บท
ตั้งค่า

2 กลิ่นสาบสาว

กลิ่นสาบสาวที่กำซาบออกมานั้นรุนแรงพอที่จะทำให้สัญชาตญาณดิบของผู้เป็นตาขาดความยับยั้งชั่งใจและสำนึกผิดชอบชั่วดี นายชิตก้มลงไปยังเนินอกอวบอัด ดื่มกินยอดอกนั้นด้วยความหิวกระหาย

เพราะตัวเขากับเมียนั้นห่างหายจากเรื่องบนเตียงมานานแสนนาน จะให้ไปซื้อกินเขาก็ไม่มีเงินเหลือเฟือขนาดนั้น สัมผัสจากเรียวลิ้นที่เพิ่งเคยได้รับเป็นครั้งแรกทำให้อินทุอรรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว

นายชิตรุกรานสลับซ้ายขวาอย่างย่ามใจ มือหนาลูบไล้ไปตามต้นขาอวบก่อนจะเลื่อนขึ้นมาถึงกลางกายสาว ความเป็นสาวของหลานนั้นใหญ่โตเกินวัย ทั้งเนินอกและเนินสวาทอวบอัดไม่แพ้กัน

นายชิตไม่รอช้า รีบแยกเรียวขาของเด็กสาวออกแล้วเลื่อนตัวลงไปเบื้องล่าง เขาซุกใบหน้าลงดมความหอมหวานจากกลีบกุหลาบที่สดใหม่

แม้จะมีกลิ่นอับชื้นบ้างแต่มันกลับยิ่งกระตุ้นกามารมณ์ของผู้เป็นตาให้พุ่งสูง เขายกขาของเด็กหญิงขึ้นพลางสั่งให้เธอช่วยจับไว้ จากนั้นลิ้นสากลากไล้ไปตามรอยแยกที่ปิดสนิทจนเด็กสาวทนไม่ไหว

“โอ๊ย! ตา... อย่าทำแบบนี้!”

“อย่าดิ้นสิอร... แป๊บเดียว”

“หนูเจ็บค่ะตา!” ทำได้ไม่นาน หลานสาวก็ร้องประท้วงเพราะทนความซ่านสยิวไม่ไหว เธอบิดตัวหนีและดิ้นรนด้วยความอึดอัด

“ตาจะทำเบา ๆ นะจ๊ะ” ผู้เป็นตาพยายามหว่านล้อมให้หลานสาวสงบลง แล้วจึงเริ่มรุกรานอีกครั้งด้วยความนุ่มนวลกว่าเดิม

นายชิตบรรจงละเลียดชิมความหวานช้า ๆ ความรู้สึกประหลาดก่อเกิดขึ้นโดยที่อินทุอรไม่ทันตั้งตัว ความต่อต้านในตอนแรกมลายหายไป

สัมผัสที่เร่าร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนเธอใจเต้นโครมคราม นายชิตเลื่อนใบหน้ามาหยุดตรงซอกคอ ปลุกปั่นความเสียวซ่านให้ขยายวงกว้าง

ปากของเด็กสาวถูกประกบปิดด้วยปากหนาของตาชิต เธอพยายามเบือนหน้าหนีเพราะไม่ชอบกลิ่นเหล้าที่คละคลุ้ง นายชิตจึงใช้มือประคองใบหน้าให้รับจูบนั้น

เด็กสาวเม้มปากแน่นไม่ยอมให้ลิ้นรุกล้ำเข้าไป แต่เพียงแค่เขาใช้ปลายนิ้วแทรกผ่านร่องเนื้อที่ปิดสนิท เธอก็สะดุ้งเฮือกเผลออ้าปากร้องจนลิ้นหนาสอดแทรกเข้าไปได้สำเร็จ เมื่อปลายลิ้นสัมผัสกัน

ความหวิวหวั่นก็ถาโถมเข้าใส่เด็กสาวอีกครั้ง จนความผิดชอบชั่วดีพังทลายลงสิ้น และเธอก็ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นยายอีกเลย

ไม่นานนัก สิ่งแข็งขึงก็ถูไถมาที่ซอกขาด้านในซึ่งบัดนี้ไม่มีอาภรณ์ชิ้นใดขวางกั้น นายชิตถอดกางเกงออกจนหมดสิ้น อินทุอรพยายามใช้มือกั้นแท่งเอ็นร้อนนั้นออกห่างแต่ไม่เป็นผล มันกลับถูไถมาที่มือเล็กของเธอแทนจนเธอต้องรีบกำมันไว้

“ตาอย่าเอาเข้าไปนะ หนูเจ็บ!” เด็กสาวกระซิบบอก

อินทุอรเริ่มหวาดกลัวสิ่งที่บดเบียดอยู่ตรงร่องหลืบ เธอเสียวซ่านเกินกว่าจะต้านทานไหว บางจังหวะมันมุดแทรกเข้าไปได้เพียงครึ่งแล้วก็หลุดออกมาด้วยความเจ็บจุกปนสยิว เด็กสาวจึงหนีบขาไว้แน่นไม่ยอมให้มันล่วงล้ำเข้าไปได้อีก จนกระทั่งมีน้ำอุ่น ๆ พุ่งฉีดมารดโคนขา เธอรีบคว้าผ้ามาเช็ดออกด้วยความตกใจ ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจากการถูกรุกรานมาค่อนคืนจะทำให้เธอผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย

รุ่งเช้า แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเผยให้เห็นสภาพห้องพักที่เต็มไปด้วยขันและกะละมังวางระเกะระกะเพื่อรองน้ำฝน ยายนิ่มรีบเก็บกวาดด้วยความเร่งรีบเพราะสายมากแล้ว ข้าวปลาก็ยังไม่ได้เตรียม ความรีบร้อนทำให้ยายเสียหลักลื่นล้มในครัวที่ชื้นแฉะ ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรงจนแน่นิ่งไป

“แกร๊ง!” เสียงขันน้ำร่วงกระทบพื้นดังสนั่นไปชนฝาผนัง นายชิตที่หลับลึกด้วยฤทธิ์เหล้าไม่ได้ยินสิ่งใด ต่างจากเด็กสาวที่สะดุ้งตื่นและรีบวิ่งไปดู เมื่อเห็นยายนิ่มนอนนิ่งอยู่ อินทุอรจึงรีบไปเขย่าตัวปลุกผู้เป็นตา

“ตา! ตาชิต ตื่นเร็ว! ยายล้มอยู่หลังบ้านค่ะ!” เสียงเรียกกระชากให้นายชิตงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความมึนเมา

“ยายล้มอยู่หลังบ้าน ตาชิตรีบไปดูเร็วเข้า!” ตาชิตรีบวิ่งไปตามคำบอก ภาพที่เห็นคือยายนิ่มหมดสติไปแล้ว เขาจึงให้อินทุอรเฝ้ายายไว้ ส่วนตัวเขาไปตามเพื่อนบ้านมาช่วยกันหามส่งโรงพยาบาล การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทุเลเพราะมียานพาหนะเพียงสามล้อเครื่อง จะรอรถกู้ภัยก็เกรงว่าจะไม่ทันการ

หมอบอกว่ายายนิ่มต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกสักระยะ ในช่วงแรกตาชิตเป็นคนเฝ้า แต่พอตกกลางคืนเขาก็ให้อินทุอรมาเปลี่ยนเวร เพราะห่วงหลานสาวที่ต้องนอนอยู่บ้านคนเดียว อินทุอรจึงต้องขาดเรียนไปหลายวันเพื่อดูแลยาย

ตาชิตต้องออกไปเก็บของเก่าอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่ากินอยู่ แม้ค่ารักษาจะฟรีแต่ภาระรอบตัวก็หนักหนา

ครูประจำชั้นที่เป็นห่วงจึงตามมาหาอินทุอรที่บ้าน เมื่อทราบสาเหตุจึงมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและย้ำให้เธอหาเวลาไปเรียนบ้าง หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ยายนิ่มออกจากโรงพยาบาลได้ แต่ผลกระทบจากการล้มทำให้เธอไม่สามารถเดินได้อีก หมอวินิจฉัยว่าเธออาจเป็นอัมพาตช่วงล่าง และนัดให้มาตรวจใหม่ในเดือนถัดไป

อินทุอรต้องรับหน้าที่ดูแลยาย วันไหนที่ไปเรียนเธอก็ต้องขออนุญาตครูออกมาตอนเที่ยงเพื่อกลับมาป้อนข้าวยาย ครูประจำชั้นที่ชื่อ ครูสาลิกา เข้าใจและเอ็นดูเธอมาก บางครั้งครูก็ขับรถมาส่งเด็กสาวด้วยตัวเอง

เดือนต่อมา หมอยืนยันว่ายายนิ่มต้องพิการไปตลอดชีวิต ด้วยฐานะที่ยากจนไม่มีเงินจ้างคนดูแล ทั้งสามคนจึงต้องดูแลกันเองตามยถากรรม ตาชิตยังคงออกไปเก็บขยะคนเดียว โดยมีอินทุอรไปช่วยบ้างในวันหยุด แต่เธอก็ไปได้ไม่นานเพราะห่วงยายที่อยู่เพียงลำพัง

มีอยู่ครั้งหนึ่งตาชิตออกไปเก็บของเก่าจนมืดค่ำ เมื่อเขากลับมาขณะที่อินทุอรกำลังป้อนข้าวยาย กลิ่นแอลกอฮอล์ที่โชยหึ่งทำให้ทั้งยายและหลานรู้ทันทีว่าเขาไปดื่มมาอีกแล้ว

“ไอ้ชิต มึงกินเหล้ามาอีกแล้วใช่ไหม?” ยายนิ่มดุสามีด้วยความอัดอั้น แต่เขาไม่สนใจคำต่อว่านั้น กลับเดินไปอาบน้ำอย่างไม่แยแส ยายนิ่มได้แต่ทอดถอนใจ เธอทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้เพราะสังขารไม่เอื้ออำนวย และกลัวว่าถ้าต่อว่ารุนแรง ตาชิตจะคลุ้มคลั่งจนเป็นอันตรายต่อหลานสาว ทั้งคู่จึงต้องปล่อยวางไปตามเลย

“อย่าไปสนใจเลยหนูอร...”

“จ้ะยาย... ตาคงเมามาก”

อาทิตย์นี้อินทุอรไปรับจ้างทำงานบ้านที่บ้านของครูสาลิกา เธอเลือกไปวันศุกร์หลังเลิกเรียน เพราะเสาร์-อาทิตย์ต้องช่วยตาแยกของเก่า

“ใจเย็น ๆ สิคะอิฐ! เดี๋ยวเด็กก็เห็นหรอก รอให้ถึงห้องก่อนไม่ได้หรือไง!”

“สาให้เด็กนั่นมาทำงานที่บ้านวันนี้เหรอ?”

“จ้ะ ตอนแรกสาบอกให้แกมาวันเสาร์กับอาทิตย์ แต่เด็กเขาไม่ว่างต้องช่วยตาทำงาน เลยให้มาช่วงแทน”

“งั้นเข้าห้องกันดีกว่านะครับสา...”

อินทุอรได้ยินบทสนทนาทุกอย่างแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เธอไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของใคร เพราะครูสาลิกาคือผู้มีพระคุณที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอด

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel