บทที่ 7 คนใกล้ชิดอันดับหนึ่ง!
บทที่ 7 คนใกล้ชิดอันดับหนึ่ง!
หนึ่งเดือนหลังจากนั้นชีวิตของปัญทิตาก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
บ้านที่เคยเช่าอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเกื้อกูลให้ลูกน้องมาขนของเธอย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่ง
ที่อยู่ใหม่เป็นบ้านสองชั้นอยู่ใกล้ที่ทำงานกว่าเดิม ไม่ต้องเดินทางไกลเหมือนอย่างเคย
“ยายว่าจะหาเวลาถามข้าวปั้น…งานยุ่งมากเหรอลูก แล้วบ้านหลังนี้...”
“ก็ยุ่งนิดหน่อยจ้ะยาย ยายจ๋าบ้านหลังนี้เจ้านายปั้นให้มาอยู่ เป็นบ้านสำหรับพนักงานจ้ะ”
ทั้งที่ตอบไปแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้สบายใจเท่าใดนัก ด้วยมีแต่ช่วงอาทิตย์นี้แหละที่เธอได้กลับมานอนที่บ้าน หลังจากที่ไป ๆ มา ๆ เกือบตลอดทั้งเดือนนี้
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านใหม่สอางค์ผู้เป็นยายก็รู้สึกว่างานหลานสาวงานยุ่งมาก ไหนจะเรียนจะทำงานกลับบ้านดึกดื่นหรือบางทีก็กลับมาเช้าอีกวัน
คนเป็นยายก็ต้องเป็นห่วงมากเป็นธรรมดาแต่เพราะปัญทิตาไม่ใช่เด็กเหลวไหล
และหลานสาวเธอก็ไม่ได้สภาพร่างกายย่ำแย่ ก็ดูจะมีความสุขกับงานและสดใสร่าเริงยิ่งกว่าตอนทำงานรับจ้างเป็นเด็กเสิร์ฟเสียอีก
“พอดีเจ้าหน้าที่บัญชีคนเก่าเขาลาออก เจ้านายปั้นเลยให้มาอยู่ที่นี่แทน ต้องรีบมาอยู่เพราะถ้าช้าคนอื่นจะมาอยู่แทน” เธอก้มหน้าก้มตาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม
“แล้วแบบนี้คนที่ทำงานจะไม่เขม่นเอาหรือข้าวปั้น เราก็เพิ่งเข้าไปทำงานเอง”
สอางค์รู้ว่าหลานสาวเพิ่งเปลี่ยนงานจากเด็กเสิร์ฟร้านข้าวต้มเป็นแคชเชียร์ในร้านอาหารแห่งใหม่
แต่นี่ก็ได้ที่อยู่ใหม่ คนเป็นยายกลัวว่าคนเก่า ๆ ที่ทำงานด้วยกันจะไม่พอใจหลานสาวเธอเอา จึงพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง
ปัญทิตาบอกกับยายว่าที่ทำงานใหม่นั้นหรูหรามีแต่ลูกค้ามีฐานะ เธอจึงเลือกที่นี่ทำงาน ไม่ว่าจะเพื่อนร่วมงานหรือสังคมดีกว่าเดิมเป็นไหน ๆ
สอางค์จึงไม่ห่วงมาก แต่ก็ยังมีความห่วงใยกับหลานสาวอยู่ตลอด เพราะชีวิตพวกเราต้องปากกัดตีนถีบ
ถ้าปัญทิตาไม่ออกไปทำงาน เด็กสองคนก็คงจะไม่ได้เรียนหนังสือ แล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนปัญทิตาได้มาทำงานที่ใหม่และเราก็ได้ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้
“มันคือบ้านสวัสดิการพนักงานจริง ๆ จ้ะยาย พนักงานทุกคนที่ทำงานเจ้านายก็ช่วยเหลือแบบนี้”
หญิงสาวเงยหน้าจากกองผ้าที่กำลังพับเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าหลังใหม่ให้ยาย
“ปั้นทำงานกับเงิน เจ้านายเขาต้องการคนที่ไว้ใจได้ เลยให้ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็เหมือนเป็นหลักประกันว่าปั้นจะไม่หนีแหละจ้ะ” พอสอางค์ได้ยินแบบนี้ก็โล่งอกไปครึ่งหนึ่ง
ก็ถูกของหลานสาวทำงานกับเงินก็ต้องหาคนที่ไว้ใจได้ แบบรู้จักหัวนอนปลายเท้ากันก็ถูกต้องแล้ว
“อีกอย่างปั้นไม่ได้แย่งงานใครมา ตำแหน่งที่ทำอยู่พี่คนเก่าเขาลาออกไปปั้นก็เข้าไปแทน ยายสบายใจเถอะนะ อยู่ที่นี่ดีกว่าที่เก่าเยอะเลยเนอะ” ปัญทิตาหันมาส่งยิ้มให้คนเป็นยายที่นั่งเอนหลังอยู่บนเตียงหลังใหญ่
เครื่องปรับอากาศภายในห้องอยู่ในอุณหภูมิกำลังดี บ้านหลังเก่าของเรามีเพียงพัดลมเท่านั้น แค่เพียงพริบตาเดียวชีวิตของปัญทิตาก็เปลี่ยนไปหมด
“ข้าวปั้น…ถ้ายายจะต้องสบายแต่แลกมากับความลำบาก…” ของหลานสาว แม้จะยังไม่ทันได้พูดออกไปแต่มือเล็กที่เคยนุ่มเนียนตอนนี้กระด้างขึ้นมากก็จับมือเหี่ยวย่นของคนเป็นยายไว้
กระบอกตาสอางค์ร้อนผ่าวไปหมด ยายยกมือข้างที่ว่างลูบแก้มใสของหลานสาว อีกมือก็ลูบลงไปบนฝ่ามือเล็กที่มันแห้งกร้านเพราะต้องรับผิดชอบครอบครัว
“ปั้นไม่ลำบากอะไรเลยจ้ะ ยายไม่ต้องห่วงปั้นนะจ๊ะ ยายสัญญานะว่าจะรักษาตัวให้หายเร็ว ๆ ยายคือกำลังของปั้นนะ การได้ดูแลยายคือความสุขของปั้น”
เธอโอบกอดเอวของผู้มีพระคุณและซบใบหน้าลงบนอกยาย สอางค์ น้ำตาคลอแต่ก็ยิ้มกว้างออกมา
ทั้งชีวิตของปัญทิตาก็มีแค่ยายกับน้องชายเท่านั้น เธอกอดท่านอยู่ครู่หนึ่งก็ปล่อยกอด
“ถ้าข้าวปั้นยืนยันแบบนี้ยายก็สบายใจ แต่ถ้าเหนื่อยก็บอกกันนะลูก ยายก็พอร้อยมาลัยไหวอยู่…”
อย่างน้อย ๆ ก็ได้ค่ากับข้าวมากินใช้แต่ละวันก็ดีกว่านั่งรอหลานสาวหาเงินเข้าบ้าน
“ไม่เป็นไรจ้ะยาย แต่ถ้าปั้นไม่ไหวปั้นจะบอกยายนะจ๊ะ” เธอส่งยิ้มกว้างออกไปก่อนทิ้งตัวลงไปนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนตักของคนเป็นยาย
อย่างน้อย ๆ ปัญทิตาก็ต้องพูดให้ยายสบายใจ
“เตียงนี่นุ่มมากเลยเนอะ ยายนอนแล้วเป็นยังไงบ้างจ๊ะ ไม่ปวดหลังแล้วใช่ไหม”
“ดีมากเลยลูก แต่คนที่ชอบที่สุดก็เจ้าปุกนั่นแหละ ไม่รู้ไปเล่นซนที่ไหนให้มาช่วยกันจัดของก็หายต๋อมอีกแล้ว”
“คงออกไปสำรวจแถวนี้มั้งจ๊ะ”
เจ้าปุก หรือ กระปุก เป็นน้องชายคนเดียวของเธอ ปัญทิตานอนเล่นอยู่กับยายอีกพักหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์เข้า เธอจึงรีบออกไปรับเพราะเป็นสายจากพี่น้อย
พี่น้อยโทร. มาบอกให้เธอรีบกลับเข้าไปที่บ่อนเพราะเฮียถามหาหลายรอบแล้ว
“จะกลับไปทำงานแล้วเหรอลูก” พอกลับเข้ามาในห้องนอนของยายปรากฏว่าเครื่องปรับอากาศถูกปิดเรียบร้อยแล้ว
“ยายรีบปิดแอร์ทำไมจ๊ะ อากาศมันร้อนยายเปิดใช้ได้เลยนะจ๊ะ มันไม่ได้เปลืองเงินอะไรขนาดนั้นหรอกจ้ะ”
สอางค์ส่ายหน้าเพราะต้องการช่วยหลานสาวประหยัดค่าไฟ
“ยายไม่ร้อนเท่าไหร่หรอกลูก อีกอย่างกลัวจะเป็นหวัดด้วย ข้าวปั้นจะออกไปทำงานต่อแล้วใช่ไหมลูก”
“ใช่จ้ะยาย พี่น้อยโทร. มาตามแล้ว วันนี้ปั้นต้องอยู่คนเดียวจ้ะ ตอนเย็นพี่น้อยมีธุระกับที่บ้าน”
“งั้นข้าวปั้นรีบกลับไปทำงานเถอะลูก อย่าให้หัวหน้างานรอเรานานเกรงใจเขา”
ปัญทิตาไม่ชอบคนโกหก แต่นี่กลับต้องมาโกหกเสียเอง เธอรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่ต้องพูดโกหกออกไป ยิ่งกับยายก็ยิ่งรู้สึกผิดบาป
เมื่อโกหกออกไปแล้วก็ไม่กล้าสบตากับคนเป็นยายได้เต็มตา เพราะความรู้สึกผิดมันเกาะกุมหัวใจไปหมด
“ไปทำงานได้แล้ว บุญรักษานะข้าวปั้น”
และคนเป็นยายก็รีบไล่ให้หลานสาวไปทำงานจนได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาในบ้านนั่นแหละ น้องชายตัวดีของเธอคงกลับมาแล้ว
“พี่ไปทำงานก่อนนะปุกดูแลยายดี ๆ แล้วกลางคืนนอนก็เปิดแอร์กันไปเลยนะจะได้หลับสบายหน่อย”
กระปุกน้องชายเธอพยักหน้ารับพร้อมกับยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลตามกรอบหน้า
น้องชายคงออกไปสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงแถวนี้หมดแล้วเรียบร้อย
ที่บ้านหลังใหม่นี้ดีกว่าบ้านเดิมที่เราอยู่กันมาก แม้จะไกลกว่าโรงเรียนมากกว่าเดิมหน่อยแต่กระปุกคิดเตรียมตัวไว้แล้วว่าจะต้องตื่นให้เช้ากว่าเดิม
“พี่ปั้นไม่ต้องห่วงยายนะ เดี๋ยวปุกจะดูแลให้ดีเลย”
ปัญทิตาวางมือลงบนศีรษะเล็กที่ยังชุ่มเหงื่อของน้องชาย ก่อนจะออกมาจากห้องยายและเตรียมตัวเดินทางไปทำงาน
และในขณะที่เดินออกมาจากบ้านเธอก็หันหลังกลับไปมอง บ้านทาวน์โฮมสองชั้นถึงไม่ได้ใหม่หรือหรูหราแต่ก็ดีกว่าบ้านเช่าที่เคยอยู่เป็นอย่างมาก
ที่นี่มีสามห้องนอน สี่ห้องน้ำ หนึ่งห้องนั่งเล่น พื้นที่ข้างนอกก็สามารถปลูกพืชผักสวนครัวได้อีกและทั้งหมดได้มาเพราะเกื้อกูล
‘ตอบแทนที่เธอทำให้เฮียพอใจ ฉันมีความสุขมากข้าวปั้น’
แค่ทำให้เขามีความสุข แค่ทำให้เขาพอใจ บ้านหลังใหญ่หลังนี้ก็ได้มาโดยง่าย
ทุกสิ่งทุกอย่างเธอไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะทั้งหมดเกื้อกูลใช้เงินของเขาจัดการให้เธอหมดทุกอย่าง
‘ในเมื่อข้าวสารมันเป็นข้าวสุกไปแล้วก็ทำได้แค่นี้ ทำให้เฮียเขาเอ็นดูมาก ๆ พี่ก็จะช่วยไกด์ทางเราอีกแรง…’
‘ข้าวปั้น…จำไว้นะ เฮียเขาชอบผู้หญิงว่าง่าย อย่าไปจู้จี้ ขี้หึง ขี้หวง พูดมากเพราะมันน่ารำคาญ และต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา’
‘ธรรมชาติอะไรเหรอจ๊ะพี่น้อย’
‘เขาจะไม่ได้มีเราแค่คนเดียว’
‘...’
‘ถ้ารับได้ก็อยู่ได้นาน กระปุกมันยังต้องเรียน ยายของปั้นก็ต้องใช้เงินรักษาตัว’
ปัญทิตาไม่ใช่คนที่เข้าใจอะไรยาก หญิงสาวเข้าใจสัจธรรมของชีวิตและความเป็นไปได้ดี ไม่ใช่ว่าเธอจนตรอกแล้วต้องวิ่งเร่ไปขายตัวเพื่อแลกเงิน
แต่เพราะผู้ชายคนนี้เป็นเกื้อกูล…เธอชอบเขาและเขาดีกับเธอ เรื่องทุกอย่างมันถึงได้ดำเนินมาถึงตรงนี้อย่างง่ายดาย
ถ้าอยากอยู่กับเกื้อกูลนาน ๆ ก็แค่ทำตัวว่าง่ายก็อยู่กับเขาได้นานแล้ว ทำให้เขาสงสาร ทำให้เขาเห็นใจ
สักวันเขาก็จะเห็นความดีของเธอ นี่คือสิ่งที่ปัญทิตากล่อมตัวเองก่อนหลับตาลงในทุกคืน
ตลอดเดือนที่ผ่านมาเกื้อกูลดีกับเธอมาก แม้เขาจะไม่แสดงออกอย่างเปิดเผยเท่าที่เธอคาดหวังไว้แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะละเลยกันหรือปล่อยให้มีคนอื่นมายุ่งวุ่นวายกับเธอได้
แต่ตั้งแต่วันที่ประกาศต่อหน้าเสี่ยกำธร ทุกคนในบ่อนก็ดูจะหลบหน้าหลบตาเธอ
ปกติปัญทิตาก็ไม่ออกมาเล่นหัวกับใครอยู่แล้ว เธอจะพูดหรือไม่พูดกับใครก็ไม่มีอะไรแปลกไป เพราะที่อยู่ของเธอก็คือห้องทำงาน
“คุยกันแล้วไม่ใช่เหรอไงว่าถ้างานไม่เสร็จก็ไม่ต้องกลับบ้าน” เธอกำลังนั่งคิดเงินเพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียงเขาที่ดังขึ้นเหนือศีรษะ
เกื้อกูลดับบุหรี่ในมือลงในที่เขี่ยบุหรี่ที่ตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน ปัญทิตาเผลอกลั้นหายใจและยกมือขึ้นถูจมูก เธอยังไม่ชินกับควันบุหรี่จริง ๆ
“เหลืออีกกองหนึ่งค่ะ ปั้นว่าคืนนี้น่าจะเสร็จ”
พอได้ยินแบบนี้คิ้วเข้มของเกื้อกูลก็ขมวดเป็นปม
เขาให้ไอ้สามลูกน้องคนสนิทขนบิลล์ค่าใช้จ่ายเมื่อสามเดือนที่แล้วมาให้ปัญทิตากระทบยอดว่าตรงหรือไม่
พี่น้อยยังใช้เวลาเป็นวัน ๆ หรืออาจจะสองวันด้วยซ้ำแต่ปัญทิตาใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ทำเกือบจะเสร็จแล้ว ถึงว่าพี่น้อยถึงได้รักลูกศิษย์คนโปรดนักหนา
“ถ้าปั้นเสร็จเร็วขอไปเคลียร์ยอดชิฟก่อนนะคะ วันนี้ตอนพี่น้อยออกไปน่าจะเคลียร์ได้ครึ่งหนึ่งแล้ว”
ในบ่อนของเราใช้เงินสดแลกชิฟในการเล่นพนัน ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมา แลกเงินก่อนเข้าเล่น เล่นได้ก็เอามาแลกเงินสดออกไป ไม่มีการใช้เงินสดในเกม
“เด็กหน้าร้านมันก็นับกันไว้แล้ว”
“แต่ปั้นอยากเช็กดูก่อนค่ะ วันนี้คนเข้าเยอะด้วย”
เกื้อกูลมองนิ้วมือเรียวที่ขยับกดเครื่องคิดเงินอย่างคล่องแคล่ว มุมปากหยักของเขาก็ยกขึ้นอย่างเอ็นดูเธอ
แม้ตอนนี้ปัญทิตาจะพูดคุยกับเขาอยู่แต่มือข้างหนึ่งดีดเครื่องคิดเลข มืออีกข้างเปิดเขี่ยบิลล์ในมือ สายตาก็จ้องไปที่บิลล์พวกนั้นไม่มีขาดตกหล่นแม้สักใบ
ทุกทีภายในห้องทำงานของเขาจะเงียบเชียบ ถึงเกื้อกูลจะชอบดื่มแต่ในห้องทำงานก็ไม่ชอบให้ใครหรือคนอื่นมาป้วนเปี้ยน เขามีที่สำหรับปาร์ตี้ มีห้องสำหรับรับรองกิจกรรมอย่างว่า
แต่ในตอนที่มีเสียงดีดเครื่องคิดเลขมาจากคนตัวเล็ก…เกื้อกูลก็รู้สึกสบายรูหูดีเหมือนกัน
เกื้อกูลคิดหาวิธีอยู่ว่าจะไปเอาตัวปัญทิตามาจากพี่น้อยยังไง เพราะทางนั้นพอรู้ว่าเขาจะเอาปัญทิตามาเลี้ยงดู ถึงจะไม่ต่อว่าเป็นคำพูดแต่สายตาก็คือด่าเต็ม ๆ
วิธีที่คิดได้ก็คือให้เธอมาช่วยเรียงบิลล์ค่าใช้จ่ายที่เขาใช้สำหรับเดือนนี้ก่อนจะส่งไปให้พี่น้อยจัดการอีกที
‘ปกติพี่ก็ไม่เห็นเฮียจะเรียงเอกสารอะไรให้พี่เลยนะคะ…แทบจะขยำเป็นขยะมาให้ด้วยซ้ำ’
‘ก็แล้วทำไมล่ะพี่น้อย ต่อไปผมก็จะช่วยแบ่งเบางานให้ไง ลูกสาวพี่มีหลานให้เลี้ยงแล้วไม่ใช่เหรอ ผมก็จะช่วยให้พี่น้อยมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น ไม่ขยำ ๆ ยอดหนี้ส่งมาให้ ผมมีผู้ช่วยตัวน้อยจัดการให้แล้ว’
ผู้ช่วยตัวน้อยของเกื้อกูลก็คือปัญทิตา เขายกหน้าที่จัดการเรื่องเงินส่วนตัว เริ่มจากให้เธอเป็นคนจัดการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะไปกิน ดื่ม เที่ยว ที่ไหน ร้านค้าหรือบุคคลที่เขาไปเที่ยวก็จะมาตามเก็บเงินกับเธอ
ปกติเกื้อกูลไม่พกเงินสด ไม่มีบัญชีธนาคารแบบโอน ไม่ใช้บัตรเครดิต หากเป็นเงินจำนวนเยอะพี่น้อยก็จะเป็นคนจัดการ
ชีวิตเขารู้จักแต่เงินสดและมีลูกน้องคอยวิ่งมาเอาเงินสดกับพี่น้อย แต่ตอนนี้ก็ให้ลูกน้องวิ่งมาเอาเงินกับปัญทิตาแทน
‘ไอ้สามต่อไปก็มาเอาเงินกับข้าวปั้นแทน ไม่ต้องไปวุ่นวายกับพี่น้อย’
จากกระทบยอดบัญชี ขยับมาดูแลเรื่องเงินส่วนตัวให้เธอมีเวลาอยู่กับเขาเพิ่มอีกหน่อย
เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบเดิม คือปัญทิตาเรียนและกลับไปทำงานกับพี่น้อย เขาก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเธอหรอก
แล้วเงินที่เขาเสียไปเยอะแยะก่อนหน้านี้จะถอนทุนคืนได้ยังไง?
“รีบทำงานให้เสร็จเพราะอยากจะกลับบ้านสินะ…”
พอได้ยินแบบนี้ปลายนิ้วเล็กก็ชะงักและก็เป็นนัยน์ตาใส ๆ ที่เงยขึ้นมาสบตากัน
“มองทำไมเมื่อคืนก็มีคนหนีหลับไปก่อน”
ก็เธอรอเขาจนตีสองกว่าก็ยังไม่มีวี่แววว่าเกื้อกูลจะกลับเข้ามา ปัญทิตารอไม่ไหวก็เลยหลับ
“หรือเพราะเฮียยังใจดีกับข้าวปั้นไม่มากพอ?”
น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบแต่แววตาดูจะไม่พอใจเธอหลายส่วน
“เปล่าค่ะ เฮียใจดีกับปั้นมากเลย…”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นข้าวปั้นจะเอาแต่กลับบ้านทำไมล่ะ ทำไมไม่นอนด้วยกันหลาย ๆ วันหน่อย หรือว่าข้าวปั้นยังไม่หายเจ็บ?” ใช่…หลายวันมานี้เกื้อกูลใจดีกับเธอมากและเขาก็วุ่นวายกับเธอมากเช่นกัน
“ปะ เปล่าค่ะ” แค่คิดหญิงสาวก็ต้องยกหลังมือขึ้นลูบโหนกแก้มที่ร้อนจัดของตัวเอง
“เฮียก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นเสียหน่อย เฮียรู้ว่าข้าวปั้นเจ็บอยู่…” เขาไม่ได้ใจร้ายแต่กับตรงนั้น…เรียวปากชุ่มชื้นกำลังโดนนิ้วมือของเขาบีบเล่น
ใบหน้าหล่อคมคายก้มลงมาใกล้ก็ทำเอาหัวใจเธอเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก
“หรือว่าคืนนี้ข้าวปั้นจะใจดีกับเฮียคะเด็กดี”
“เฮียสัญญาว่าจะไม่ทำข้าวปั้นเจ็บ”
เธอมองนิ้วก้อยมือของเขาที่ยกขึ้นมาตรงหน้า ก่อนจะหลุบตาลงต่ำและร่างกายก็โดนอุ้มยกไปทุ่มทิ้งที่เตียงนอนด้านหลัง
