บทย่อ
'หานหมิงซาน' เคยตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมลงให้สตรีหน้าไหนทั้งนั้น แต่ดูเหมือนว่าปณิธานของเขาจะถูกทำลายลงเสียแล้ว เมื่อต้องยอมมาเป็นสัตว์เลี้ยงของโจรสาวกลางป่าอย่าง 'ซือซิง' เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง
บทนำ
-บทนำ-
คุณชายคนรองของตระกูลหาน
ยามซื่อ
“พวกนี้คืออะไรหรืออาซาน?” ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามบุรุษรูปร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ตัวยาวสีเขียว ซึ่งมีศักดิ์เป็นบุตรชายคนรองของตนและมีนามเต็มๆ ว่า ‘หานหมิงซาน’ ที่กำลังยืนคุมบ่าวรับใช้ขนหีบไม้ขึ้นรถม้าด้วยท่าทีสบายๆ
“ของที่จะเอาไปส่งให้เถ้าแก่โม่ที่เมืองเว่ยอี้น่ะขอรับท่านพ่อ” เจ้าของชื่อตอบ
หานหลี่หลุนจ้องมองใบหน้ามนหล่อเหลาและดวงตาเรียวสีนิลเหมือนตัวเขาตอนเป็นหนุ่ม ต่างกันแค่ไฝเม็ดเล็กๆ ตรงแก้มขวาซึ่งตัวเองไม่มีด้วยความชื่นชม
ทั้งที่เมื่อคืนเพิ่งไปขลุกอยู่ที่หอนางโลมแท้ๆ แต่พอกลับมาก็สามารถเตรียมตัวทำงานต่อได้เลย ดังนั้นเขาจึงไม่เคยว่ากล่าวอะไรในพฤติกรรมเสเพลของผู้เป็นบุตรชายคนรอง ก่อนจะพึมพำอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้
“อ้อใช่! พ่อก็ลืมไปว่าเจ้านัดเดินทางเอาไปส่งให้เขาอาทิตย์นี้” เพราะตั้งแต่ตอนที่หานอิงมี่ บุตรสาวเพียงคนเดียวแต่งงาน หานหลี่หลุนก็เริ่มวางมือจากงานส่งของทางไกล แล้วให้หานหมิงซานในวัย 28 หนาวเข้ามาทำหน้าที่นี้อย่างเต็มตัวโดยมีเขาคอยดูอยู่ห่างๆ
“ขอรับ” หานหมิงซานรับคำ พลางคิดในใจ
ความจริงก็ไม่ได้นัดส่งแค่ของหรอกขอรับ แต่นัดส่งใจด้วย...
“เขียนจดหมายไปบอกเขาเถิดว่าขอเลื่อนส่งไปอีกสองอาทิตย์” หานหลี่หลุนกล่าวเสียงเรียบ
“อ้าว! ทำไมล่ะขอรับ?” หานหมิงซานถามด้วยความสงสัย แล้วก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินผู้เป็นบิดาตอบว่า
“เพราะเจ้าต้องอยู่ร่วมงานแต่งของพี่ชายเจ้าก่อนน่ะสิ!”
“หะ...หา!? พี่ใหญ่จะแต่งงาน?”
“คุณชายใหญ่จะแต่งงาน!?” คุณชายรองของตระกูลรวมถึงบ่าวรับใช้คนอื่นๆ อุทานเสียงดังลั่น ด้วยร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นคุณชายใหญ่จะสนใจอยากรู้จักสตรีหน้าไหน ดังนั้นเรื่องแต่งงานนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง!
“อืม” หานหลี่หลุนพยักหน้ารับ แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“เป็นสมรสพระราชทานจากต้าเทียนฮ่องเต้น่ะ ท่านกงกงเพิ่งเอาพระราชโองการมาให้พ่อกับแม่ดูเมื่อวานยามห้าย แต่เจ้าไม่อยู่”
“ก็ว่าอยู่...” หานหมิงซานพึมพำ เพราะคิดว่าบุรุษเช่นพี่ใหญ่คงไม่มีทางหาเจ้าสาวเองได้แน่ๆ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“ว่าแต่เจ้าสาวเป็นใครหรือขอรับ?”
“บุตรีของใต้เท้าจีน่ะ ชื่อจีลู่ฟาง...ที่เขาว่านอนป่วยตลอดเวลานั่นแหละ”
“โอ้โห...”
ชื่อเสียงเรียงนามของสตรีผู้นี้ที่ว่าสวรรค์สร้างมาเสียเปล่า เขาก็ได้ยินมาเหมือนกัน และเป็นหนึ่งในคนที่ขีดชื่อนางออกจากสมุดรายชื่อที่เตรียมสานสัมพันธ์ พอคิดว่านางจะกลายมาเป็นพี่สะใภ้ก็รู้สึกแปลกๆ อย่างไรก็ไม่รู้
ส่วนคำอุทานนี่มันทำไมหรือ? สมัยนี้ไม่มีผู้ใดพูดภาษาอังกี ไม่เป็นหรอก!
“แล้วท่านพ่อท่านแม่ได้เจอหน้านางหรือยังขอรับ?” หานหลี่หลุนส่ายหน้าแล้วพูดต่อ
“ฝ่าบาทสั่งเพียงให้ข้ากับแม่ของเจ้าเตรียมจัดงานแต่งไว้รอรับเกี้ยวเจ้าสาวที่จะเดินทางมาในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า...”
“….” พอเห็นหานหมิงซานนิ่งไปจึงพูดต่อ
“เอาเป็นว่าแผนการไปส่งของที่เว่ยอี้ก็เลื่อนไปก่อนละกัน” เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คู่สนทนาจะไปตอบอะไรได้นอกจาก…
“ขอรับ” จากนั้นเขาก็ไปนั่งเขียนเขียนจดหมายขอโทษเถ้าแก่โม่ รวมถึงการเลื่อนส่งสินค้าแล้วพับใส่ซองขนาดใหญ่ ก่อนจะใช้ให้บ่าวรับใช้นำไปส่งที่ไปรษณีย์ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาในสมัยต้าเทียนฮ่องเต้เมื่อหนึ่งปีก่อน แต่ยังรับส่งเพียงจดหมายและของชิ้นเล็กๆ
โดยในซองนั้นนอกจากจดหมายของเถ้าแก่โม่ที่เป็นกระดาษสีน้ำตาลแล้ว ยังมีกระดาษแผ่นเล็กๆ สีชมพูที่เขียนไว้ว่าถึงคนงามโม่หวาหวา บุตรสาวของอีกฝ่ายด้วย…
ที่กล้าแนบไปด้วยกันอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ เพราะตัวของหมิงซานรู้ว่าโม่หวาหวาเป็นคนคัดกรองจดหมายทุกฉบับ ก่อนส่งต่อให้คนอื่นในบ้านอ่านจึงอยากทำให้สาวน้อยหัวใจเต้นแรงด้วยคำว่า ‘คิดถึง’
ให้ตายสิ! จะได้ไปเจอหน้าหวาหวาคนสวยช้าไปอีกตั้งสองอาทิตย์
หานหมิงซานบ่นในใจด้วยความเซ็ง นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่เขาเลือกจะเดินทางไปส่งของนั่นนี่ให้ลูกค้าด้วยตัวเองทั้งที่มีบ่าวรับใช้มากมาย แต่เขาเลือกจะเมินเพราะหนึ่ง ไม่ค่อยเชื่อมือ สองประหยัดค่าเบี้ยเลี้ยงที่ต้องจ่ายให้ สองข้อแรกทำเป็นพูดดีไปงั้นแหละ
ความจริงอยู่ที่ข้อสามต่างหาก! เขาจะได้มีข้ออ้างเดินทางไปหาบรรดาบุปผางามทั้งหลายที่อยู่ระหว่างทางไป-กลับเมืองจินหลิงกับปลายทางน่ะสิ!
อย่างเมืองเว่ยอี้ที่ใช้เวลาขาไปกลับอย่างละสองอาทิตย์ก็มีโม่หวาหวา บุตรีของเถ้าแก่โม่ คู่ค้าคนสำคัญของท่านพ่อรออยู่ปลายทาง ส่วนรายทางมีสตรีอีกสองสามคนให้แวะทักทาย
และสถานะของทุกคนเกินครึ่งล้วนเป็นมากกว่าคนคุย แต่น้อยกว่าคนรัก…
นอกจากนี้ยามปกติที่อยู่จวน เขาก็ชอบเข้าเมืองไปใช้บริการหอนางโลมอีกด้วย!
เป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หนักกว่าน้องเขยของตนจนเทียบกันแล้วเขาเป็น ‘บิดาของพยัคฆ์แห่งไท่ซานเลยแหละ!’ แต่เดิมยามต้องการสาวๆ ก็จะไปสานสัมพันธ์เอง ทว่านับตั้งแต่เซี่ยเฟยหงแต่งงานและพี่ใหญ่ได้เลื่อนเป็นพนักงานที่เงินเดือนเยอะที่สุดในวังหลวง
สาวๆ ก็ต่างเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาเขาเอง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ท่านพ่อ ท่านแม่ หานหมิงเทียนและบรรดาบ่าวล้วนรู้หมด มีคนเดียวในบ้านที่ไม่รู้คือหานอิงมี่!
(ถ้านางรู้คงสาปส่งไม่เหลือ ดูจากตอนสาธยายความเสเพลของสามีตัวเองตอนเจอกันครั้งแรกใน ‘แต่งกับเจ้าแล้วไง! ข้าก็ไม่ได้รักเจ้าเสียหน่อย!’ ก็ได้
เกลียดคนเจ้าชู้แต่พี่ชายเราดันมาเป็นซะเอง ควรทำหน้ายังไง) แต่พวกเขาก็ไม่ได้ห้ามเพราะหานหมิงซานใช้เงินของตัวเองและรู้จักป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา อีกทั้งหากไม่นับเรื่องนี้ ยามปกติเขาก็เป็นคนที่รู้การรู้งาน แม้ภายนอกจะดูขี้เล่นไปหน่อยก็ตาม…ทั้งเป็นคนนิสัยดีคนหนึ่งเลยทีเดียว!
ช่างเถอะ...ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรทำแล้ว ชวนอาหงไปหอเทียนลู่ฮัวดีกว่า…
หานหมิงซานที่เก็บอุปกรณ์การเขียนใส่กล่องเสร็จแล้วคิดในใจ ก่อนเดินออกไปจากห้อง…
เอ่อ...มันน่าถอนคำพูดที่บอกว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเสียจริง!