ตอนที่7
ตอนที่ 7ชมสวน
จวนแม่ทัพไป๋เฟิงห่าว
ภายในเรือนพักของมู่ถิงถิง
ภายในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ
มู่ถิงถิงเอนกายนอนบนเตียงไม้ ผืนผ้าแพรสีขาวคลุมร่างบางไว้ ใบหน้างามหม่นหมอง ดูอ่อนแรงยิ่งนัก
หมอถังลี่ตรวจชีพจรอยู่ครู่ใหญ่ ครั้นตรวจอาการเสร็จแล้วจึงลุกขึ้น ก้าวถอยออกมายืนเบื้องหน้าแม่ทัพหนุ่มไป๋เฟิงห่าวที่ยืนรออยู่ด้านข้าง
เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยขึ้น
“อาการนางเป็นเช่นไร”
หมอถังลี่ผงกศีรษะเล็กน้อย สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบ
“เรียนท่านแม่ทัพ อาการแม่นางมู่ดีขึ้นมาก เพียงแต่ช่วงนี้ควรออกไปรัสายลมและแสงแดดนอกเรือนบ้าง เลือดลมจะได้ไหลเวียนดีและฟื้นตัวเร็วขึ้นขอรับ”
ไป๋เฟิงห่าวพยักหน้าตอบรับโดยไม่ปริปากใด ๆ
หมอถังลี่หยิบใบสั่งยาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้แก่อารั่ว สาวใช้คนสนิทของมู่ถิงถิงที่ยืนรอคำสั่งอยู่เบื้องหลัง ก่อนเอ่ยกำชับเสียงเรียบ
“ยาตามรายชื่อเหล่านี้ ให้ต้มเช้าเย็นอย่าได้ขาด ไม่กี่วันนางก็จะหายดี”
อารั่วย่อกายรับใบสั่งยาอย่างนอบน้อม สีหน้าฉายชัดถึงความยินดี
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปจัดการให้เรียบร้อย”
กล่าวจบก็รีบหมุนกายออกจากห้องไปในทันที
หมอถังลี่หันกลับมากล่าวกับไป๋เฟิงห่าว พลางคารวะอย่างนอบน้อม
“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อนขอรับท่านแม่ทัพ”
ไป๋เฟิงห่าวพยักหน้าตอบ มิได้เปล่งคำใดออกมา
หมอถังลี่เก็บห่อเข็มและกล่องยา ใส่ลงในกล่องไม้ แล้วก้าวเท้าออกจากเรือนอย่างสงบ
ไป๋เฟิงห่าวก้าวย่างเข้าไปนั่งลงริมเตียงอย่างสงบนิ่ง แววตาคมทอดมองสตรีตรงหน้าอย่างเอ็นดูดังน้องสาว ก่อนเอื้อนเอ่ยอย่างห่วงใย
“ถิงถิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บอยู่หรือไม่”
มู่ถิงถิงยิ้มบาง นางยันกายขึ้นพิงหัวเตียงอย่างเชื่องช้า แล้วเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงละมุน
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ยาของหมอในเมืองหลวงช่างดียิ่งนัก”
ไป๋เฟิงห่าวพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เจ้าก็นอนพักเถิด”
มู่ถิงถิงสบตาเขาพลันส่ายหน้าเบา ๆ อย่างดื้อรั้น มิยอมเอนกายนอนตามคำสั่งเขา นางยื่นมือเล็กไปคว้ามือใหญ่ของเขาไว้ เอื้อนเอ่ยอย่างออดอ้อน
“พี่ ท่านพาข้าไปเดินชมสวนได้หรือไม่ ตั้งแต่ท่านกลับมาจากชายแดน ข้ายังมิได้พบท่านเลย…”
สุ้มเสียงออดอ้อนนุ่มนวลนั้น ทำให้ไป๋เฟิงห่าวชะงักเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากหยักจะคลี่ยิ้มบางเอ่ยตอบ
“ได้”
มือใหญ่ยกขึ้นลูบศีรษะนางแผ่วเบาอย่างเอ็นดูพลันหวนนึกถึงคำฝากฝังของลุงใหญ่ ผู้ฝากฝังให้เขาดูแลนางประหนึ่งน้องสาวแท้ ๆ ในวาระสุดท้ายของลมหายใจ
ไป๋เฟิงห่าวยื่นมือประคองร่างเล็กให้ลุกขึ้นจากเตียง หยิบผ้าคลุมหนามาโอบร่างเล็กไว้แน่น
ขณะนั้น อารั่วสาวใช้ย่างกายเข้ามาภายในห้อง ในมือยกถาดไม้ที่วางถ้วยยาร้อนอบอวลกลิ่นสมุนไพร นางค่อย ๆ ก้าวตรงเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของทั้งสองแล้วโค้งกายเล็กน้อยเอ่ยเสียงอ่อนน้อม
“ยาเจ้าค่ะคุณหนู”
มู่ถิงถิงเหลือบตาขึ้นพยักหน้ารับมือเรียวยกขึ้นรับถ้วยยาจากถาดที่สาวใช้ยื่นมา จากนั้นแนบริมฝีปากชดรวดเดียวจนหมด มิได้งอแงอย่างสตรีเจ็บไข้ทั่วไป ครั้นดื่มจนหมดก็ส่งถ้วยคืนไปโดยไม่กล่าวคำใด
อารั่วรับถ้วยนั้นด้วยสองมือ ก่อนจะหมุนกายไปวางลงบนโต๊ะกลมทางมุมห้องอย่างระมัดระวัง จากนั้นรีบก้าวกลับเข้ามาประคองต้นแขนคุณหนูของตนไว้ด้วยท่าทางนอบน้อม
ไป๋เฟิงห่าวยืนอยู่ด้านข้าง เหลือบมองเพียงนิดก่อนจะก้าวนำออกจากห้อง โดยมีอารั่วและมู่ถิงถิงก้าวตามเขาไป
…..
ภายในเรือนใหญ่เงียบสงัด เสียงลมหายใจของนางประหนึ่งสิ่งเดียวที่ขยับไหวอยู่ในห้อง ฮันเม่ยหลิงค่อย ๆ เขยิบกายจากคานไม้สูง มือเรียวเกาะแน่นด้วยแรงอันน้อยนิด นางก้มลงมองพื้นเบื้องล่าง ใจเต้นระส่ำแต่จำต้องกัดฟันปีนลงทีละช่วง
ทว่าเพราะเรี่ยวแรงโรยราลง ร่างบางพลันเสียหลักมือเล็กไถลจากคานไม้ เกือบตกฮวบลงทั้งตัวโชคยังดีที่ปลายนิ้วเกี่ยวปลายคานไม้ไว้ทันจนแขนสั่นระริก นางกัดริมฝีปากแน่นพยายามดึงกายเข้าหาระแนงเสาใหญ่ จากนั้นค่อยขยับตัวเลื่อนลงมาช้า ๆ
ลงมาได้เพียงครึ่งช่วง มือน้อยพลันลื่นจากเนื้อไม้ ฟึบ!! ร่างบางหล่นลงกระแทกพื้นอย่างแรงเสียงดังตุบ!
“โอ้ย…”
เสียงอุทานแผ่วเบาหลุดจากเรียวปากความเจ็บแล่นผ่านแผ่นหลัง แต่เพราะความสูงมิได้มากนักจึงไม่ถึงกับบาดเจ็บ นางยันกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า มือบางเผลอยกขึ้นกุมหน้าท้องที่ร้องประท้วงเพราะความหิว เพราะตั้งแต่ยามอรุณ ยังไม่ทันแตะอะไรเข้าสู่กะเพาะเลย ฮันเม่ยหลิงสูดลมหายใจแผ่ว ถอนใจหนึ่งครา ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวตรงไปยังประตูห้อง
แสงตะวันยามบ่ายสอดผ่านชายคาเรือน เงาสว่างอ่อนส่องมากระทบกับพื้นเย็นของเรือน ฮันเม่ยหลิงเพิ่งก้าวออกจากประตูเรือน นางยกฝ่ามือขาวบางขึ้นกันแสง มิให้ต้องลืมตาฝืน
นางก้าวฝีเท้าช้า ๆ ตามทางเดิน สีหน้าอ่อนแรงด้วยความหิว แต่ยังคงกิริยาสงบนิ่ง
ซุนฮวา ซึ่งคอยอยู่ด้านข้างเสาใหญ่ริมศาลา เมื่อเห็นคุณหนูของตนก้าวออกมาก็รีบวิ่งเข้ามาประคองแขนทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย
“คุณหนู…”
เสียงนางสั่นเล็กน้อยด้วยความเห็นใจ
ฮันเม่ยหลิงเหลียวมองหน้าสาวใช้คนสนิท ดวงตาฉายชัดถึงความอ่อนแรง
ซุนฮวารีบควานหยิบห่อผ้าสีขาวสะอาดที่เตรียมไว้ ลนลานแกะออก เบื้องในคือซาลาเปาก้อนอุ่น นางชูขึ้นประคองสองมือ เอ่ยเสียงอ่อนน้อม
“ท่านคงจะหิวแล้วใช่หรือไม่ นี่เจ้าค่ะข้าเตรียมมาให้ท่าน รีบกินเถิดเจ้าค่ะ”
ฮันเม่ยหลิงพยักหน้าเบา ๆ มิกล่าวถ้อยคำ นางรับซาลาเปานั้นมากัดคำเล็ก กลิ่นแป้งหอมอ่อนชโลมลำคอที่แห้งผาก
ซุนฮวาถอนหายใจเฮือก พลางพึมพำด้วยความขุ่นข้อง
“ตั้งแต่ท่านเข้าไปในเรือนใหญ่ ท่านยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่หรือไม่ ท่านแม่ทัพไป๋ช่างใจร้ายยิ่งนัก”
ฮันเม่ยหลิงชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น แล้วเพียงก้มหน้ากินต่ออย่างสงบ มิได้กล่าวโต้ตอบให้ยืดเยื้อ
ครั้นทั้งคู่เดินเลยมาถึงสระบัวใหญ่ที่กำลังบานสะพรั่ง ฮันเม่ยหลิงทอดสายตาชั่วครู่ก่อนเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ซุนฮวา สระบัวด้านหน้างามนัก เราไปดูใกล้ ๆ กันเถิด”
“เจ้าค่ะ”
ซุนฮวารับคำอย่างนอบน้อม
สิ้นคำ ทั้งสองจึงก้าวขึ้นสะพานไม้ที่ทอดตัวพาดสู่ปากสระบัวที่เต็มไปด้วยกลีบดอกบัวชมพูสลับขาว
…..
