธุระเสร็จให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินตามกันเป็นกลุ่มๆเข้าไปด้านใน ด้วยไม่เคยเห็นศิลปะงดงามตาเหล่านี้มาก่อน กลุ่มจันทร์เจ้าขาจึงเดินช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ ในที่สุดก็เหลือเพียงแค่เธอที่เดินรั้งท้าย จับนั่นจับนี่ คล้ายกับว่าเป็นสถานที่ที่รู้สึกคุ้นเคยมาก่อน

สายลมเย็นหอบพัดกลิ่นหอมของดอกมะลิเข้ามาต้องจมูก จันทร์เจ้าขาเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอด โดยไม่รู้ว่าผู้เป็นเจ้าของกลิ่นกำลังแย้มยิ้มพอใจแค่ไหน บิดขี้เกียจซ้ายทีขวาที ก่อนจะเจอเข้ากับใบหน้าคุ้นเคยเมื่อวาน กำลังยืนกอดอกพิงเสาทั้งที่ยังถือดาบ แล้วหันยิ้มน้อยๆมาทางตน เห็นอย่างนั้นความโกรธในใจเธอก็พุ่งปรี๊ด ย้อนนึกถึงวีรกรรมป่าเถื่อนของเขาเมื่อช่วงค่ำแล้วเดินดุ่มๆเข้าไปหาเรื่อง

“นายมาก็ดีแล้ว ฉันไม่รู้ว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกัน แต่อยากจะถามอะไรนายซักหน่อย อ้อ..คงไม่ต้องแนะนำตัวกันหรอกใช่ไหม” จันทร์เจ้าขาพ่นภาษาจีนคล่องแคล่วใส่เขา พลางเชิดหน้าอย่างถือตน ด้วยไม่อาจนับญาติกับวิญญาณป่าเถื่อนแบบนี้ได้

ใบหน้างดงามราวเทพเซียนเห็นฮูหยินน้อยทำกิริยาเช่นนั้นก็อดนึกขันอยู่ลึกๆ

“เช่นนั้นก็ดี เพราะข้าก็คิดว่าฮูหยินจะต้องมีเรื่องแน่ เลยมายืนคอยให้ถามอยูู่นี่อย่างไร" หน็อย พูดอย่างกับยืนคอยเธอมาเป็นชาติ แล้วนั่น...ยิ้มแบบนี้หมายความว่ายังไง กำหมัดแน่นแล้วกลั้นใจรูดซิปตรงคอเสื้อออก ถึงจะดูน่าอายซักนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร

สายตาคมเมื่อเห็นสิ่งนั้นเต็มสองตา กลับจ้องเธอราวเห็นเป็นเรื่องปกติ นั่นยิ่งทำให้เธอเดือด

“มองแบบนี้หมายความว่ายังไง!”

“มันเป็นเรื่องที่ฮูหยินกับข้าต้องทำร่วมกันอยู่แล้ว จะปิดทำไมเล่า” ตอบได้หน้าตายมาก

“ใครเป็นฮูหยินของนายกัน ขนาดชื่อฉันยังไม่รู้จักเลย” ใบหน้างดงามราวเทพเซียนบึ้งตึงขึ้นมาหลายส่วน

“หลี่ไท่มู่จง คนทั่วไปเรียกข้าว่าเจ้าสำนักหลี่”

เฮอะ! แน่ล่ะ นี่เพิ่งตรุษจีนเอง สงสัยงิ้วหลงโรงคงยังไม่ลืมบทละครละสิท่า ก็ขอบคุณล่ะที่ยังมาให้เห็นในสภาพดี

คิดในใจเสร็จ จันทร์เจ้าขาก็กระแอมไอไปหนึ่งที

“งั้นฉันจะเรียกนายว่าท่านเจ้าสำนักก็แล้วกัน มีอะไรอยากพูดก่อนถูกส่งไปลงหม้อไหม” ร่างบางกอดอกทำสีหน้ายียวนกวนประสาท นี่ถ้ามียันต์สีเหลืองๆเหมือนในหนังผีกัดอย่ากัดตอบจะสมบูรณ์กว่านี้ นึกเสียดายว่าทำไมถึงไม่ซื้อมาตอนรถจอดให้เข้าห้องน้ำนะ

“ท่านพี่ เรียกข้าว่าท่านพี่” ตามหลอกตามหลอนกันไม่พอ ยังจะเรื่องมากอีก ถึงขั้นนี้แล้ว ผีก็ผีเถอะ ไม่กงไม่กลัวมันละ!

“บอกมาก่อนว่านายปรากฏตัวให้ฉันเห็นทำไม ต้องการให้ฉันช่วยอะไรรึเปล่า เพราะปกติฉันก็ไม่ใช่พวกมีสัมผัสที่หกอะไรหรอกนะ แต่จะทำให้ถ้านายตกลงว่าจะไม่มาให้ฉันเห็นหน้าอีก”

พูดเองก็เสียวเอง เธอยังจำไอเย็นที่เขาแผ่มาได้ดี มันทั้งหนาวและน่ากลัวพอๆกับอยู่ในฟรีชเลย แต่กลับกันที่ผีฟังแล้วหน้าบึ้งใส่เธอ ฮึ! คิดว่าเป็นผีแล้วจะทำหน้าแบบไหนก็ได้เหรอ ยังไงเธอก็เป็นคนนะ มีหัวใจและความรู้สึก แล้วยิ่งเจอผีหน้าตาหล่อๆแบบนี้ คิดว่าเธอยังอยากมีชีวิตอยู่ไหม เอ่อ ดะ..เดี๋ยวก่อน!

“ถ้าอยากหายก็เข้ามาใกล้ๆข้าสิ ไม่เห็นต้องใช้ถ้อยคำไม่น่าฟังเช่นนั้นเลยฮูหยิน”

อะไร? นี่เขาฟังไม่รู้เรื่องหรือยังไง เมื่อครู่ไม่ใช่เธอบอกให้เขาบอกความต้องการมาไม่ใช่เหรอ จันทร์เจ้าขาจ้องร่างวิญญาณนิ่ง ในเมื่อเธอพยายามพูดดีๆและไม่เอาเรื่องเขาแล้ว แต่เขากลับพูดจาแมวๆเช่นนี้กับเธอ อยู่ตรงนี้ต่อไปก็คงไม่มีความหมาย ยิ่งถ้าหากเพื่อนๆมาเห็นว่าเธอคุยกับอากาศจะทำอย่างไร

จันทร์เจ้าขาสะบัดหน้าหนี แต่จู่ๆร่างแน่งน้อยก็ถูกแรงดึงดูดบางอย่างผลักไปข้างหน้า เธอพยายามควบคุมตนเองโดยยึดก้อนหินแถวนั้นเป็นที่พึ่งแต่ก็ไร้ผล ท้ายที่สุดก็ตกลงสู่อ้อมกอดแข็งแกร่งที่โอบเธอเพียงข้างเดียว

“นะ..นาย...นายไม่ใช่ผีนี่!!” เธอสัมผัสตัวเขาได้ ได้กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกมะลิในตัวเขา และที่สำคัญ เขาหายใจได้ด้วย

“ลี่เอ๋อร์ ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าพบ”

น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอยู่หลายส่วน ทำให้จันทร์เจ้าขาเผลอสบตาเขาโดยบังเอิญ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดตรงหน้าผาก ก่อให้เกิดความร้อนรุ่มในใจแปลกๆ จึงเผลอลดหน้าลงระดับอก เป็นอะไรไปนะ ทำไมสัมผัสแบบนี้เธอถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับมันมาก่อน อีกทั้งคำพูดที่แสนจะธรรมดานั้น กลับทำให้เธอชอบที่จะฟัง

ความรู้สึกกระวนกระวายใจ ความเศร้า ความเจ็บปวดในน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าคนตรงหน้ารอเธอมาแสนนาน มันยิ่งทำให้เธออยากจะโอบกอดเขาไว้แน่นๆ อยากจะบอกเขาว่า ไม่เป็นไรนะ เธออยู่ที่นี่แล้ว…

แต่...ตลอดอายุ18 ปีที่ผ่านมา น้อยครั้งจะมีประสบการณ์ด้านความรัก ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยว่า เธอคงไม่ใช่คนที่เขาตามหาอย่างแน่นอน

จันทร์เจ้าขาผละออกจากอกแกร่งเมื่อเห็นว่าเขากำลังก้มหน้าเข้ามาใกล้ หญิงสาวสบตาเขานิ่งเพียงครู่หนึ่งแล้วหมุนตัวกลับ

“จะทิ้งข้าไปอีกแล้วหรือ จะปล่อยให้ข้าเสียใจคนเดียวอีกแล้วใช่หรือไม่”

อยู่ดีๆขาก็สั่งให้หยุดแล้วหมุนตัวกลับอัตโนมัติ จันทร์เจ้าขานึกกระวนกระวายใจราวกับว่าจะไม่ได้เจอหน้าเขาอีกตลอดกาล ปลายเสียงนั้นสั่นเครือจนเธอเกือบใจอ่อน ไม่นะ....เขาไม่เหมือนกับเธอ และเธอก็ไม่เคยรู้จักกับเขามาก่อน เวลานี้ร่างบอบบางกำลังสมองตีกันอย่างหนัก ก้มหน้าส่ายศีรษะแล้วขมวดคิ้วลงต่ำ จะทำยังไงถึงจะดึงความรู้สึกนี้ออกไปจากห้วงคำนึงนี้

“แปดปีที่ผ่านมาสำหรับเจ้า ข้ามีความหมายอย่างไรกับเจ้ากัน”

“หยะ..หยุดนะ!”

“เจ้าจากไปทั้งที่ไม่บอกข้าซักคำ ใจร้ายนัก ใจร้ายที่สุด กล้าดีอย่างไรถึงทำให้ข้าร้องไห้เพราะคิดถึงเจ้าทุกวัน กล้าดีอย่างไรลี่เอ๋อร์!”

“หยุดนะ!! ฉันบอกให้หยุด!!”

ยิ่งได้ฟังถ้อยคำของเขาแต่ละประโยค กลับยิ่งเสียดแทงหัวใจเธอนัก ในจิตใต้สำนึกของเธอต้องการจะร้องตอบเขาไปว่า เธอไม่ได้ตั้งใจ แต่ความกล้าทั้งหมดที่มีกลับถูกแทนที่ด้วยความเกรี้ยวกราดระคนเจ็บปวดภายใน

เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน ทำไมถึงต้องเจ็บอย่างนี้

“รับปากข้าได้หรือไม่ ว่าต่อไปนี้เจ้าจะไม่จากข้าไปไหนอีก ลี่เอ๋อร์ตอบข้าสิ” เธอรู้สึกว่าตอนนี้พื้นหินบริเวณนั้นสั่นสะเทือน ครั้นจะก้าวขาไปหาคนตรงหน้าที่คงทำเหมือนๆกัน อีกใจกลับสั่งให้ต้องปฏิเสธ

“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!! คุณพูดอะไรของคุณ!! ฉันชื่อจันทร์เจ้าขา!! ไม่ใช่ลี่อ๋งลี่เอ๋อร์อะไรทั้งนั้น!!”

อยู่ดีๆก้อนน้ำแข็งก็มาจุกที่กลางลำคอ นะ...นี่เธอกำลังจะร้องไห้ให้กับคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักชื่ออย่างนั้นเหรอ หญิงสาวเอียงตัวหลบซ่อนแววตาสั่นไหวทั้งก้มลงต่ำ

“หยะ...อย่าเข้ามาใกล้ฉัน! ถะ...ถอยออกไปซะ!”

ทว่า ในโลกนี้มีเรื่องหลายอย่างที่บังเอิญนัก คนผู้หนึ่งที่ไม่รู้จักกัน...แต่ดันมีความรู้สึกให้กันแท้จริงคืออะไร กลับกัน…หากคนผู้หนึ่งเคยรู้จักกันมาก่อน...แต่มีสาเหตุที่ต้องพลัดพรากและจำต้องลืมผู้คนเหล่านั้น แต่ร่างกายในโลกใหม่นี้ก็ยังเป็นของคนผู้หนึ่งเมื่อครั้งเก่าก่อน

ใช่สิ...หรือว่าเธอเพียงแค่สูญเสียความทรงจำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องสูญเสียตัวตน หัวใจและความรู้สึกเมื่อครั้งเก่าก่อน เช่นนั้นแล้ว ความกระวนกระวายใจ ความเจ็บปวด ความอาลัยอาวรณ์ที่เธอมีต่อผู้ชายแปลกหน้าคนนี้แท้จริงคืออะไร

“ฉัน...” จันทร์เจ้าขากอบกุมก้อนเนื้อด้านซ้ายที่เต้นแรงราวกับจะระเบิด

“เรื่องราวเมื่อเก่าก่อนหากเจ้าลืมก็ไม่เป็นไร แต่ตราบใดที่ข้าไม่ลืม ข้าก็จะทำให้เจ้าจำข้าให้ได้ลี่เอ๋อร์” ไอ้รูปหล่อในชุดพระเอกงิ้วพูดกับเธอ

“พอได้แล้ว!! จะมาลี่อ๋งลี่เอ๋อร์อะไร ฉันไม่รู้จักคุณ ไปให้พ้น” ถึงหล่อก็ไล่นะ ถ้าจะบ้าขนาดนี้ บอกกับใจตัวเองว่าเธอต้องใจแข็งเข้าไว้ ห้ามสงสารเขาเด็ดขาด

“แต่เจ้าคือฮูหยินของข้า จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ได้อย่างไร”

“โอ๊ยคุณ! ฉันเพิ่งจะอายุ18 เองนะ! แค่อ่านหนังสือเรียนก็จะบ้าตายอยู่แล้ว! จะเอาเวลาที่ไหนไปมีผัวกัน!”

“...”

“ต่อไปอย่ามาให้เห็นหน้าอีกนะ! นายก่อกวนฉันตลอดทริปมามากพอแล้ว! ฉันเหนื่อย! ฉันอยากเที่ยว! ไม่ใช่ต้องมาคอยหลบๆซ่อนๆว่าจะมีตัวอะไรมากัดอีกไหม!..ปะ..ไป! ไปซะ!! บอกว่าให้ไปยังไงล่ะ! นี่แหน่ะ!”

มือเล็กก้มหยิบเศษหินบริเวณนั้นปาใส่ชายหนุ่มแปลกประหลาด หากแต่เขากลับไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ กลับกัน..เมื่อเห็นเลือดสีข้นไหลลาดลงมาตามไรผมด้านข้าง ใจดวงน้อยของจันทร์เจ้าขาก็หล่นวูบไปถึงตาตุ่ม เจ้าสำนักหลี่ทอดสายตามองเธออย่างเจ็บปวด ไม่มีน้ำตาแม้แต่ครึ่งหยด

จันทร์เจ้าขาเอ๋ย....ทั้งๆที่เป็นฝ่ายไล่เขา แต่เธอเองก็กลับลังเลที่จะพูดในช่วงเกือบสุดท้าย ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หมุนตัวกลับทำทีไม่สนใจทั้งๆที่ขาเริ่มหนักข้อเข้าทุกที เดินไม่ทันสองก้าวก็ถูกพลังงานที่มองไม่เห็นมารั้งตัวไว้ เพียงไม่นานก็ไปอยู่ต่อหน้าชายหนุ่มในระยะประชิด เขาโอบกอดเธอแน่นราวกับต้องการทวงความยุติธรรมในอ้อมกอดที่ควรเป็นของตนมาก่อน

“เช่นนั้นเพื่อเจ้าแล้ว ข้ายอมแลกทั้งชีวิต ขอเพียงฮูหยินได้จดจำ!”

“จะทำอะไร! อย่านะ! อย่าเข้ามา!”

ราวกับโลกทั้งใบได้หยุดหมุน ในขณะที่สติจันทร์เจ้าขากำลังล่องลอยไปกับรสจูบอันเร่าร้อนและผลัดเปลี่ยนเป็นแสนหวาน พลันภาพความทรงจำบางส่วนก็ค่อยๆย้อนกลับเข้ามาในจิตใต้สำนึก ลอยคว้างราวกับเข็มนาฬิกาหมุนทวนไม่มีวันสิ้นสุด

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel