บทที่ 1.1
แคว้นเฉียน รัชสมัยจักรพรรดิโจวเซวียน
เหตุการณ์ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเพิ่งผ่านพ้น บ้านเมืองยังคงไม่นับว่าสงบดี เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดสงครามการแย่งชิงอำนาจ ระหว่างองค์ชายรองและองค์ชายสาม ซึ่งล้วนต้องการบัลลังก์นี้เอาไว้ในครอบครอง
ว่ากันว่ามีกุนซือมากฝีมืออยู่ข้างกาย ทุกอย่างที่หมายปองล้วนได้มาไว้ในครอบครอง
ประโยคนี้ไม่นับว่าผิด เพราะแต่แรกผู้ใดเล่าจะคาดว่าบัลลังก์นี้จะตกเป็นขององค์ชายห้า ซึ่งแต่แรกไม่มีใครเห็นอยู่ในสายตา
หลังบัลลังก์เปลี่ยนมือแน่นอนความสนใจของประชาชนและขุนนางฝ่ายต่างๆ ย่อมตกไปอยู่ยังคนข้างตัวจักรพรรดิพระองค์ใหม่
เซี่ยเฉิงอวี่...
มหาเสนาบดีแคว้นเฉียน บุคคลสำคัญที่ทำให้องค์ชายห้า หรือก็คือจักรพรรดิโจวเซวียน ขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างราบรื่น
กระนั้นเรื่องที่ทำเอาขุนนางน้อยใหญ่ปวดเศียรเวียนเกล้าในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องที่วังหลังของจักรพรรดิยังคงว่างเปล่า กระทั่งทำให้เกิดข่าวลือถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อน ระหว่างเซี่ยเฉิงอวี่และองค์จักรพรรดิขึ้น
“เพราะเหตุใดท่านยังดูเยือกเย็นอยู่ได้”
“เพราะข้าไม่เห็นสาเหตุที่ต้องโวยวาย”
“แต่นี่เรื่องใหญ่เลยนะ!”
“หากตาแก่พวกนั้นอยากให้แต่ง ก็แค่แต่งๆ ไป”
“ท่านก็พูดได้สิเพราะไม่ใช่เรื่องของท่านนี่!”
“ก็ใช่”
บุรุษที่กำลังโกรธกรุ่นถึงกับพูดไม่ออก เขาก้าวฉับๆ เข้าไปนั่งลงยังโต๊ะหิน ท่าทียังคงขัดใจอยู่มาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้กล่าววาจาร้ายกาจออกมา แม้เรื่องการคัดเลือกฮองเฮายังคงเป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่เขารู้ดีว่าต้องเป็นความจริงถึงแปดในสิบส่วน
เซี่ยเฉิงอวี่เห็นเช่นนั้นก็ส่ายหน้า เขารับปากอาจารย์จะช่วยให้เฉียนซีหลิวครองบัลลังก์อย่างราบรื่น ดังนั้นหลังจากผลัดเปลี่ยนแผ่นดินจึงไม่อาจจากไป ด้วยตระหนักดีว่าภายในราชสำนักยังคงวุ่นวาย
“หากยังหนีออกจากวังหลวงทุกครั้งที่คิดไม่ตก เช่นนี้จะเป็นจักรพรรดิที่ดีได้อย่างไร”
“อาจารย์อา ท่านก็เห็นแล้วว่าตาแก่พวกนั้นร้ายกาจเพียงใด”
เซี่ยเฉิงอวี่มองชายหนุ่มซึ่งด้อยอาวุโสกว่าจากนั้นได้แต่ถอนหายใจ แม้ตัวเขาเพิ่งย่างเข้าวัยยี่สิบแปด หากแต่เมื่ออีกฝ่ายที่มีอายุยี่สิบสามเรียกเขาว่าอาจารย์อา ในใจก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นชายชราศีรษะขาวโพลน
หลายปีก่อนมีข่าวอดีตจักรพรรดิทรงประชวร เขาเพิ่งรับรู้ฐานะแท้จริงของผู้เป็นศิษย์พี่ที่เขาไม่เคยพบหน้าว่าเป็นถึงจักรพรรดิแคว้นเฉียน
ครานั้นเขายังนึกค่อนขอดอาจารย์ว่าอีกฝ่ายคงจะเพียงนึกสนุก จึงได้รับเชื้อพระวงศ์มาเป็นศิษย์ เรื่องวุ่นวายในวังหลวงเขาได้ยินมามาก ดังนั้นจึงเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าจะไม่พาตัวเองเข้ามายุ่งเกี่ยว
ถึงอย่างนั้นไม่เพียงแต่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ศิษย์พี่จักรพรรดิยังให้เขามาอยู่ข้างกายคอยปกป้องดูแลเฉียนซีหลิว คอยสอนสั่ง แนะนำ และปกป้องอยู่ข้างกายเงียบๆ
ที่สำคัญไปกว่านั้นเฉียนซีหลิวก็นับเป็นหลานศิษย์คนหนึ่งของเขา เพราะอีกฝ่ายนับว่าเติบโตในสำนักหลงซาน ทั้งยังเป็นศิษย์ของหนึ่งในศิษย์น้องของเขาอีกด้วย
ตอนแรกที่พบเฉียนซีหลิวเขาโกรธมาก โกรธที่ตัวเขาไม่รับรู้ถึงฐานะของทั้งศิษย์พี่และหลานศิษย์ แต่มานึกๆ ดูแล้วเรื่องทั้งหมดก็นับว่าสมเหตุสมผล ดังนั้นโกรธไปก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนอะไรได้
ในระหว่างศิษย์พี่หรือก็คืออดีตจักรพรรดิทรงประชวร องค์ชายหลายพระองค์กำลังยื้อแย่งราชบัลลังก์ โดยไม่สนใจว่าชาวบ้านมากมายต้องมาสังเวยชีวิต เซี่ยเฉิงอวี่จึงยิ่งตระหนักถึงจุดประสงค์ของผู้เป็นศิษย์พี่
เฉียนซีหลิว องค์ชายห้าพระองค์นี้มีความแตกต่าง
เขาไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ถือตนว่าเหนือกว่าผู้อื่น เข้าอกเข้าใจความยากลำบากของประชาชน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีความทระนงตน สมกับเป็นเชื้อพระวงศ์โดยแท้
“ฝ่าบาท ทรงเป็นถึงจักรพรรดิผู้ครองแคว้น หากเรื่องเพียงเท่านี้ยังไม่อาจจัดการ เช่นนี้วันหน้าหากมีเรื่องที่ไม่อาจทรงตัดสินพระทัย ถึงเวลานั้นจะทรงหนีออกจากวังหลวงอีกหรือไม่”
“ข้าแค่อยากมีเวลาคิดใคร่ครวญ ไม่ได้ตั้งใจจะหนีจริงๆ เสียหน่อย อีกอย่างข้าพาองครักษ์มาด้วยตั้งหลายคน”
“ถึงอย่างนั้นทรงทราบหรือไม่ว่าองครักษ์เหล่านั้นจะได้รับโทษอย่างไร หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ยังมีคนในครอบครัวของพวกเขา”
“ข้า...”