บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 คนเจ้าเนื้อ

หลายปีก่อน

เด็กหญิงเมลดาในวัยเก้าขวบดีอกดีใจ จนยิ้มร่า เมื่อทราบจากสรวงสุดาผู้เป็นมารดาว่าวันนี้ป้านภา และลูก ๆ ของเธอจะมาเยี่ยมคุณยายปรางซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทชิดเชื้อกันมาเนิ่นนาน

นภาเป็นลูกสาวคนเดียวของคุณยายปราง ส่วนสรวงสุดานั้นเป็นลูกสาวคนเดียวของคุณยายนิ่ม สองครอบครัวสนิทสนมกันตั้งแต่รุ่นแม่นั่นก็คือคุณยายปราง และคุณยายนิ่ม กระทั่งมาถึงรุ่นลูกอย่างนภา และสรวงสุดา แม้นภาจะอายุมากกว่าสรวงสุดาถึงห้าปี แต่ก็ยังสนิมสนมกันราวกับเป็นพี่น้องคลานตามกันมา

นภาพบรักและแต่งงานก่อนกับหนุ่มลูกครึ่งอย่าง ปีเตอร์(พีท) โดเรนสัน แล้วก็มีทายาทด้วยกันถึงสามคน ได้แก่ ภีม, พริษา และภูบดี

ส่วนสรวงสุดานั้นเป็นสาวโสดที่รักเด็ก เธอมักจะช่วยนภาเลี้ยงลูกอยู่เสมอ จนเด็ก ๆ ติดสรวงสุดากันแจ กระทั่งนภาคลอดลูกคนสุดท้อง เมื่อภูบดีอายุได้หกเดือน ปีเตอร์ก็ได้แนะนำปรเมษฐ์หุ้นส่วนธุรกิจให้รู้จักกับสรวงสุดา ทั้งสองสนิทสนมชอบพอกัน กระทั่งตกลงแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกัน จนมีทายาทหนึ่งคนคือ เด็กหญิงเมลดา พสุภิรมย์ หรือเมเปิ้ล

เมลดาเฝ้ารอการมาเยือนของพี่ ๆ อย่างใจจดใจจ่อ โดยเฉพาะพี่แพรกับพี่ภู ซึ่งเธอสนิทกับสองคนนี้ที่สุด ส่วนพี่ภีมนั้น เขาอายุห่างกับเธอมากถึงหกปี แม้เขาจะใจดีกับเธอมาก แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่น เขามักจะไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร

“มาแล้วค่ะแม่ มาแล้วค่ะคุณยายปราง” เพียงแค่เห็นรถคันหรูเลี้ยวเข้ามาในรั้วบ้าน เด็กหญิงร่างอวบก็กระโดดโลดเต้นเสียยกใหญ่ เธอยิ้มแก้มแทบปริ เมื่อเห็นพี่ ๆ เดินลงมาจากรถ เพราะนั่นหมายความว่า การรอคอยของเธอได้สิ้นสุดลงแล้ว

เมื่อทักทายผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว เด็ก ๆ ก็แยกย้ายไปนั่งเล่นกันบริเวณศาลาริมน้ำ โดยเมลดาติดสอยห้อยตามพี่ ๆ ไปด้วย

“เด็ก ๆ นี่ขนมที่คุณยายนิ่มทำไว้ให้จ้ะ กินให้อร่อยนะจ๊ะ”

“ขอบคุณมากครับ / ค่ะน้าดา”

สรวงสุดาเอาขนมที่คุณยายนิ่มแม่ของเธอทำไว้ มาเสิร์ฟเป็นอาหารว่างให้เด็ก ๆ ก่อนจะเดินกลับไปพูดคุยกับนภา และปีเตอร์บนเรือนคุณยายปรางต่อ

“พี่แพร พี่ภู กินขนมสิคะ คุณยายของเมทำอร่อยนะคะ” เด็กหญิงบอกพี่ ๆ ทั้งสอง แต่ไม่ได้มอง หรือเชิญชวนพี่ชายคนโต เลยสักนิด เพราะเธอเห็นว่าเขากำลังนั่งอ่านหนังสือสอบอย่างขะมักเขม้นอยู่ อีกอย่างคนอย่างพี่ภีมคงไม่อยากคุยกับเธอนัก เพราะตั้งแต่มาเขายังไม่ทักทายเธอสักคำ แล้วทำไมเธอจะต้องไปสนใจเขาด้วย

ภีมหันกลับมาอีกทีขนมก็หมดจานแล้ว เหลือแค่หนึ่งชิ้นซึ่งอยู่ในมือของเด็กหญิงรูปร่างจ้ำม่ำ เด็กหนุ่มในวัยสิบห้ายิ้มร้าย ก่อนจะฉกเอาขนมชิ้นสุดท้ายจากมืออวบส่งเข้าปากไปหน้าตาเฉย เมลดาถึงกับมองหน้าพี่ชายคนโตด้วยความกรุ่นโกรธ

“พี่ภีม ทำไมแกล้งน้องคะ” แพร หรือพริษาน้องสาวที่อายุน้อยกว่าภีมเพียงสองปีเอ่ยถาม เมื่อเห็นการกระทำที่ไม่ใคร่น่ารักของผู้เป็นพี่

“พี่ไม่ได้แกล้งค่ะน้องแพร พี่ช่วยกินเพราะไม่อยากให้น้องอ้วนไปมากกว่านี้ ดูสิคะ ขืนปล่อยให้เมเปิ้ลกินเข้าไปเยอะ ๆ อาจจะอ้วนจนเดินไม่ได้ เผลอ ๆ อาจจะต้องให้หมอตัดกระเพาะอาหาร เราอยากเป็นแบบนั้นเหรอคะเมเปิ้ล”

เพียงได้ฟังสิ่งที่พี่คนโตเอ่ย เมลดาก็ถึงกับมองภีมตาเขียวยิ่งกว่าเดิม มาแย่งขนมเธอไม่พอ ยังมีหน้ามาใส่ความว่าเธออ้วนอีก

“เมไม่ได้อ้วนค่ะ แบบนี้เขาเรียกว่าคนเจ้าเนื้อ ไม่ใช่คนอ้วนสักหน่อย แต่ถึงเมจะอ้วนหรือไม่อ้วนก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับพี่ภีมนี่คะ พี่ภีมโตแล้ว ควรหัดมีมารยาทกับคนอื่นบ้าง ถ้าอยากกินก็ควรจะขอก่อน ไม่ใช่มาหยิบเอาจากมือเมไปเสียดื้อ ๆ แบบนี้เขาเรียกนิสัยไม่ดีรู้ไหมคะ” เมลดาว่าเขาไปเป็นชุด

ภีมยิ้มยียวน น้องคนเล็กช่างร้ายกาจนัก ตัวเล็กนิดเดียว แต่เธอกล้าต่อปากต่อคำกับเขา แถมปากคอเราะรายไม่ใช่เล่น

“โอเค ขอโทษแล้วกันนะคะ คน-เจ้า-เนื้อ” ว่าแล้วเขาก็หันไปหยิบหนังสือที่ติดมือมาด้วยไปนั่งอ่านต่อเงียบ ๆ โดยไม่หันมาสนใจใครอีก

“พี่ภูดูสิคะ พี่ภีมไม่น่ารักเลย”

เด็กหญิงหันไปฟ้องภูบดีพร้อมทำแก้มป่อง ทำให้ผู้เป็นพี่ซึ่งอายุมากกว่าเธอแค่สองปีถึงกับต้องอมยิ้ม

“เอาน่า พี่ภีมก็ขี้แกล้งแบบนี้แหละ ไม่รู้ทำไมชอบแกล้งคน-เจ้า-เนื้อ จัง” ภูบดีเอ่ยยิ้มยิ้ม ในตาส่อแววล้อเลียนไม่ต่างจากผู้เป็นพี่ ทำให้เด็กหญิงถึงกับค้อนขวับ

“เจ้าเนื้อก็น่ารักนะจะบอกให้ จริงไหมคะพี่แพร”

“จ้ะ เมเปิ้ลของพี่แพรน่ารักที่สุด” พริษาเอ่ยอย่างเอ็นดู ทำให้เมลดาถึงกับยิ้มกว้าง เวลานี้เมลดารู้สึกว่าพริษาเป็นพี่สาวที่แสนดีที่สุดสำหรับเธอ

พริษาและภูบดีขึ้นเรือนไปจัดข้าวของส่วนตัวกันแล้ว แต่เด็กหญิงเมลดายังนั่งวาดรูปไปพร้อมกับภีมที่กำลังอ่านหนังสือ เธอลืมสิ้นแล้วว่าก่อนหน้านี้ยังงอนคนเป็นพี่จนแก้มป่อง

“พี่ภีมขา เมวาดรูปสวยไหมคะ”

“สวยค่ะ” เขาเออออไปกับเด็กหญิง โดยไม่ได้สนใจจะมองภาพที่เธอวาดเลยด้วยซ้ำ

“ยังไม่มองเลยก็ตอบว่าสวยแล้ว ไม่จริงใจเลยค่ะ”

“ยังไงเมเปิ้ลก็ต้องวาดสวยอยู่แล้วค่ะ”

“เฮ้อ อยู่กับพี่ภีมไม่สนุกเลย กลับกันเถอะค่ะ” นั่งอยู่กับภีม ก็เหมือนนั่งเล่นอยู่คนเดียว เมลดารู้สึกไม่สนุกเลยสักนิด

“ไปก่อนสิคะ พี่อ่านหนังสือยังไม่จบเลย”

“ไม่เอาค่ะ ไปด้วยกันนะ เมไม่อยากไปคนเดียว”

“ก็ได้ค่ะ งั้นขอพี่อ่านตอนนี้จบก่อนได้ไหม” ภีมบอกก่อนจะหันหน้าไปอ่านหนังสือต่อ เขามักจะทนฟังเสียงออดอ้อนของน้องน้อยไม่ไหว แม้จะถอนหายใจอย่างนึกรำคาญ แถมยังบ่นพึมพำให้ได้ยิน แต่ก็ยังรับปากอย่างนี้ทุกครั้งไป เพราะภายในใจก็นึกเอ็นดูเมลดาอยู่ไม่น้อย เด็กหญิงตัวจ้อยก็ไม่ต่างจากน้องสาวคนเล็กของเขา

เมื่อภีมอ่านหนังสือจบ เมลดาก็หลับไปเสียแล้ว เขาช่วยเก็บข้าวของ ก่อนจะปลุกเธอที่ยังงัวเงียให้ขึ้นขี่หลังเขากลับเรือน แม้คนน้องจะตัวหนัก แต่คนเป็นพี่ก็ไม่มีบ่นสักคำ อย่างน้อยเด็กอ้วนจ้ำม่ำนี่ก็มีมุมน่ารัก อีกอย่างเขาก็มีความสุขนักเมื่อได้แกล้งเธอ เด็กหนุ่มนึกในใจ ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมรอยยิ้ม

ในห้องรับแขก

เสียงผู้ใหญ่พูดคุยกันดังออกมาด้านนอก ทำให้เด็กหญิงที่กำลังกอดคอพี่ชาย รู้สึกตัวตื่นขึ้นเต็มตา

“เรื่องเมเปิ้ลกับภีม พี่คุยกับเมษแล้วนะน้องดา น้องดาคงไม่ติดอะไรใช่ไหม ถ้าจะหมั้นหมายกันไว้ก่อน” ปีเตอร์เอ่ยถามสรวงสุดา

“พี่เมษบอกดาแล้วค่ะพี่พีท”

“แล้วน้องดาว่ายังไงจ๊ะ” นภาถามด้วยความอยากรู้ว่าสรวงสุดาคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร

“เอ่อ ดาไม่ติดหรอกค่ะ ถ้าได้ดองกับครอบครัวโดเรนสัน ดาว่าเมเปิ้ลคงมีความสุข ดาเลี้ยงตาภีมมาตั้งแต่เด็ก เอ็นดูเหมือนลูก ตาภีมคงดูแลเมเปิ้ลได้ดีแน่ ๆ ค่ะ แต่ยังไงอนาคตมันไม่แน่นอน ดาว่าคงต้องดูกันยาว ๆ นะคะ พี่นภาเห็นด้วยไหมคะ?” สรวงสุดาแบ่งรับแบ่งสู้ ด้วยเธอไม่แน่ใจว่าอนาคตต่อไปในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เธอไม่อยากบังคับลูกสาวหากลูกไม่ได้รักชอบภีม แต่อีกใจก็นึกเอ็นดูภีมอยู่ไม่น้อย ด้วยเห็นและเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เกิด หากเด็ก ๆ จะรักกัน การได้ดองกับนภานั้นก็ถือเป็นสิ่งที่ดี

“ที่น้องดาพูดมันก็มีเหตุผล แต่ยังไงก็ถือว่าตาภีมกับเมเปิ้ลเป็นคู่หมั้นกันแล้วนะคะ ส่วนเรื่องของหมั้นเดี๋ยวพี่จะรีบจัดการ” นภาเอ่ย

“พวกเรามีพันธสัญญาต่อกันแล้วนะครับน้องดา การได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน ถือเป็นเรื่องดี ไหน ๆ ก็ทำธุรกิจด้วยกันแล้ว เด็ก ๆ จะได้ช่วยกันพัฒนาต่อยอดธุรกิจต่อไปได้ด้วย”

ปีเตอร์เอ่ยเสริมขึ้น ปรเมษฐ์ผู้เป็นเพื่อนสนิท มีหุ้นในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เขาก่อตั้งถึงยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่น้อย เพราะตอนนี้บริษัทเติบโตขึ้นทุกวัน ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ที่ว่าก็มีค่ามหาศาล

“ค่ะ ดาเองก็ยินดีค่ะ”

ภีมและเมลดาได้ยินสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดคุยกันทั้งหมด เมลดายิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะกอดคอพี่ชายแน่นขึ้น

“โตขึ้นพี่ภีมต้องแต่งงานกับเม คริคริ” เด็กหญิงเอ่ยขำขัน เพราะไม่ได้เข้าใจความหมายของคำว่าแต่งงานอย่างลึกซึ้งเท่าใดนัก

“เพ้อเจ้อ” ภีมแก้มแดงระเรื่อ ก่อนจะกลบเกลื่อนความอายด้วยการแสดงท่าที่หงุดหงิด เขาไม่ได้อยากแต่งงานกับเด็กจ้ำม่ำเลยสักนิด แม้จะรักและเอ็นดูน้องแค่ไหน แต่เขาไม่ได้คิดกับเธอแบบนั้นสักหน่อย

“เมไม่ได้เพ้อเจ้อค่ะ แต่ได้ยินเต็มสองหูเลย เพราะฉะนั้น พี่ภีมช่วยทำตัวดี ๆ กับว่าที่ภรรยาตัวน้อยด้วยนะคะ”

เด็กหญิงจีบปากจีบคอพูด นั่นยิ่งทำให้คนเป็นพี่ที่เผลอคิดตามรู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาอีก ‘หนอย! ตัวกระเปี๊ยกเดียว ริอ่านใช้คำว่า ‘ว่าที่ภรรยา’ เขาปล่อยเธอลงจากหลัง ก่อนจะมองหน้าเด็กหญิงตาขุ่นตาเขียว

“เด็กแก่แดด ว่าที่ภรรยาเหรอ ดูสภาพตัวเองก่อนสิ อ้วนก็อ้วน ฟันก็เหยิน กินก็จุ นมรึก็ไม่มี รู้ไหม ก่อนที่จะเป็นภรรยาใครได้น่ะ ต้องเป็นสาว ๆ สวย ๆ ให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาพูด”

ภีมใส่ไม่ยั้ง เพราะเขาเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวที่จะรับรู้เรื่องนี้เหมือนกัน แล้วดูคนที่พ่อกับแม่จับจองไว้ให้เขาสิ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาชอบเลยสักนิด ความสาว ความสวย ไม่เห็นจะมี

“พี่ภีมอย่ามาว่าเมนะ โตขึ้นเมจะสวย คอยดู” เด็กหญิงพูดด้วยความมั่นอกมั่นใจ

“หึ ดูจากสภาพแล้วไม่น่าจะสวยได้นะ คน-เจ้า-เนื้อ” เด็กหนุ่มเอ่ย พร้อมมองเด็กหญิงด้วยสายตาเหยียดหยัน มองอย่างไรก็ไม่เห็นแววสวยเลยสักนิด

“ไอ้พี่ภีมบ้า ใจร้าย จำไว้เลยนะ” เด็กหญิงว่าพร้อมหยิบของจากมือผู้เป็นพี่ แล้วกระทืบเท้าเดินปึงปังเข้าไปหาแม่ ก่อนจะหันมามองภีมด้วยสายตาเคียงขุ่น ว่าที่สามีของเธอไม่น่ารักเลยสักนิด จะยอมเธอสักหน่อยก็ไม่ได้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel