บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 เหงา

พระอาทิตย์ยามเย็น ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแสด พลอยทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปด้วยเช่นกัน เฉดสีส้ม และชมพูอ่อน ผสมผสานกับโทนสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้า ไล่ระดับเฉดสีขยายออกไปไกลจนสุดสายตา

ร่างระหงในบราสีม่วงพาสเทล เข้าชุดกับกางเกงขายาวสีเดียวกัน กำลังยืนทอดอารมณ์มองภาพเบื้องหน้าอย่างหลงใหล เธอรู้สึกดำดิ่งไปกับมัน ดวงตากลมโตเพ่งมองไปจนสุดลูกหูลูกตา เห็นเส้นขอบฟ้าที่บรรจบกับผิวน้ำทะเลอยู่ไกล ๆ เมื่อพระอาทิตย์ต้องลาจากไป พระจันทร์ก็จะมาปรากฏให้เห็นแทนที่ เป็นวัฏจักรแบบนี้มานานแสนนาน

เมลดาเป็นคนหนึ่งที่ชอบพระอาทิตย์ตกดินเป็นที่สุด เธอรู้สึกว่ามันช่างเป็นภาพที่งดงาม และน่าจดจำ ยิ่งยามที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ช่างเป็นอะไรที่สวยงามจับใจจนเธออยากจะหยุดช่วงเวลานั้นเอาไว้ให้นาน บางคนอาจจะบอกว่า ช่วงเวลาแบบนี้ชวนให้รู้สึกเหงาและเดียวดาย แต่ก็ช่างประหลาดนัก ที่เธอรู้สึกเสพติดมันอย่างไม่อาจถอนตัว หากใครมองมา คงคลับคล้ายคลับคลาว่าเธอกำลังรู้สึกเหงา เธอไม่ปฏิเสธว่าเธอรู้สึกเช่นนั้น มีคนเคยบอกว่าการที่เราเหงา นั่นเพราะเรากำลังคิดถึงใครบางคน เธอเห็นด้วยกับความคิดนั้น เพราะเวลาที่เธอคิดถึงคนคนนั้นเมื่อใด มันก็ทำให้เธอรู้สึกเหงาจับใจขึ้นมาในทันที

หญิงสาวยิ้มขื่นให้ตัวเอง นานแค่ไหนแล้วที่หัวใจของเธอชาชินกับคำว่าเหงา เธอรู้สึกทั้งขมขื่น และแห้งแล้ง ความอ้างว้างเดียวดายเข้ามาเกาะกินหัวใจที่แสนจะอ่อนแอดวงนี้มานานเกือบสี่ปีเต็ม ภายใต้รอยยิ้มที่แสนร่าเริง สดใส ภายใต้ดวงตาที่ดูสุกสกาวพราวระยับ แต่จริง ๆ แล้วภายในหัวใจของเธอมันโคตรจะอ่อนแอ และกำลังร้องไห้ มันไม่ง่ายเลยที่เธอจะพยายามก้าวข้ามอุปสรรคภายในหัวใจไปได้ในแต่ละวัน

คลื่นที่ซัดสาด แตกซ่านกระเซ็นกลายเป็นละอองน้ำสีขาว เพียงมันมาแตะสัมผัสกับฝ่าเท้า ก็ให้รู้สึกสดชื่นอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนกับว่าเวลานี้ แบตเตอรี่ที่เหลือน้อยนิดในตัวเธอ ได้รับการชาร์จพลังเข้ามาใหม่อีกครั้ง มือเรียวเช็ดน้ำตาที่ค่อย ๆ ไหลลงมาอาบแก้ม ก่อนจะฝืนยิ้มให้ตัวเอง เธอเดินไปบนผืนทราย เพียงเท้าเรียวสัมผัสกับพื้นทรายแสนนุ่ม ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย สายลมที่พัดผ่านใบหน้า และปะทะผิวกาย ยิ่งพาให้รู้สึกสดชื่นอย่างน่าประหลาด จมูกเล็กเชิดรั้นสูดหายใจเข้าปอด กอบโกยเอาอากาศดี ๆ เข้าไปจนเต็มกำลัง เธอบอกกับตัวเองว่าในวันพรุ่งนี้ จะมีดวงอาทิตย์ที่เรืองรองส่องแสงมาให้ได้เห็นเสมอ ชีวิตของเธอก็เช่นเดียวกัน มันคงไม่ได้มืดมนหม่นหมองตลอดเวลา

สมองที่เคยตรากตรำทำงานหนักมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม รู้สึกปลอดโปร่งโล่งขึ้นมาก การมาทำงานครั้งนี้ เหมือนเป็นการมาพักผ่อนไปในตัว ที่พักหรู อาหารอร่อย ทะเลสวย และที่สำคัญอากาศดี

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เมลดามีความสุขมาก เพราะห้องเสื้อ PPM Studio & Design ที่เธอร่วมแรงร่วมใจก่อตั้งมากับเพื่อนรักอย่างเมลดา และพลอยชมพู ได้มีโอกาสจัดแสดงแฟชั่นโชว์เป็นครั้งที่สองแล้ว และครั้งนี้พวกเธอก็ได้รับโอกาสจากเครือพันสุริยะจักรให้มาจัดแสดงผลงานไกลถึงโรงแรมสุดหรูที่ภูเก็ต

สำหรับเธอมันเกินฝันไปมาก สปอนเซอร์อย่างคุณหญิงเตชิณี พันสุริยะจักร จัดงานให้ยิ่งใหญ่อลังการ อีกทั้งมีนักข่าวและลูกค้ามากมายให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อแฟชั่นโชว์จบลง ยอดสั่งจองสินค้าก็ล้นหลามตามมา กลับไปกรุงเทพฯ เธอคงต้องทำงานหนักมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ดีไซน์เนอร์สาวดื่มด่ำกับธรรมชาติได้เพียงไม่นาน ก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีสายตาของใครสักคนกำลังจับจ้องมายังเธออยู่ตลอดเวลา เธอหันไปมองตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่ได้เห็นความผิดปกติแต่อย่างใด มีเพียงความรู้สึกของเธอเท่านั้นที่รับรู้ได้ว่ามันมีคนจ้องมองอยู่จริง ๆ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอรู้สึกแบบนี้

ร่างบางเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อเห็นว่าเธอเดินมาไกลเกินไปแล้ว บริเวณนี้ผู้คนบางตานัก เพื่อความปลอดภัยเธอจึงรีบเดินกลับไปหาพลอยชมพูเพื่อนสนิท ที่กำลังนั่งชมวิว ห่างออกไปไกลพอสมควร

ปัง! สิ้นเสียงนั้นทำให้เมลดาถึงกับเข่าทรุด เธอนั่งลงกับพื้นทรายทันที คนตกใจเริ่มมือไม้สั่น ก่อนจะค่อย ๆ ทิ้งกายลงนอนคุดคู้กอดตัวเองลงกับพื้นอย่างไม่อายใคร น้ำตาของเธอค่อย ๆ รินไหลอาบสองแก้ม ดวงตาของเธอปิดสนิท ปากเล็กจิ้มลิ้มเฝ้าบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่เสียงปืน แต่มันเป็นเพียงเสียงประทัดเท่านั้น

“อย่ากลัว เมเปิ้ล อย่ากลัว มันก็แค่เสียงประทัด แค่เสียงประทัดเท่านั้น” เธอกอดตัวเองอยู่นานพอดู พอเริ่มรู้สึกดีขึ้นก็รีบลุก แล้วปัดเศษทรายออกจากกาย ก่อนจะรีบวิ่งไปหาเพื่อนรักอย่างพลอยชมพูอย่างรวดเร็ว

“เมเปิ้ลไปโดนอะไรมา ทำไมเนื้อตัวเปื้อนทรายไปหมดอย่างนี้ล่ะ” พลอยชมพูเห็นเมลดาก็เอ่ยทัก พร้อมเข้าไปช่วยปัดเศษทรายที่เปื้อนไปตามตัวและผมให้ ท่าทางที่ดูแปลกไปของเพื่อนสาว สายตาหวาดหวั่น และอาการร้อนรนเร่งรีบ ทำให้พลอยชมพูรู้สึกเป็นห่วงจับใจ

“ไม่เป็นไรหรอกพลอย เมแค่ตกใจเสียงประทัดน่ะ”

สิ้นคำนั้นพลอยชมพูก็โอบกอดเพื่อนรักในทันที เธอรู้ว่าเพื่อนกลัวเสียงปืน เพราะเคยโดนลูกหลงมา ปัจจุบันยังจับคนร้ายไม่ได้ด้วยซ้ำ “ไม่เป็นไรนะเมเปิ้ล พลอยอยู่ตรงนี้แล้ว”

“พลอย เมรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีใครจับตาดูเมอยู่ตลอดเวลา เมพยายามมองแล้วก็ไม่เห็นใครเลย แต่เมมั่นใจว่าเมไม่ได้คิดมากไปเอง มันมีคนจ้องอยู่จริง ๆ นะพลอย” คนกังวลรีบเล่าให้เพื่อนฟัง พร้อมสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ ตัวอย่างหวาดระแวง

“เอาอย่างนี้นะเม เพื่อความปลอดภัย เรารีบขึ้นข้างบนกันดีไหม” พลอยชมพูเสนอ แค่ฟังเมลดาเล่า เธอก็เริ่มรู้สึกกังวลไปกับเพื่อนด้วยเช่นกัน

“อือ เมรู้สึกไม่ดีเลยพลอย เรารีบกลับกันเถอะ” ว่าแล้วสองสาวเพื่อนรัก ก็จับมือกันเดินกลับที่พักไป ปล่อยให้คนแอบมองได้แต่มองตามไปตาละห้อย

ณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังใจกลางกรุง

คุณหมอหนุ่มลูกเสี้ยว ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคกระดูกและข้อ กำลังเร่งฝีเท้าไปยังห้องพักแพทย์ เขาทำงานติดต่อกันมาหลายชั่วโมงแทบไม่ได้พัก คนเพิ่งจะออกเวร ทิ้งตัวลงนั่งแหมะอย่างเหนื่อยอ่อน มือหนาเอื้อมไปจับสมาร์ทโฟนเครื่องหรู ทันใดนั้น เขาก็ได้เห็นข้อความจากคนแดนไกล ที่ทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อสามชั่วโมงก่อน ภาพที่ถูกส่งมา พร้อมข้อความแสดงความไม่พอใจยาวเหยียด ทำให้ภูบดียิ้มร้าย อีกทั้งแววตายังเปิดเผยความเจ้าเล่ห์ เพียงแค่คนส่งข้อความเห็นว่าเขาเปิดอ่านแล้ว ก็โทรหาเขาทันที ราวกับรอเวลานี้มาเนิ่นนาน

“ว่าไงครับ” หมอหนุ่มกรอกเสียงไปตามสาย

“มึงดูแลน้องยังไง ปล่อยให้ใส่เสื้อในเดินไปเดินมาแบบนั้น” คนปลายสายเอ็ดเสียงดัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดฉุนเฉียว

“หือ”

“หืออะไร กูถามก็ช่วยตอบคำถามกูก่อนครับ”

“ก็เขาไปทะเล แต่งตัวแบบนั้นก็ถูกแล้วนี่ครับ จะให้ใส่ชุดไทยรึไง ถามไม่เข้าท่า”

“มึงช่วยใส่ใจเขาหน่อยได้ไหม กูขอร้อง”

“ก็แค่น้องนอกไส้ แฟนผมรึก็เปล่า? จะให้ผมเฝ้าเขาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยรึไง งานการไม่ต้องทำกันพอดี โต ๆ กันแล้วนะครับ”

“เกินไปไหม”

“แล้วมันหน้าที่ใคร”

“ไหว้วานแค่นี้ไม่ได้หรือไง รอให้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนเถอะ จะไม่รบกวนมึงอีกแล้ว” ปลายสายรู้สึกไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้มากเพราะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภูบดีอยู่ดี

“จะรอครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แค่นี้นะจะนอน”

“นี่ไม่ฟังกูพูดหน่อยเหรอ”

“มีอะไรอีกครับ”

“ดูแลให้ดีอย่าให้ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นอีกเข้าใจไหม” กำชับอีกครั้ง

“ไม่เข้าใจครับ ร่างกายของเขา เขาจะใส่หรือไม่ใส่อะไรมันก็เรื่องของเขา เคยได้ยินไหม My Body My Choice” พูดจบ หมอหนุ่มก็ต้องกลั้นขำ เมื่อได้ยินเสียงฟิดฟัดดังแว่วมาตามสาย

“ไอ้ภู..มึง.. เฮ้ย...ไอ้บ้านี่”

อีกคนยังพูดไม่ทันจบ ภูบดีก็ทำให้ยิ่งหงุดหงิดด้วยการวางสายไปเสียดื้อ ๆ ก่อนจะมองโทรศัพท์แล้วหัวเราะออกมาอย่างสะใจ เขาอยากทำให้คนปลายสายอกแตกตายเป็นที่สุด จะได้รีบลุกวิ่งกลับมาสักที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel