บทที่ 1.1
เดิมทีนางเป็นถึงคุณหนูจวนแม่ทัพที่มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง ตระกูลกู้เป็นแม่ทัพปกป้องแคว้นต้าฉินมามากกว่าหกชั่วอายุคน บรรพบุรุษสละชีวิตเพื่อปกป้องแคว้นกว่าร้อยชีวิต จวนตระกูลกู้เคยยิ่งใหญ่มีอิทธิพลในราชสำนัก กระทั่งไม่ว่าไปที่ใดล้วนไม่มีใครกล้าล่วงเกิน
เพียงแต่อดีตก็คืออดีต ดังคำกล่าวที่ว่ามนุษย์ล้วนมีช่วงที่รุ่งโรจน์และจุดตกต่ำที่สุดเสมอ ตระกูลกู้เองก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่ว่า
สละชีพกว่าร้อยชีวิตแล้วอย่างไร คนก็นับว่าตายไปแล้ว ชื่อเสียง คุณธรรม นั่นเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไม่อาจจับต้องได้ และคนที่ยังอยู่ต่างหากที่ยังคงต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดต่อไป
หลังสูญเสียบิดาไปเมื่อสามปีก่อน แม้ต้าฉินรักษาแดนเหนือเอาไว้ได้ แต่มาบัดนี้บ้านเมืองกลับคับขันเกิดสงครามทุกหย่อมหญ้า
‘กู้จิ้ง’ แม่ทัพน้อยและผู้สืบทอดฐานะแม่ทัพกำลังเดินทางสู่สมรภูมิ เขาทวงคำสัญญาจากจวนตระกูลเว่ย คำสัญญาเก่าก่อนของผู้อาวุโสซึ่งล่วงลับ สัญญาหมั้นหมายว่าแม่ทัพน้อยตระกูลเว่ยจะต้องแต่งคุณหนูตระกูลกู้เข้าจวน
ตระกูลเว่ยตอบรับและยินดีแต่ง ‘กู้ชิงเยว่’ เข้าจวน ทว่าลึกๆ แล้วหญิงสาวรู้ดี ‘เว่ยเสวียน’ แม่ทัพน้อยตระกูลเว่ยมีสตรีที่พึงใจทั้งยังเติบโตมาด้วยกัน ทว่านี่เป็นคำขอเดียวที่ผู้เป็นพี่ชายเอ่ยปากขอนาง พี่ชายผู้ซึ่งกำลังจะเดินทางไปออกศึก
เห็นรอยยิ้มกู้จิ้งขณะส่งนางออกจากจวน นางมองออกว่าเขาวางใจแล้ว ในที่สุดเขาก็สามารถไปยังสนามรบได้โดยไม่มีห่วง
มองจวนตระกูลกู้อันยิ่งใหญ่...เงียบเหงา ทุกคนล้วนจากไปจนสิ้น บิดา ท่านน้าทั้งสอง ท่านอาทั้งสี่ ลูกพี่ลูกน้องอีกกว่าสิบชีวิต บุรุษทุกคนที่ไปออกรบล้วนทยอยกันจากไป
สตรีที่อยู่เบื้องหลัง...
บ้างออกไปจากจวนเพื่อแต่งงานใหม่
บ้างออกบวช
บ้างกลับบ้านเดิม
ที่เลวร้ายที่สุดคือหลายคนตรอมตรมจนล้มป่วย กระทั่งไม่นานก็สิ้นใจตามผู้เป็นสามีไป...เช่นเดียวกับมารดาของนาง
‘เว่ยเสวียนเป็นคนดี เจ้าแต่งให้เขาพี่ใหญ่ก็วางใจ’
กู้จิ้งกล่าวกับนางเช่นนั้น ตอนที่นางนั่งรถม้าออกมาจากจวน
งานแต่งงานอันยิ่งใหญ่ของจวนแม่ทัพซึ่งมีชื่อเสียง ทำให้ชาวบ้านล้วนตื่นตาตื่นใจ แต่ที่ทำให้ผู้คนถึงกับต้องสูดปากคงหนีไม่พ้นสินเดิมเจ้าสาวที่มากมายมหาศาล ว่ากันว่าส่วนหน้าขบวนไปถึงจวนตระกูลเว่ย ส่วนท้ายจึงเพิ่งพ้นหน้าจวนตระกูลกู้
ท่ามกลางงานแต่งอันหรูหรายิ่งใหญ่ หากแต่หัวใจของกู้ชิงเยว่กลับเฉยชาเยือกเย็น นางเคยพบเว่ยเสวียนคราหนึ่ง ข้างกายของเขามี ‘หลี่จื่อเว่ย’ สตรีงดงามอ่อนหวานดูบอบบางราวกลีบบุปผา
เว่ยเสวียนแทบจะประคองอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยสองมือ ในยามที่พาสตรีนางนั้นไปไหว้พระที่วัด
ในเงาของผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง นางมีบุรุษร่างสูงสง่าทั้งยังองอาจยืนเคียงข้าง กลิ่นอายน่าเกรงขามของเขา แม้นางมองไม่เห็นกลับสามารถรับรู้ได้ นางเคยชินกับกลิ่นอายเช่นนี้เพราะบิดาและพี่ชายเองก็ไม่ต่างจากชายหนุ่ม
ว่ากันว่ามันคือกลิ่นคาวเลือดที่ติดตัวมาจากสงคราม เป็นผลที่เกิดจากการสังหารผู้คนในสมรภูมิ
“หนึ่ง...คำนับฟ้าดิน!”
...กู้ชิงเยว่ลอบถอนใจออกมากับตัวเอง นับจากวันนี้ชีวิตของนางจะเป็นเช่นไร แต่งให้กับบุรุษที่มีสตรีอื่นในหัวใจ
“สอง...คำนับบุพการี!”
…ลึกๆ นางหวังเพียงมีชีวิตอยู่อย่างราบรื่น หวังให้พี่ชายของนางเข้าสู่สมรภูมิอย่างหมดห่วง ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องของนาง
“สาม...บ่าวสาวคำนับกัน!”
…หากเป็นไปได้นางอาจลองพูดกับเขา บอกเขาว่านางเข้าใจที่เขาจำต้องแต่งนางเป็นฮูหยิน ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาคำพูดและสัญญาของบุพการี
หลังแต่งงานทั้งสองอาจกลายเป็นสหายคู่คิด ไม่จำเป็นต้องเป็นสามีภรรยาที่รักกันอย่างดูดดื่ม ขอเพียงสามารถอยู่ร่วมกัน...อย่างสันติ