บทที่ 1.6
“หรูเอ๋อร์กับเจ้าสี่สนิทกันมากหรือ”
“เรื่องนี้ข้าน้อยไม่เคยได้ยินขอรับ ในจวนนอกจากคุณชายใหญ่คุณหนูก็ไม่เคยใส่ใจพี่น้องคนใดเป็นพิเศษ กระทั่งวันนี้ที่คุณหนูเข้าไปช่วยคุณชายสี่ เกรงว่าแม้แต่ฮูหยินเองก็คงไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร”
เยี่ยนเจาได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาเอาแต่กังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัชทายาทในราชสำนักที่วุ่นวาย กระทั่งหลายครั้งเพิกเฉยและละเลยจวนของตัวเอง ความวุ่นวายนี้เขาเองก็มีส่วนทำให้มันบานปลาย แม้รู้อยู่แล้วกลับไม่พยายามหาทางหยุดไม่ให้มันเกิดขึ้น หลังบุตรชายคนโตจากไป เขาเองก็ตระหนักว่าตัวเองก็มีส่วนผิด ทว่าเขาเองที่ไม่อยากจะยอมรับ ไม่อยากนึกถึง
บนรถม้า...เสี่ยวผิงสีหน้าไม่ใคร่จะดีนักผิดกับผู้เป็นนายที่ดูสงบเยือกเย็น เยี่ยนเสวี่ยหรูเลิกม่านมองออกไปด้านนอก “กังวลใจไปก็เท่านั้น”
สาวใช้ของนางเม้มปาก “คุณหนูเจ้าคะ ท่านแม่ทัพ...”
นางยิ้มบาง “ไม่ว่าจะท่านพ่อหรือท่านลุง พวกเขาก็เหมือนๆ กัน ขอแค่ผลประโยชน์ไม่เปลี่ยนมือพวกเขาล้วนคล้อยตามได้”
เสี่ยวผิงมองผู้เป็นนายด้วยสายตาไม่เข้าใจ “ท่านเปลี่ยนไปมากเลยรู้ตัวหรือไม่เจ้าคะ”
นางถอนหายใจ “แล้วข้าควรเป็นคนเดิมหรือ ในเมื่อแม้แต่ท่านแม่เองก็คิดจะใช้ข้าเป็นหมาก เจ้าคิดหรือว่าเป็นสตรีชนชั้นสูงนั้นโชคดี” นางส่ายหน้า “ไม่เลย ดูสิ ข้างนอกนั้น ทุกคนล้วนมีความทุกข์ มีความสุขที่แตกต่างกันไป มีไม่มากหรอกที่มีความสุขอย่างแท้จริง ชาวบ้านก็มีความทุกข์อย่างชาวบ้าน ชนชั้นสูงเองก็มีความทุกข์ของชนชั้นสูง เพราะเจ้าไม่มีวันหยั่งรู้ได้เลยว่าจิตใจคนนั้นน่ากลัวเพียงใด ทุกๆ คนไม่ว่ายากจนหรือมั่งคั่งล้วนต้องดิ้นรนทั้งนั้นไม่แตกต่างกันหรอก ผู้ชนะคือผู้ที่รู้จักเปลี่ยนตัวเองตามสถานการณ์ รู้จักมองเหตุการณ์ให้ทะลุปรุโปร่ง เข้าใจหรือไม่”
เสี่ยวผิงมีสีหน้าคล้ายเข้าใจแต่ก็งุนงงในเวลาเดียวกัน
เยี่ยนเสวี่ยหรูเพียงยิ้มไม่ได้พูดอะไรอีก ในอดีตบิดามารดาขายนางเพื่อแลกข้าวไม่กี่จิน อาจารย์ซื้อนางมาก็เพื่อหลอกใช้อีกทอดหนึ่ง จากนั้นศิษย์พี่ก็เข้ามาตีสนิทกับนาง จากนั้นขโมยเคล็ดวิชา โกหกว่าเขาเป็นคนคิดค้นขึ้น นางตระหนักแล้วว่าจิตใจคนนั้น...ยากแท้หยั่งถึง
ลั่วอวี้ซูดูประหลาดใจที่นางมาเยี่ยม แน่ละ...นางเป็นสตรีทั้งยังเพิ่งปักปิ่น แถมมารดาไม่ได้ให้ความสนใจเท่าใดนัก ต่อหน้าพี่ชายลั่วซื่อย่อมเอาแต่กล่าวถึงบุตรชายคนโตที่นางภาคภูมิใจ ทว่าผู้ใดจะคาดว่าเยี่ยนหย่งจื้อจะทนรับแรงกดดันในจวนราชครูไม่ไหว หรือต่อให้เขาทนไหวอนาคตข้างหน้าเยี่ยนเสวี่ยหรูมั่นใจ พี่ชายคนนี้ไม่มีทางแบกรับเรื่องสำคัญๆ เอาไว้บนบ่าแน่ๆ
“ส่งออกจากจวน?”
“เจ้าค่ะ” นางเล่าเรื่องทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง แม้แต่เรื่องที่เยี่ยนหย่งจื้อถูกมารดาทรมานจนทนรับไม่ไหว ทั้งเรื่องที่มารดาพยายามโยนความผิดให้ผู้อื่น ทว่าเรื่องหลังนางให้เหตุผลว่ามารดาสะเทือนใจจนเกินไปจนจิตใจแปรเปลี่ยน
ลั่วอวี้ซูมองนางนานมาก หญิงสาวปล่อยให้อีกฝ่ายมอง หยั่งเชิง กระทั่งดวงตาคมครุ่นคิด “เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
“ตอนนี้ท่านแม่ไม่อาจควบคุมตัวเองแล้วเจ้าค่ะ อย่าว่าแต่ควบคุมดูแลจวนใหญ่เลย แต่จะให้ท่านพ่อยกหน้าที่นี้ให้ผู้อื่นก็ไม่ได้ เช่นนี้ข้าจึงอยากมาปรึกษาท่านลุงเจ้าค่ะ”
“ปรึกษาข้า? เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในจวนราชครู ข้าไม่ใช่คนตระกูลเยี่ยน ปรึกษาข้าเจ้าโง่งมไปแล้วหรือ”
เยี่ยนเสวี่ยหรูยิ้ม “เรื่องในจวนราชครูเป็นเรื่องใหญ่นะเจ้าคะ ข้าเองอายุยังน้อยไม่มีทางรับหน้าที่ดูแลจวนได้ ตอนนี้อี๋เหนียงที่เคยทำหน้าที่ช่วยท่านแม่ดูแลจวนมีอยู่คนหนึ่ง นางแซ่ซินมีบุตรชายปีนี้อายุสิบแปด พี่สี่ปีนี้อายุสิบเก้า ท่านพ่อยกฐานะเขาขึ้นมาเป็นซื่อจื่อแทนพี่ใหญ่ มารดาของเขาเป็นอนุก็จริงแต่ไม่เคยเข้าจวน เบื้องหลังของเขาจึงนับได้ว่าไม่มีใครอย่างแท้จริง ซื่อจื่อที่ไม่มีเบื้องหลังของมารดาสนับสนุน ท่านไม่คิดว่าเหมาะสมกว่าซื่อจื่อที่มีมารดาเป็นอนุที่คอยควบคุมหรอกหรือเจ้าคะ”
ลั่วอวี้ซูถึงขั้นเลิกคิ้ว “เจ้ายังเด็กกลับคิดได้ถึงขั้นนี้?”