บท
ตั้งค่า

ตอนที่1

ตอนที่ 1 แม่ทัพไป๋เฟิงห่าว่า

เมืองหลวง

ขบวนรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลไป๋ ประตูไม้สลักลายเก่าแก่ยังคงตั้งตระหง่านแม้กาลเวลาจะผ่านไปเนินนาน

ไป๋เฟิงห่าวก้าวลงจากรถม้า ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าจวน ดวงตาทอดมองเรือนกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ครั้นยังเยาว์เขาเคยวิ่งเล่นโลดเต้นไปทั่วลาน กับเหล่าพี่น้องร่วมตระกูล ในเรือนโถงยังมีบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ล้อมวงโต๊ะชา เสียงหัวร่อดังก้องไม่รู้ว่าสิ้นสุดเมื่อใด ภาพครั้งยังเยาว์วัยย้อนคืนกลับมาดังเงาในม่านหมอก

“ท่านแม่ทัพ”

เสียงขององครักษ์ประจำกายดังขึ้น ปลุกเขาให้ตื่นจากห้วงความคิด ไป๋เฟิงห่าวหันไปตามเสียงนั้น เห็นองครักษ์ประจำกายยืนอยู่ ข้างกายเขาคือชายชราผู้หนึ่งที่เขาคุ้นตาเป็นอย่างดี ชายชราผู้นั้นเมื่อสบตาเขาก็รีบทรุดกายลงคุกเข่า ประสานมือคารวะ เอ่ยด้วยเสียงสั่นสะท้าน

“นายน้อย…”

ไป๋เฟิงห่าวเร่งเข้าไปพยุง พลางเอ่ยเสียงอ่อนลง

“เหล่าหวัง ลุกขึ้นเถิด ข้าห่างจากที่นี่ไปเนิ่นนานนัก เจ้ายังดูแข็งแรงไม่ต่างจากเมื่อก่อน”

ชายชรายิ้มบาง สายตาเต็มไปด้วยความปีติ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“นายน้อยอย่าได้ล้อตาแก่เช่นข้าเลย…

เชิญด้านในเถิดขอรับ”

ไป๋เฟิงห่าวพยักหน้ารับ เพียงเอื้อนเอ่ยสั้น ๆ

“อืม”

แล้วก้าวย่างเข้าสู่จวนใหญ่อย่างสง่างาม

เบื้องหลังขบวนรถม้า เหล่าบ่าวไพร่ต่างรีบก้าวลงมาชนหีบสัมภาระและห่อผ้าจำนวนมากอย่างคล่องแคล่ว เสียงพูดคุยสลับเสียงฝีเท้าวุ่นวายสะท้อนก้องไปทั่วลานกว้างหน้าจวนใหญ่

รถม้าคันกลางพลันหยุดนิ่ง สาวใช้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าหันไปเปิดม่านพร้อมเอ่ยเสียงใส

“คุณหนู… ถึงแล้วเจ้าค่ะ”

ม่านแพถูกรั้งขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างบางของมู่ถิงถิงในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนก้าวลงมาอย่างสงบนิ่ง สาวใช้คนสนิทรีบประคองด้วยความระมัดระวัง ทั้งสองก้าวเคียงกันไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าจวนใหญ่ ทอดสายตาไปยังจวนที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า

สาวใช้พลันเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง

“ที่นี่ช่างใหญ่โตนักเจ้าค่ะ…”

มู่ถิงถิงเพียงยกยิ้มบาง มุมปากประดับรอยยิ้มที่สงบเยือกเย็น ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในด้วยท่าทางสง่างาม ท่ามกลางเสียงบ่าวไพร่ที่กำลังวุ่นวายกับการเคลื่อนย้ายข้าวของ

….

โรงน้ำชาเสี่ยวฮวา

ภายในโรงน้ำชา แสงแดดยามบ่ายส่องลอดเข้ามา ควันชาลอยกรุ่นคลุ้ง บรรดาแขกเหรื่อมากมายคลายความเมื่อยล้าด้วยถ้วยชาอุ่นหอมกรุ่น เสียงนักเล่าผู้มากฝีปากเปล่งเสียงก้องกังวานกลางห้องโถงใหญ่ของโรงน้ำชา

“ปีหงอู่ที่ห้า… ตระกูลไป๋ซึ่งรักษาการอยู่ชายแดนใต้ ต้องเผชิญศึกใหญ่ กองศัตรูบุกทะลวงดุจพายุ ตระกูลไป๋สู้จนสิ้นเกือบทั้งตระกูล เหลือเพียงบุตรชายคนเล็ก ไป๋เฟิงห่าว ที่รอดชีวิตมาได้”

เสียงผู้ฟังพึมพำฮือฮา นักเล่าเว้นวรรค ยกกาน้ำชารินชาลงถ้วยก่อนซดคลายคอแห้งแล้วจึงเอ่ยต่อ

“ต่อมา ปีหงอู่ที่เจ็ด ครั้นเขาอายุได้สิบเจ็ดปี ฮ่องเต้ทรงเล็งเห็นแววกล้า จึงพระราชทานโอกาสให้นำกองทัพออกรบ และครานั้นเองเขาได้สร้างผลงานเกรียงไกรจนได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ ทั้งที่ยังเยาว์วัยยิ่งนัก”

บุรุษผู้หนึ่งที่นั่งไม่ไกลเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ

“แล้วภายหลังเล่า?”

นักเล่าแย้มยิ้ม พลางยกมือสยบเสียงกระซิบของเหล่าแขกในโรงน้ำชา ก่อนจะเล่าต่อเสียงหนักแน่น

“ต่อมา ปีหงอู่ที่สิบห้า ไป๋เฟิงห่าวในวัยยี่สิบห้าปีได้รับบัญชานำทัพออกศึกชายแดนใต้อีกครั้ง แต่ครานี้ศัตรูมีกำลังมหาศาล เขาจึงทูลขอพระบรมราชนุญาตเสริมทัพอย่างเร่งด่วน

ฮ่องเต้จึงโปรดให้แม่ทัพอาวุโสแห่งราชสำนัก ฮันอวิ๋นหง ยกทัพหนึ่งแสนนายไปสมทบ… แต่ทว่า…”

เขาก้มหน้าลง ถอนหายใจแผ่วเบา น้ำเสียงเจือโศกเศร้า

“กองหนุนกลับมาช้าเกินไป เหล่าทหารตระกูลไป๋ต้องต้านทัพอย่างเดียวดาย ต่างบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก แม้ท้ายที่สุดไป๋เฟิงห่าวจะพลิกชะตาชนะศึก แต่ก็สูญสิ้นเหล่าทหารที่เป็นดั่งพี่น้องและญาติผู้ใหญ่ที่เขาเคารพจนเกือบสิ้น… หลังจากจบศึก เรื่องนี้ถูกทูลเกล้าถวายขึ้นเบื้องบนเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม แต่ฮ่องเต้นั้นทรงเพียงแค่ ลงโทษลดเบี้ยหวัดตระกูลฮันเล็กน้อยเท่านั้น”

เสียงอื้ออึงดังขึ้น แขกเหรื่อพากันส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ

นักเล่ากระแอมเบา แล้วเอื้อนเอ่ยวาจาต่อ

“และเมื่อไป๋เฟิงห่าวถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงของรางวัลที่ได้รับ… หาใช่เกียรติยศศักดิ์ศรีหรือทรัพย์สมบัติ แต่กลับเป็นราชโองการประทานสมรส ให้อภิเษกกับบุตรสาวแม่ทัพฮันอวิ๋นหงในทันที… ”

“โถ่! เช่นนี้หาใช่รางวัลไม่!”

บุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงหนัก

“น่าสงสารแม่นางฮันผู้อาภัพนั้น หากแต่งเข้าไป คงต้องเผชิญความแค้นและการทารุณจากแม่ทัพไป๋เป็นแน่”

สตรีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงสั่นสะท้านอย่างเห็นอกเห็นใจ

“จริงดังว่า ข้าเคยได้ยินมาเช่นกัน ว่าแม่ทัพไป๋นั้นโหดเหี้ยมยิ่งนัก ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตาเลยเชียว น่ากลัวยิ่งนัก”

“ใช่แล้ว ๆ !”

“ใช่แล้วมิเช่นนั้นเขาจักปราบศัตรูนับหมื่นนับแสนได้หรือ!”

“ใช่ ๆ !”

แขกหลายคนเออออเห็นพ้องเสียงซุบซิบลั่นโรงน้ำชา ความอยุติธรรมกับโศกชะตานี้ถูกเล่าขานจนกลายเป็นเรื่องราวครึกโครมไปทั้งเมืองหลวง

ในมุมหนึ่งของโรงน้ำชา บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะน้ำชา มือใหญ่กำถ้วยชาแน่น แววตาคมกริบทอดต่ำ พยายามปกปิดพายุอารมณ์ที่กำลังสั่นสะท้านภายใน

องครักษ์ในอาภรณ์สีดำสนิทผู้ยืนประกบเคียงข้างเหลือบมองด้วยความกังวล ก่อนก้มศีรษะเปล่งเสียงแผ่วเบา

“ท่านแม่ทัพ”

ไป๋เฟิงห่าวเพียงส่ายศีรษะช้า ๆ ดุจบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร หากแต่แววตาเย็นล้ำลึกกลับสะท้อนร่องรอยความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้น เขายกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย รสขมปร่าไหลลึกลงลำคอ ราวกับกำลังบังคับกลืนความคับแค้นลงไปในอก

ครู่หนึ่ง เขาวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้เสียงแผ่วเบา แล้วร่างสูงสง่านั้นก็ลุกขึ้นโดยไร้สุ้มเสียง

บุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้มก้าวเดินผ่านหมู่แขกที่ยังคงพร่ำเล่าซุบซิบถึงนามของเขา องครักษ์ประจำกายรีบก้าวติดตามไปในทันที

…..

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel