บทที่ 2.2
สองร่างขยับขลุกขลักอยู่บนเตียง เสียงลมหายใจพัวพันพานให้หัวใจสะท้าน หากแต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่สมควรจะเกิด ทั้งที่ชายหนุ่มหญิงสาวสวมชุดตัวในบนเตียงเดียวกัน ร่างกายแนบชิดบดเบียด แต่ความตึงเครียดกลับอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
หลินหรงอวี่เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว ร่างน้อยดิ้นรนขัดขืน มือไม้ป่ายปะ ทุบตี หยิกข่วน
หัวใจของนางตื่นตระหนกแทบหมดสติ ไม่เข้าใจว่านางกำลังพานพบกับเรื่องใดเข้า
ภายใต้ผ้าห่มเนื้อหนานุ่มนิ่ม ร่างแกร่งของชายหนุ่มที่บดเบียดกับร่างงาม ทำให้ลมหายใจของคนทั้งคู่ติดขัด นางเติบโตมากระทั่งผ่านวัยปักปิ่นล่วงเข้าสู่วัยออกเรือน ด้วยวัยสิบเจ็ดนางกำลังอยู่ระหว่างพิธีดูตัว ซึ่งแม่สื่อเพิ่งเข้ามาเจรจา ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ปักใจกับผู้ใดมาก่อน เกิดเรื่องเสียหายเช่นนี้ขึ้น แล้วนางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร!!!
ท่ามกลางแสงอันเลือนราง ใบหน้าของชายหนุ่มอยู่ใกล้จนชิด เขากำลังมองสบสายตากับหญิงสาว ด้วยประกายแห่งความยุ่งยากสับสน กระนั้นสิ่งที่ทำให้นางแทบสิ้นสติ ก็คือใบหน้าอันคุ้นเคยของเขาผู้นี้
เซี่ยเฉิงอวี่ มหาเสนาบดีแห่งราชสำนัก!!!
จริงอยู่บิดาของนางเป็นเพียงขุนนางขั้นสี่ ยากเย็นยิ่งนักกว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดขุนนางขั้นหนึ่ง อย่างเซี่ยเฉิงอวี่ ยิ่งเป็นช่วงที่บ้านเมืองกำลังแบ่งขั้วอำนาจ
ถึงอย่างนั้นด้วยความบังเอิญ สองเดือนก่อนนางติดตามบิดาไปที่กรมการมณฑล ระหว่างทางได้พบกับอีกฝ่าย ซึ่งสวมเสื้อผ้าราวกับเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา
ได้ยินบิดากล่าวชื่นชมว่าแม้เซี่ยเฉิงอวี่อายุยังไม่มากนัก แต่กลับมีความสามารถเหนือผู้คน วางแผนรอบคอบรัดกุม กระทั่งนำพาองค์ชายห้าก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ผู้ครองแคว้น ครั้งนั้นแม้เห็นเพียงห่างๆ แต่กลับจดจำเขาได้ในทันที
เซี่ยเฉิงอวี่เพ่งสายตามองหญิงสาวใต้ร่าง ดวงตาของนางที่แม้ตื่นตระหนก แต่บัดนี้กลับมีประกายบางอย่างพาดผ่าน เขาหรี่ดวงตาลงจ้องนาง
“เจ้ารู้จักข้าหรือ”
ชายหนุ่มยังคงไม่ปล่อยให้นางเป็นอิสระ หูทั้งสองข้างพยายามฟังเสียงของความเคลื่อนไหว หากเป็นแผนการที่ถูกวางเอาไว้ ตอนนี้สมควรมีคนบุกเข้ามาได้แล้ว แต่นี่ทุกอย่างกลับยังคงเงียบงัน
มองดูหญิงสาวที่เขาพันธนาการเอาไว้พยายามพยักหน้า เขาคลายมือที่ปิดปากนางเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากพอที่จะให้นางส่งเสียง เพียงสามารถพยักหน้าได้เท่านั้น
“หากไม่ส่งเสียงข้าจะปล่อยให้เจ้าได้พูด”
นางพยักหน้าอีกครั้ง ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ที่นี่ที่ไหน” เซี่ยเฉิงอวี่เค้นถามนางด้วยดวงตาดุดัน รับรู้ได้ว่าหญิงสาวใต้ร่างสั่นเทาเล็กน้อย
ความงุนงงวาบผ่านดวงตาของนาง “จวน...จวนเจ้ากรมการมณฑลเจ้าค่ะ” นางกระซิบตอบไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
“หลินซู”
คิ้วเข้มขมวดมุ่นราวกำลังพิจารณาถึงสถานการณ์ตรงหน้า เขาพบหลินซูน้อยครั้งเพราะอีกฝ่ายเป็นเพียงขุนนางขั้นสี่ ถึงอย่างนั้นในความรู้สึกของเขา หลินซูผู้นี้กลับดูเป็นขุนนางใจซื่อมือสะอาด เช่นนี้จะวางแผนเล่นงานเขาด้วยเหตุใด
“เจ้าคือบุตรสาวของเขาหรือ”
“เจ้า...เจ้าค่ะ”
หลินหรงอวี่มองเห็นดวงตาดุดันของเซี่ยเฉิงอวี่ นางไม่กล้าแม้แต่จะดิ้นรน เรือนกายที่ทาบทับพันธนาการนางเอาไว้ ในยามที่ทั้งสองหอบหายใจ ร่างก็แนบชิดบดเบียดจนทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นรัว
เขายังคงมองไปรอบด้านคล้ายกำลังหวาดระแวง มือทั้งสองข้างยังคงไม่ปล่อยนางให้เป็นอิสระ
ถึงอย่างนั้นเวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง กลับยังคงไม่มีใครพรวดพราดเข้ามาอย่างที่คาดเดา
“ในเรือนนี้มีอยู่กี่คน” เขาเค้นถามนางอีกครั้ง ครั้งนี้มั่นใจว่าหญิงสาวเองก็คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากความตื่นตระหนกและร่างที่กำลังสั่นเทานี้ หาใช่การเสแสร้งแกล้งทำไม่
“เรือนนี้มีเพียงข้าน้อยกับสาวใช้สองสามคนเท่านั้น ตอนนี้น่าจะยามเหมา อีกไม่นานพวกนางคงตื่นแล้ว ทะ...ท่านมหาเสนาบดี ท่านควร...” หลินหรงอวี่เสียงสั่น
“ดูเหมือนบิดาเจ้าคิดวางแผนใช้ทางลัดสินะ” เขาหรี่ดวงตาถามนาง ทั้งยังรัดพันธนาการแน่นขึ้นเล็กน้อย ประกายดวงตาจดจ้องมองทุกความเปลี่ยนแปลงของนาง